สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ กันยายน ๒๕๕๖

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องการขึ้นภาษีและเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บภาษีสุราใหม่ โดยวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ และเรียกร้องให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีให้เข้าเป้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการปรับภาษีเบียร์ ซึ่งทำให้เบียร์ช้างปรับขึ้น 4.19 บาท ในขณะที่เบียร์สิงห์ปรับลดลง 0.94 บาท นอกจากนี้ อรรถวิชช์ ยังเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น 1,000,000 ล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเรียนว่าการขึ้นภาษีและเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บภาษีสุราใหม่ ออกเป็นพระราชกําหนด นั่นคือกฎหมายที่รัฐบาลทําการออก และปัจจุบันก็มีผลไปแล้ว เข้ามาสภาพวกผมก็เพียงแต่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ซึ่งก็มีผลไปแล้วครับ ซึ่งก็เป็นธรรมเนียม ปกติในการขึ้นภาษีเขาก็มักจะออกเป็นพระราชกําหนด คือรัฐบาลเป็นคนออก แต่ครั้งนี้ต้อง บอกว่าการออกพระราชกําหนดของรัฐบาลนั้นในการขึ้นภาษีเหล้า ถังแตกจริง ๆ ที่ต้องบอกว่า รัฐบาลถังแตกผมดูข่าวออกนะครับ พยายามจะพูดในทิศทางว่าขึ้นครั้งนี้เพราะต้องการจะ ปกป้องเรื่องของคน ไม่อยากจะให้คนกินเหล้าเยอะ เรียนถามตรงว่าดัดจริตครับ ท่านประธาน เพราะว่าเป้าหลัก ๆ เลยคือการทําให้ภาษีขึ้น ซึ่งยอดภาษีขึ้นนั้นจะขึ้นอยู่ ประมาณ ๑๐,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอาจจะไปถึง ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ําไป ถ้าดูจากคําสัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีคลังครับ แต่ถ้าตามที่กรมสรรพสามิตเขาบอกจะได้ เพิ่มประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท มาดูกันไหมครับว่าที่บอกว่าถังแตกนี่ถังแตกจริงไหมครับ ขอสไลด์ (Slide) ผมขออนุญาตท่านประธานแล้วครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ไม่ใช่อันนี้ครับ สไลด์ หนี้สาธารณะครับ ขอบพระคุณครับ ขึ้นสไลด์หนี้สาธารณะชาร์ต (Chart) สีแดงครับ ท่านประธานครับ เรื่องตกใจมหาศาลครับ คุณยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลมา ๒ ปี ก่อนเข้ารับ ตําแหน่งหนี้สาธารณะประเทศไทย ๔.๒ ล้านล้านบาท พูดง่าย ๆ คือว่าตั้งแต่เขามีประเทศไทย มานี่เรามีหนี้สะสมมา ๔.๒ ล้านล้านบาทครับ เรามาดูนี่สิครับ มาดูในช่วงปี ๒๕๕๖ ปัจจุบัน คิว ๒ คือไตรมาส ๒ ครับ สิ้นสุดก็คือเดือนมิถุนายน ๕.๒ ล้านล้านบาท ท่านประธานเห็น ตัวเลขไหมครับ ก่อนเข้ารับตําแหน่ง ๔.๒ ล้านล้านบาท จนมาถึงวันนี้ ๒ ปี ๕.๒ ล้านล้านบาท แปลว่าอะไรครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อยู่มาแค่ ๒ ปีหนี้สาธารณะขึ้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่มีประเทศไทย ๔.