พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ทบทวนความคืบหน้าของแผนปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ชี้ประเด็นความล่าช้าและความไม่สอดคล้องระหว่างผลลัพธ์กับตัวชี้วัดในหลายโครงการ เช่น การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน การส่งเสริมสมาร์ตฟาร์มมิ่ง และการจัดสรรงบประมาณวิจัย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของนโยบายสวัสดิการและข้อสงสัยต่อผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่าง ๆ เรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบรายงานผล การกำหนดกรอบเวลาใหม่ และเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบ eMENSCR เพื่อความโปร่งใสและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามผลการดำเนินงานอย่างรอบด้าน
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานครับ ผม นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้สภาของเรามารับทราบรายงานความคืบหน้าของ แผนปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๗๐ ก็ต้องย้ำว่าเป็นการรับทราบรายงานความคืบหน้า ก่อนหน้านี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาที่จะชี้แจงถึงภาพรวมความคืบหน้าของรายงาน ฉบับนี้ ก็ต้องเรียนว่าผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้อภิปรายเมื่อ ๓-๔ เดือนที่แล้ว ถึงรายงาน ความคืบหน้าของฉบับไตรมาสที่ ๑ ปี ๒๕๖๒ ในฉบับนั้นมีโครงการที่ชื่อว่า ควิกวิน (Quick win) คือหลายโครงการเป็นการรายงานความคืบหน้าของควิกวิน (Quick win) ควิกวิน (Quick win) คืออะไรครับ ควิกวิน (Quick win) คือกิจกรรมภายใต้แผนการปฏิรูปที่มีความเร่งด่วน ที่จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งครั้งนั้นผมก็ได้มีการพูดเอาไว้ว่าควรที่จะรายงาน กิจกรรมอื่น ๆ ไปพร้อมกันด้วย แล้วก็ปรากฏพบเห็นในรายงานครั้งนี้ว่ามีรายงานของ กิจกรรมอย่างอื่นเกือบจะทั้งหมดของแผนปฏิรูป ทีนี้เฉพาะในส่วนของแผนปฏิรูป ด้านเศรษฐกิจ ผมขออนุญาตที่จะทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่ามีการรายงานว่ามีกิจกรรมทั้งหมด ๑๒๑ กิจกรรม กิจกรรมที่แล้วเสร็จไปแล้วคิดเป็นประมาณ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๘ กิจกรรม อีก ๕๙ กิจกรรมนั้น ยังอยู่ระหว่างการดำเนินงานตามแผน ๒๘ กิจกรรมนั้น ถือว่าล่าช้าไปกว่าแผน และ ๖ กิจกรรมที่ต้องทบทวนแผน นี่คือสิ่งที่รายงานในภาพรวม แต่เมื่อผมไปดูในเนื้อในก็ต้องเรียนอย่างตรงไปตรงมานะครับว่าหลายกิจกรรมที่ระบุว่า แล้วเสร็จแท้จริงแล้วยังไม่มีความคืบหน้าเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วเลยนะครับ หรือพูดง่าย ๆ ว่า ยังไม่เสร็จนั่นเองนะครับท่านประธาน เรามาดูในรายละเอียดของแผนที่ต่อเนื่องมาจาก ไตรมาสที่แล้ว
แผนแรกที่ผมจะกล่าวถึงคือการจัดตั้งสำนักงานบูรณาการการแก้ไขปัญหา ความยากจนและเหลื่อมล้ำ แผนนี้ถูกเขียนไว้ที่ประกาศออกมาเมื่อต้นปี ๒๕๖๑ ว่าจะต้อง เสร็จสิ้นภายใน ๓ เดือน คือไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๑ นั่นเองนะครับ แต่ปรากฏว่าเมื่อรอบ ที่แล้วที่รายงานมาก็คือคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด ของกฎหมาย แต่เมื่อมาดูในไตรมาสนี้ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าใด ๆ ก็ต้องเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าตกลงแล้วสำนักงานนี้ยังจะตั้งกันอยู่หรือไม่ ผมได้ข่าวมาว่าไม่ตั้งแล้วก็ไม่รู้ว่าแท้จริง เท็จจริงเป็นอย่างไรก็เรียนถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ
อีกแผนหนึ่งครับ คือการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัยหรือที่เราเรียกว่า เรกูลาเทอรี กิโยติน (Regulatory guillotine) แผนนี้มีความเกี่ยวข้องอยู่หลายหน่วยงาน หลายส่วน ก็ไม่พบความคืบหน้าในรายงานฉบับนี้ ย้ำนะครับว่าเรามาพิจารณารายงาน ความคืบหน้า เพราะฉะนั้นผมก็เกิดคำถามขึ้นมานะครับ ลอยขึ้นมาในหัวว่า มีไว้ทำไมครับ ถ้ารายงานไม่ได้มีความคืบหน้าใด ๆ
กิจกรรมต่อไปคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสถาบันการเงินชุมชน กิจกรรมนี้น่าสนใจและเป็นการปฏิรูปที่ดี ทำอย่างไรตัวชี้วัดของกิจกรรมนี้เป็นตัวชี้วัดที่ดี คือต้องการที่จะสร้างให้เกิดโครงข่ายของสถาบันการเงินภาคประชาชน ต้องการที่จะเพิ่ม พื้นที่ให้กับชุมชนที่จะได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า แผนนี้ระบุเอาไว้ว่าแล้วเสร็จ แต่แท้จริงแล้วถ้าท่านไปดูตัวชี้วัดต่าง ๆ ถ้าบอกว่าแล้วเสร็จ ควรจะมีการอ้างอิงให้เห็นว่าได้บรรลุถึงเป้าหมายถึงตัวชี้วัดอย่างไร แต่ไม่สามารถพบจาก ในรายงานฉบับนี้ได้
กิจกรรมต่อไปคือกิจกรรมที่ชื่อว่าการพัฒนาธุรกิจชุมชน ในตัวรายงานฉบับนี้ ก็ระบุอยู่ว่าเป็นการดำเนินงานที่ล่าช้าไปกว่าแผน แต่มีประเด็นย่อยอยู่ประเด็นหนึ่งที่ท่าน ระบุไว้ว่าได้บรรลุแล้ว ซึ่งถ้าไปเปรียบเทียบตัวชี้วัดแล้วก็อาจจะไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะว่า สิ่งที่ท่านทำคือได้ออกเป็นพระราชบัญญัติวิสาหกิจชุมชน รวมถึงเป็นพระราชบัญญัติ วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจว่าเป็นการที่จะรองรับการปรับสถานะของวิสาหกิจ ชุมชนให้เป็นนิติบุคคล แต่เมื่อเราไปเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดที่ระบุไว้ ไม่ได้ระบุว่าตัวชี้วัด คือการออก พ.ร.บ. แต่อย่างใด พ.ร.บ. เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่จะนำไปสู่การพัฒนา เศรษฐกิจของฐานรากเท่านั้น
อีกโครงการหนึ่งคือโครงการที่ชื่อว่าสมาร์ต ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) ต้องขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษเพราะระบุไว้ในเอกสารราชการว่าเป็นการส่งเสริม สมาร์ต ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) และพรีซิชัน ฟาร์มมิง (Precision farming) ด้วยอะไรครับ ด้วยแอปพลิเคชัน (Application) ก็มีการเขียนแอปพลิเคชัน (Application) ที่ชื่อว่า อะกริ แมป (Agri-map) ซึ่งจะเป็นตัวช่วยที่ให้เกษตรกรรู้ว่าควรจะเพาะปลูกพืชตัวใดในพื้นที่ไหน ซึ่งตามตัวชี้วัดถือว่าแผนนี้ได้ลุล่วงและสำเร็จไปแล้ว เพราะแอปพลิเคชัน (Application) ตัวนี้ ได้ออกมาแล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงเพราะว่าตัวชี้วัดบอกเพียงว่าต้องการให้มีแอปพลิเคชัน (Application) แต่จริง ๆ แล้วที่สำคัญไปกว่านั้นคือเกษตรกรจะนำแอปพลิเคชัน (Application) นี้มาใช้และมาต่อยอดได้มากแค่ไหน ผมยกตัวอย่างมีแอปพลิเคชัน (Application) ตัวหนึ่ง ต้องขออนุญาตพูดชื่อคือชื่อว่าริกเคานต์ (Rig count) ผมไม่ได้ มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) นี้แต่อย่างใดนะครับ แต่จะเรียน เป็นข้อมูลว่าเป็นเอกชนที่พัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) นี้ขึ้นมา แล้วก็ต้องบอกว่า มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าอะกริ แมป (Agri-map) คือดีอย่างไร เพราะว่ามีการบอกข้อมูลถึง สภาพภูมิอากาศเพิ่มเติมเข้ามาด้วย แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการรายนี้เจอปัญหาครับ คือ การนำไปใช้หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า อิมพลีเมนเทชัน (Implementation) คือก็เป็น ความยาก แม้ว่าผู้ประกอบการเป็นเอกชนรายเล็ก ๆ ที่มีความคล่องตัว แต่ก็ยังเกิดปัญหา ที่จะผลักดันให้เกษตรใช้แอปพลิเคชัน(Application) ตัวนี้ ปรากฏว่าแอปพลิเคชัน (Application) ตัวนี้ถูกนำไปใช้ในสถาบันการเงินเพื่อเป็นการพิจารณาถึงลูกหนี้ในการ มากู้ยืมเงิน กู้ยืมหนี้ว่าจะมีความสามารถในการชำระคืนจากการไปเพาะปลูกพืชแต่ละตัว หรือไม่ ดังนั้นสำหรับโครงการที่ส่งเสริมสมาร์ต ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) และพรีซิชัน ฟาร์มมิง (Precision farming) นี้ก็อยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะทำงานว่า ท่านต้องไปคิดทบทวนเพิ่มเติมว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการไปใช้งานจริงได้ ที่กล่าวมาทั้งหมด นั่นคือควิกวิน (Quick win) ที่ได้รายงานเอาไว้เมื่อไตรมาส ๑ ปี ๒๕๖๒ แล้วก็ต้องเรียนว่า ไม่พบความคืบหน้าแต่อย่างใด ทีนี้เรามาดูโครงการอื่น ๆ ที่ไม่ได้ปรากฏในรอบที่แล้ว เป็นต้น ก็คือกิจกรรมที่ชื่อว่าการจัดตั้งศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรา เรียกว่า ระบบนิเวศด้านการวิจัยพัฒนา หรือที่ภาษาอังกฤษ เราเรียกว่า อินโนเวชัน อีโค ซิสเต็ม (Innovation Ecosystem) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นเรื่องที่ดี ผมพูดในหลายครั้งว่า ประเทศไทยหรือประเทศใดก็ตามที่ต้องการที่จะพัฒนา เศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรม จำเป็นเหลือเกินที่เราจะต้องมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง การวิจัยพัฒนาเป็นสิ่งที่สำคัญ โครงการนี้ถูกระบุเอาไว้ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผน ตัวชี้วัดหลาย ๆ ตัวที่ตั้งไว้ น่าสนใจ ตัวหนึ่งคือตั้งเอาไว้ว่าจะต้องมีเม็ดเงินลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาทั้งประเทศอยู่ที่ ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นั่นคือหมายถึงนับรวมการวิจัยพัฒนาของทั้งภาครัฐและของ ภาคเอกชนเข้าด้วยกัน แผนนี้ถูกตั้งเอาไว้เมื่อปี ๒๕๖๑ ก็ลองไปดูว่าถ้าเราดูจีดีพ (GDP) เมื่อปี ๒๕๖๑ การที่ท่านตั้งเอาไว้ ๒ เปอร์เซ็นต์คิดเป็นเงินคร่าว