ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย หารือเรื่องพระราชกําหนดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยอธิบายหลักการในการคํานวณภาษีตามมูลค่าและปริมาณของสุรา และระบุว่าภาษีที่ต้องชำระรวมกันคือ 25.51 บาท ไม่มียี่ห้อใดที่ได้เปรียบเสียเปรียบ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสุขภาพและพฤติกรรมของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบประมาณที่ได้รับเพิ่มขึ้นให้ตรงกับวัตถุประสงค์ และหารือเรื่องการกระจายอำนาจ โดยเห็นด้วยกับประเด็นนี้ และยังแถลงว่า กรมสรรพสามิตได้เข้มข้นในการควบคุมใบอนุญาตขายสุรา
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกจํานวนมากที่ได้ ให้ความสนใจ และก็ให้ข้อแนะนําที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลอย่างมาก ในการพูดถึง พระราชกําหนดฉบับนี้นะครับ จากการที่ได้รับฟังมาทั้งหมด และก็การเตรียมตัวมา ของกระผมนั้น ผมต้องขออนุญาตว่าสไลด์ (Slide) ที่เตรียมไว้นี่ก็คงจะไม่ใช้หมดนะครับ ก็ฝากเจ้าหน้าที่ว่าจะใช้เพียงแค่ ๕ สไลด์นะครับ คือ ๗ ๑๒ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ นะครับ ที่เหลือไม่ต้องใช้ครับ ส่วนสไลด์นั้นจะขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็ขึ้นไปได้เลยนะครับ เพราะว่า จะเป็นการชี้แจงข้อสงสัยของเพื่อนสมาชิกในบางประเด็นนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ส่วนการ อภิปรายของผมก็จะอภิปรายไปเรื่อย ๆ นะครับ เนื่องจากว่าในการอภิปรายของเพื่อน สมาชิกทั้งหมด ผมสรุปได้คร่าว ๆ ประมาณ ๕ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือวัตถุประสงค์ของการออกพระราชกําหนดฉบับนี้ ซึ่งมีประเด็นตั้งข้อสงสัยว่ากรมสรรพสามิตจัดเก็บไม่ได้ตามเป้า หรือว่าต้องการดูแล สุขภาพของประชาชนกันแน่ หรือว่าต้องการให้ระบบการจัดการนั้นเป็นมาตรฐานสากล ต้องขอตอบครับว่า ต่อกรณีการจัดเก็บที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายนั้น ขอกราบเรียนว่าปัจจุบัน ผลการจัดเก็บจริง ณ วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ นั้น กรมสรรพสามิตจัดเก็บเกินเป้าหมาย ไปแล้ว ๗,๕๐๐ ล้านบาท ข้อ ๑.๒ นะครับ การดูแลสุขภาพของประชาชน จะเห็นว่า การจัดเก็บในคราวนี้เราได้กําหนดการจัดเก็บตามปริมาณของแอลกอฮอล์ใน ๒ ระดับ สไลด์จะขึ้น ๑๒ ก่อนได้ไหมครับ เลข ๑๒ ครับ ไม่ใช่อันนี้ครับ สไลด์ที่ ๑๒ จะเป็นเรื่องของ สุราขาวและสุราชุมชนเดิมที่เป็นห่วงกลัวว่าจะขึ้นราคาสูงนะครับ สุราขาว หรือสุราชุมชน เดิมนะครับ ภาษีใหม่กับภาษีเดิม สรุปก็คือว่าห่างกันแค่ ๑ บาทกว่า ๆ ครับ ภาษีสรรพสามิตใหม่ แล้วก็สรรพสามิตเดิมนั้นมีราคาต่างกันเพียงประมาณ ๑ บาทกว่า ๆ นั่นก็หมายความว่า ต่อขวด เหล้าชุมชนหรือสุราขาวชุมชนก็จะมีราคาไม่เกิน ๒ บาทที่เพิ่มขึ้น อันนี้ก็ขอ กราบเรียนเพื่อความสบายใจของเพื่อนสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนนะครับ
อันดับต่อมาครับ การคํานวณภาษีตามมูลค่า ผมขออนุญาตไปที่สไลด์ ที่ ๑๒ ครับ หลักการในการคํานวณภาษีนะครับ เนื่องจากการปรับโครงสร้างภาษีสุรา ในครั้งนี้ปรับวิธีการจัดเก็บจาก ๒ ระบบ เลือก ๑ ระบบ เป็นจัดเก็บแบบผสมนะครับ การคํานวณภาษีตามมูลค่าก็เลยอยากจะชี้แจงให้พี่น้องประชาชนผ่านเพื่อนสมาชิกได้เห็น นะครับ ก็เชิญสไลด์ที่ ๑๕ นะครับ ท่านจะเห็นว่าราคาขายส่งช่วงสุดท้ายหักภาษีมูลค่าเพิ่ม คูณด้วยอัตราภาษี เช่น ราคาขายส่งเบียร์ ๓๕ บาท ขนาด ๗ ดีกรี ไม่เกิน ๗ ดีกรี ขวดละ ๐.๖๓ ลิตร ราคาที่จะนํามาคําควณคือ ๓๕ ลบด้วยแวต (VAT) ก็คือราคา ๒.๒๘๙ เพราะฉะนั้นราคาขายส่งช่วงสุดท้ายก็คือ ๓๕ ลบ ๒.๒๘๙ ก็คือ ๓๒.๗๑ อัตราการเก็บ ภาษีเบียร์ก็คือร้อยละ ๔๘ ภาษีสรรพสามิต ก็คือ ๔๘ คูณ ๓๒.๗/๑ ส่วน ๑๐๐ ก็คือ ๑๕ บาท ๗๐ สตางค์นะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ใช้คํานวณตามมูลค่า ส่วนการคํานวณ ตามปริมาณนั้นก็คือหน้า ๑๖ นะครับ ใกล้จะจบแล้วนะครับ เช่น ปริมาณตามแอลกอฮอล์ บริสุทธิ์ก็คือราคาขายส่งเบียร์ ๓๕ บาท อัตราภาษีปัจจุบันคือ ๑๕๕ บาทต่อ ๑๐๐ ดีกรี หรือ ๑.๕๕ ต่อ ๑ ดีกรีนะครับ เพราะฉะนั้นภาษีสรรพสามิตก็คือดีกรีคูณอัตราภาษีคูณขนาด ก็คือ ๗ คูณ ๑.๕๕ คูณ ๐.๖๓ ก็เท่ากับ ๖.๘๓ บาทต่อขวดนะครับ เพราะฉะนั้นการคํานวณ ปริมาณ การคํานวณภาษีตามปริมาณนั้นนะครับ เช่น ราคาขายส่งเบียร์ ๓๕ บาท อัตราภาษี ก็คือ ๘ บาทต่อลิตร ภาษีสรรพสามิตก็คืออัตราภาษีคูณขนาด ก็คือ ๘ คูณ ๐.๖๓ ดังนั้น ภาษีสรรพสามิตที่จะนํามาคํานวณภาษีของเบียร์ก็คือ ๖.๘๓ บาท
สไลด์ที่ ๑๘ นะครับ สไลด์ที่ ๑๘ เป็นสไลด์สุดท้ายครับ ก็จะเห็นว่า ภาษีที่เบียร์ต้องชําระต่อ ๑ ขวดนั้นจะมีภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า ภาษีสรรพสามิต ตามปริมาณ ภาษีมหาดไทย ภาษี สสส. และภาษีไทยพีบีเอส รวมกันแล้วภาษีที่ต้องชําระคือ ๒๕.๕๑ บาท ก็ถือว่าเป็นความเสมอภาคทุกยี่ห้อนะครับ ทุกยี่ห้อครับไม่มียี่ห้อไหน ที่ได้เปรียบเสียเปรียบกันนะครับ เท่ากันหมด ที่เพื่อนสมาชิกบางท่านเมื่อสักครู่ได้ชี้แจงว่า เบียร์บางชนิด ได้เปรียบเบียร์บางชนิดนั้นก็คงจะไม่ถูกต้องนักนะครับ เป็นเรื่องของ การกําหนดราคาขายของแต่ละเจ้านะครับ สรุปในส่วนของหัวข้อที่ ๑
ประเด็นที่ ๑ ก็ขอกราบเรียนว่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นนะครับ ก็จะทําให้ภาษีที่ต้องชําระเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งสะท้อนมิติของการดูแลสุขภาพประชาชน ประกอบกับระบบการจัดเก็บแบบผสมดังกล่าว เป็นระบบที่หลายประเทศใช้กันอย่างเป็นสากล แล้วนะครับ จึงเป็นที่มาที่แท้จริงของการปรับปรุง พ.ร.บ. ในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องอื่นใด ที่กังวลกันนะครับ
ประเด็นที่ ๒ การเตรียมการรองรับการออก พ.ร.ก. ในครั้งนี้ ซึ่งอาจจะ เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการหรือเป็นประเด็นทางการเมืองนั้น มีข้อสําคัญมีเรื่องสําคัญ ที่กล่าวถึงคือการสํารวจสินค้าก่อนการออก พ.ร.ก. ครับ กรมสรรพสามิตได้ดําเนินการสํารวจสินค้า ทั่วประเทศ ตั้งแต่คืนวันที่ ๓ ก่อน พ.ร.ก. มีผลใช้บังคับ ส่วนการออกเกณฑ์ในการกําหนดฐาน ในการคํานวณภาษี ในประเด็นเรื่องการกําหนดราคาขายส่งชุดสุดท้าย ซึ่งอยู่ในอํานาจของ อธิบดีนั้น อธิบดีต้องใช้ราคาที่ร้าน ป. ๑ ป. ๒ แจ้ง รวมทั้งการสํารวจก่อนการประกวดราคา อยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นดุลอํานาจหรือดุลพินิจของอธิบดีนั้น มีกฎหมายฉบับอื่น ให้ผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์ได้อยู่แล้วนะครับ ซึ่งท่านดูในกฎกระทรวงหรือว่าประกาศ ของกรม กฎกระทรวงด้วย ประกาศกรมด้วยอยู่ในเล่มสีเขียวเล่มนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ในประเด็นความห่วงใยต่อสุขภาพและพฤติกรรมของพี่น้อง ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนทั้งหลาย ในเมื่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีจุดหมายเพื่อการปรับ โครงสร้างภาษีนะครับ แต่ว่าไม่มีความชัดเจนในเรื่องของระบบสุขภาพ ก็ขอกราบเรียนว่า เดิมทีนั้นก็มีเรื่องของ สสส. อยู่แล้ว ซึ่งงานนี้ สสส. ก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยล้านบาท แต่รัฐบาลเอง ความทุกข์ ความสุข ของพี่น้องประชาชนนั้นก็เป็นภารกิจของรัฐบาลและ ทุก ๆ รัฐบาลต้องดูแลอยู่แล้ว งบประมาณที่ได้มาเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ไม่ว่าจะขนาดไหนก็แล้วแต่ รัฐบาลต้องสํานึกเป็นอย่างยิ่งครับว่าจะต้องนํามาใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ ก็ขอเรียนยืนยันว่า ข้อห่วงใยทั้งหมดที่เพื่อนสมาชิกได้บอกผมมานั้น ผมได้บันทึกหมดไว้ทั้งสิ้นนะครับ แล้วก็จะบันทึกเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปนะครับ
ประเด็นที่ ๔ คือเรื่องของความเดือดร้อนที่มีการขึ้นราคาในขณะนี้ ทั้ง ๆ ที่ มองกันว่าภาวะเศรษฐกิจนั้นอยู่ในภาวะที่ตกต่ํา ซึ่งจริง ๆ แล้วภาษีสรรพสามิตนะครับ มีผลต่อสุราต่อขวดนี้ไม่มากครับ อย่างเมื่อสักครู่สุรานี้ก็ไม่เกิน ๒ บาท เบียร์นี้ก็ไม่เกิน ๕ บาท เพราะฉะนั้นถ้ามีการไปขายเกินกว่านี้ ก็เป็นหน้าที่ของส่วนงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่า จะเป็นกรมการค้าภายใน หรือสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคที่จะต้องไปดําเนินการจัดการนะครับ และขณะเดียวกันโดยระบบกลไกตลาดทางเสรีนี้ และคู่แข่งเขาก็คือคู่แข่งนะครับ ถ้าไปขาย แพงกว่าชาวบ้านเขามันก็ลําบากที่จะยืนอยู่ได้นะครับ ส่วนสุราสามทับที่เป็นห่วงนะครับ เพราะว่าเป็นสุราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการ ไม่ได้เกี่ยวกับการบริโภคนี้ก็ไม่ได้มีผลเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นยังคงเดิม ไม่มีภาษีเลยนะครับ
ประเด็นที่ ๕ คือประเด็นอื่น ๆ การกระจายอํานาจ ซึ่งมีคนเห็นด้วยหลายท่าน แม้กระทั่งท่านดอกเตอร์สุชาติ ผมก็เห็นด้วยนะครับ ซึ่งอันนี้การกระจายอํานาจนั้น ในปัจจุบันนี้ท้องถิ่นก็มีอํานาจหลายประการด้วยกัน แต่ยังไม่มีอํานาจในเรื่องของสุราตรงนี้ อันนี้ก็เดี๋ยวจะรับไปแจ้งต่อคณะรัฐมนตรีนะครับ
ส่วนเรื่องใบอนุญาต การกํากับร้านขายสุรานั้น โดยปกติแล้วกรมสรรพสามิต ก็เข้มข้นในเรื่องนี้อยู่แล้วนะครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโซนนิ่ง ก็ไม่ยอมให้มีอยู่แล้ว ถ้าร้านที่จะจําหน่ายนั้นอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม อันนี้ก็ขอตอบโดยสรุปนะครับ
สรุปภาพรวมการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในวันนี้นะครับ ข้อห่วงกังวล ข้อเสนอแนะ รวมทั้งข้อแนะนํา คําถาม ผมได้แยกไปเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังที่ได้กราบเรียน ท่านที่เคารพไว้ ถ้ามีขาดตกบกพร่องอะไรท่านก็ เดี๋ยวท้วงติงมาได้ และผมก็จะทําเป็น หนังสือให้ส่วนงานที่รับผิดชอบได้ตอบกลับชี้แจงท่านต่อไป ซึ่งในขณะนี้อธิบดีกรมสรรพสามิต และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็รับฟังข้อห่วงใย คําถาม และข้อสงสัยของท่านสมาชิกทั้งหมด ไว้เรียบร้อยแล้ว และอะไรที่ผมตอบไม่ครบถ้วน เดี๋ยวผมจะไปบอกกับเขาให้เขาส่งคําตอบ ไปยังที่เพื่อนสมาชิกทุกท่านอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