ๆ จะอยู่ที่ประมาณ ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเราไปเทียบกัน เทียบกับบริษัทชั้นนำของโลกบริษัทหนึ่งคือซังซุม บริษัทซังซุมมีงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาในปีเดียวกัน คือปี ๒๕๖๑ อยู่ที่ ๔๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่างกันถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรากำลังตั้งเป้าหมายที่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) ซึ่งเรายังไปไม่ถึง แต่ผมสมมุติว่าถ้าเราไปถึงในปี ๒๕๖๑ เม็ดเงินที่เราจะใช้ คือ ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าซังซุม บริษัท ซังซุมบริษัทเดียวถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้ถ้าตามข้อมูลของกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมซึ่งปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ (Web site) ก็มีการพยากรณ์เอาไว้ว่าภายในปี ๒๕๖๔ ประเทศไทยก็น่าจะมีเงินลงทุน ด้านวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าแม้แต่กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยียังพยากรณ์เอาไว้ต่ำกว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศด้วยซ้ำ ทีนี้ก็จะ ขอกล่าวเพิ่มเติมไปในส่วนของ พ.ร.บ. งบประมาณ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณที่เพิ่งจะผ่าน วาระ ๑ ในสภาไป ในส่วนของงบประมาณกระทรวงกลาโหมครับท่านประธาน เรามี การกำหนดอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศหนึ่งในอุตสาหกรรมหลัก เป็นอุตสาหกรรม เป้าหมาย แน่นอนครับประเทศหลาย ๆ ประเทศที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีก็จะมี ความสามารถในการผลิตอาวุธด้วยเช่นกัน เรากำหนดเป้าหมายเป็นอุตสาหกรรม แต่เมื่อเรา ไปดูที่งบประมาณของกระทรวงกลาโหมคืออะไรครับ กระทรวงกลาโหมมีงบประมาณอยู่ ปีละ ๒๓๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าแบ่งสันปันส่วนงบประมาณให้กับสถาบันเทคโนโลยี ป้องกันประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะทำการวิจัยพัฒนาการพึ่งพาตนเองในด้านการผลิต อาวุธเพียงแค่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ หรือคิดเป็นเงินเพียงแค่ ๑,๒๕๐ ล้านบาท ผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่าแผนที่ท่านวางกับสิ่งที่ท่านกระทำมันไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันเลย ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คิดว่าเราจะมีแผนปฏิรูปประเทศกันไปทำไมนะครับ
นอกจากนั้นก็ยังจะมีอีกกิจกรรมหนึ่งนะครับ กิจกรรมที่ชื่อว่าระบบเงินโอน เพื่อผู้มีรายได้น้อย ภาษาอังกฤษคือเนกาทีฟ อินคัม แทกซ์ (Negative income tax) ขออนุญาตที่จะชี้แจงเพิ่มเติมก็คือจะเป็นโครงการที่จะเป็นการโอนเงินให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย หรือคนจนนั่นเองโดยตรง ภายใต้รายงานแผนความคืบหน้าฉบับนี้ก็มีระบุว่าจะต้องทบทวน กิจกรรมนี้ เนื่องจากพบว่าอาจจะมีความซ้ำซ้อนกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผมก็เกิด ความสงสัยว่าตอนเขียนแผนไม่ได้คุยกันหรืออย่างไรนะครับ และที่พีก (Peak) ที่สุดครับ ท่านประธานคือโครงการที่เรียกว่าการเพิ่ม โพรดักทิวิตี (Productivity) ของอุตสาหกรรม โครงการนี้ระบุไว้ในแผนความคืบหน้าว่าสำเร็จลุล่วง ในโพรดักทิวิตี (Productivity) อุตสาหกรรมที่วางเป้าหมายไว้ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมมากครับ ตั้งแต่อุตสาหกรรม อาหาร อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ อุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลอุตสาหกรรมสุขภาพ ทั้งหมดนี้ในรายงานแผนความคืบหน้าถือเป็นกิจกรรมที่สำเร็จลุล่วงแล้ว แล้วเขียนไว้ อย่างนี้ครับว่ารัฐบาลได้กำหนดเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศแล้ว รวมทั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดังกล่าวแล้ว อันนี้คือถือว่า สำเร็จลุล่วงแล้วหรืออย่างไร ก็เรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี เพราะว่ามันอย่างนี้ครับ ท่านประธานตัวชี้วัดที่ระบุไว้ผมหยิบมา ๓ ตัว คือระบุไว้คือมูลค่า การนำเข้าจากกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) มูลค่าการส่งออก และมูลค่าเพิ่มของ เศรษฐกิจในอุตสาหกรรมดังกล่าว ถ้าท่านระบุว่ามันลุล่วงไปแล้วจำเป็นเหลือเกินที่ท่าน จะต้องอ้างอิงตัวชี้วัดให้กับสภาแห่งนี้ได้เห็น มิเช่นนั้นแล้วก็ต้องเรียนว่าแผนปฏิรูปเหล่านี้ มันจะไม่สามารถเรียกว่าการปฏิรูปได้ การปฏิรูปนี่มันคือการทำงานเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ แต่ถ้าการทำงานยังเป็นการทำงานแบบเดิม ยังเป็นการทำงานแบบเก่าโดยที่เพียงแค่ ตั้งหน่วยงานใหม่แต่มีภารกิจเหมือนเดิมเราก็ไม่รู้ว่าเราจะมีแผนปฏิรูปไปทำไม ดังนั้น ข้อเสนอทิ้งท้ายนะครับท่านประธาน ข้อเสนอที่ผมอยากที่จะเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับก็คือว่า ในไตรมาสหน้าหรือในปลายปี ๒๕๖๒ รูปแบบ การรายงานผลควรจะเป็นดังนี้ครับ
รูปแบบการรายงานผลอย่างแรก แต่ละกิจกรรมควรจะอ้างอิงตัวชี้วัด หรือเป้าหมายที่ท่านได้ตั้งเอาไว้
อย่างที่ ๒ ถ้าเป็นกิจกรรมที่มันล่าช้าไปกว่าแผนแล้วควรจะกำหนด กรอบเวลาใหม่ว่ามันจะต้องเสร็จภายในเมื่อไร รวมถึงการรายงานความคืบหน้า
ประเด็นที่ ๓ ควรจะชี้แจงเรื่องของงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ แล้วก็ที่ใช้ภายใต้ แต่ละกิจกรรม
และสุดท้ายผมก็เฝ้ารออยู่นะครับ ระบบติดตามและประเมินผลนะครับ ชื่อภาษาอังกฤษยาวมาก เรียกสั้น ๆ ว่า อีเม้น (eMENSCR) นะครับ เฝ้ารอมานานทุกครั้ง ที่ขอพาสเวิร์ด (Password) ขอยูสเซอร์เนม (Username) ไป คำตอบที่ได้คือยังต้องรออยู่ มิฉะนั้นแล้วสภาแห่งนี้จะไม่สามารถติดตามการทำงานได้อย่างรวดเร็วแล้วเรียล ไทม์ (Real time) ได้ แล้วก็อีกนิดหนึ่งว่าถ้าเป็นไปได้ผมคิดว่าระบบนี้ท่านควรที่จะเปิดให้เป็น สาธารณะ ไม่จำเป็นจะต้องไปให้ยูสเซอร์เนม (Username) หรือพาสเวิร์ด (Password) เลยครับ เราควรที่จะสร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชนที่สนใจสามารถที่จะติดตาม ความคืบหน้าของแผนปฏิรูปได้ ก็ฝากไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