๒ ล้านล้านบาทครับ ท่านอยู่ในตําแหน่ง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ถามว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้รวมอะไรบ้าง รวมไหมเงินกู้ น้ําท่วม ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่รวมครับ เพราะทุกวันนี้ยังเกิดปัญหาเรื่องของเงินตีความ เรื่องศาลอยู่เลยว่าตกลงว่าพระราชกําหนดการกู้เรื่องน้ํากู้เงินมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัว ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาทหลังจะจ่ายได้หรือเปล่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่รวมนะครับ พระราชกําหนด และก็ยังไม่รวม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเงินกู้ที่จะเข้าในวันพรุ่งนี้ครับ เฉพาะบริหารปกตินี่ละหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละครับพรรคที่จะมา ปลดหนี้ให้ประชาชน เอาลงนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนย้ํานะครับ ดํารงตําแหน่ง ๒ ปี หนี้สาธารณะ ๔.๒ ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น ๕.๒ ล้านล้านบาท นี่ละครับ คนถังแตก มาดูประมาณการครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกอ่านไม่ครบ เล่มนี้ครับ ผมจะบอกว่ากรมสรรพสามิตถังแตก ทําไมถังแตก เปิดมาหน้า ๔๘ เขียนเสียสวยหรูเลยว่าตัวเลขการจัดเก็บของกรมสรรพสามิต ในปีที่แล้ว พูดง่าย ๆ คือเริ่มต้นปีงบประมาณที่แล้วเปรียบเทียบกับงบประมาณปีนี้ ดูตัวเลข สิครับ เขาบอกว่าการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว ไม่ได้ถังแตก เมื่อสักครู่คุณก่อแก้วก็ออกมาบอกไม่ได้ถังแตกดูสิตัวเลขมันดีขึ้น ท่านประธานครับ ใส่แว่นตาตัวขยายครับ แล้วดูบรรทัดล่างครับ หมายเหตุ หนังสือตัวเล็กมาก อายุเกิน ๔๐ ปี อ่านไม่เห็นแล้วครับ หมายเหตุครับ เดือนตุลาคม ๒๕๕๕ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ เป็นตัวเลขจริง เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๖ เป็นตัวเลขคาดการณ์ครับ ที่เขาบอกท่านว่าตัวเลข การจัดเก็บมันสูงในเล่มนี้มันเป็นตัวเลขที่จัดเก็บจริงเมื่อปีที่แล้วเปรียบเทียบกับตัวเลข คาดการณ์ในปีนี้ ท่านประธานใส่แว่นลองอ่านดูครับ หมายเหตุข้างล่าง ปรากฏว่าผมก็ถาม ต่อในห้องวิปฝ่ายค้าน ถามกรมสรรพสามิต ไหนลองบอกสิว่าหลังจากประมาณช่วง เดือนสิงหาคมปีนี้ ก่อนหน้าที่กฎหมายฉบับนี้จะออก เพราะมันออกไปแล้วถามว่าเป้าของ กรมสรรพสามิตในเรื่องภาษีเบียร์และสุรา ถามจริง ๆ ให้ผมเดาไหม คุณถังแตกและคุณ ติดลบ ปรากฏว่าท่านรองอธิบดีก็ตอบครับ ติดลบจริง ๆ ติดลบอยู่ ๒,๕๐๐ ล้านบาทครับ ตอบในห้องวิปฝ่ายค้านนี่ละ เห็นไหมครับ อ่านให้ละเอียด ดูกันให้ชัด ๆ ครับ หนี้สาธารณะ มีประเทศไทยมา ๔.๒ ล้านล้านบาท คุณยิ่งลักษณ์อยู่ ๒ ปีสร้างเพิ่มอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๕.๒ ล้านล้านบาท พอมาดูรายได้กรมจัดเก็บอย่างกรมสรรพสามิต เป็นอย่างไร ไม่เข้าเป้าครับ ตัวเลขนี้คาดการณ์ จัดเก็บจริง จัดมาแล้วครับ แล้วก็ไม่เข้าเป้าอยู่ ๒,๕๐๐ ล้านบาท นี่อย่างไรที่บอกว่าถังแตก พอมาดูต่อครับ วิธีการขึ้นภาษีแบบของท่าน ผมไม่เห็นด้วยหรอกครับ พยายามจะบอกว่าจะทําให้สุราแช่ สุรากลั่นให้มีนิยามที่ชัดมากขึ้น มีการยกตัวอย่างว่าอันไหนคือแช่ อันไหนคือกลั่น ท่านรู้ไหมครับ สมัยก่อนเวลาเศรษฐีเจ้าสัว เราร่ํารวยกัน เขาร่ํารวยกันกับเหล้านี่ละ เพราะกฎที่มันยุบยิบ ๆ วันนี้แก้ออกมาก็ยังสูตรเดิมครับ ยังสูตรล่าเมืองขึ้นเหมือนเดิม รู้จักกันไหม รัฐบาลมีเส้นมีสายไหม แก้ก็ยังล่าเมืองขึ้นครับ ท่านครับ สุราแช่หรือสุรากลั่นเลิกสักทีเถอะนิยามแบบนี้ ใช้ให้ชัด ๆ ไปเลยครับ ไวน์ก็ไวน์ วิสกี้ก็วิสกี้ ไม่เห็นจําเป็นเลยครับ ทําไมผมบอกว่าต้องพูดให้ชัดครับ ท่านทราบไหมว่าบางที สุราแช่ที่เป็นการผลิตแบบหมักมันก็มีส่วนผสมของกลั่นเข้ามาด้วย บางทีแช่กับกลั่นรวมกัน หรือบางทีกลั่นรวมกับแช่ แล้วแต่ปริมาณแอลกอฮอล์ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาสูตรใครสูตรมันครับ วิธีการอย่างนี้โบราณ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ทําไมเราไม่ปรับว่า ถ้าท่านอยากให้กฎหมาย มันชัดและไม่ล่าเมืองขึ้นนะครับ เขียนเลยครับ วิสกี้ เขียนเลยครับ เหล้ารัม (Rum) มันแยก หมดนี่ครับ เหล้ารัมเขาก็รู้เป็นหลักสากลว่าต้องทําจากธัญพืช พวกถั่ว อ้อย ข้าวโพด มันสําปะหลังต่าง ๆ พวกนี้มาทําเหล้ารัมได้ เขียนสิครับ เหล้าไวน์ ถ้าไวน์แดงก็สีแดง ไวน์ขาวมันก็สีขาว สปาร์คกิ้งก็ว่าไปเลยครับ ใส่ไปตั้งแต่แชมเปญทําในแคว้นแชมเปญ หรือจะเป็นโปรเซกโก (Prosecco) ของอิตาลี ก็ใส่ลงไปเลย ทับศัพท์นี่ละ ท่านประธานครับ มันทับศัพท์ได้หมดเลยครับ เหล้าบางอย่างเขาเรียกว่าเบอร์บอน (Bourbon) เบอร์บอน คืออะไรครับ ก็คือเหล้าปกตินี่ละครับ วิสกี้นี่ละ แต่ว่ามันไปทําอยู่ในแคว้นเทนเนสซี ของสหรัฐอเมริกาเป็นต้น หรือว่ารัฐใกล้เคียงที่ใช้แม่น้ํานี้จากเทนเนสซีก็เรียกว่าเบอร์บอน ใส่ให้ชัดเลย เป็นอะไรก็ใส่ครับ จะเป็นซิงเกิลมอลต์ (Single malt) ทําจากมอลต์ ถ้าใครผลิต ซิงเกิลมอลต์ในประเทศไทยก็แน่นอนละนําเข้าอยู่แล้ว เพราะว่ามอลต์ไม่มีปลูกในประเทศไทย ถ้าจะนําเข้าต้องนําเข้ามอลต์หรือต้องนําเข้าหัวเชื้อจากต่างประเทศเข้ามาผสม ต่าง ๆ เหล่านี้ท่านไม่มีความจําเป็นที่ต้องใส่นิยามคําว่า สุราแช่ สุรากลั่น เลยครับ เขียนไป ก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าสูตรเดี๋ยวนี้มันผสมกันไปต่าง ๆ นานาแล้ว ความชัดเจนต้องมี เขาจะผลิต อะไรเขาก็ผลิตอันนั้นออกมาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมบอกว่าแบบนี้เขียนแล้ว เบลอ ไม่ชัดเจน มันล่าเมืองขึ้นจริง ๆ เพราะมีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ไม่เท่ากัน ค่ายสิงห์ ค่ายช้าง เดี๋ยวผมเปรียบเทียบให้ดูครับ งานนี้ใครได้ใครเสีย ท่านประธานครับ การเมืองชัด ๆ ครับ ผมอยากจะย้อนกลับไปในบทสัมภาษณ์ครับ ในวันที่ ๒๕ เดือนมิถุนายน ปีนี้ครับ นักการเมืองท่านนี้ ท่านพูดถึงที่มาของการชุมนุมหน้ากากขาว ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ท่านพูดว่า การรวมตัวของเขาในเรื่องแหล่งทุน เขาใช้คํานี้นะครับ รวมตัวกันได้ แต่ล้มรัฐบาลไม่ได้ เรารู้เส้นทางหมด ส่วนใหญ่ก็เจ้าเก่า รอเงินอ้ายน้ําเมา อ้ายน้ําเมาอยู่เฉย ๆ อ้ายขายเป็ดขายไก่อยู่เฉย ๆ บ้านเมืองสงบ นี่อย่างไร ล่าเมืองขึ้นอ้ายน้ําเมาอยู่ขณะนี้ครับ เขียนเกณฑ์ไม่ชัดเจน มาบอกว่าจะเขียนให้ชัด แต่ความจริงก็ไม่ใช่ มาดูชาร์ต (Chart) กันไหมครับใครได้ใครเสียครับ ขึ้นชาร์ตครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ได้จากนักวิชาการ สื่อมวลชนลงไปเรียบร้อยแล้ว แล้วเป็นตัวเลขที่ได้ ในช่วงที่พระราชกําหนดมีผลใช้บังคับ เป็นราคาใหม่ที่ยังไม่ได้มีการปรับ แต่จะต้องปรับ ในทิศทางนี้ทุกเล่ม ทุกสื่อลงเหมือนกัน เพราะแหล่งข่าวมาจากคนในกรมสรรพสามิต เบียร์ช้างขวดใหญ่ราคาเดิม ๔๒ บาท ราคาใหม่หลังปรับ ๔๖.๑๙ บาท เบียร์สิงห์ขวดใหญ่ ราคาเดิม ๕๖ บาท ราคาใหม่หลังปรับ ๕๖.๐๖ บาท เบียร์สิงห์ขวดใหญ่ปรับไม่ถึงบาท ไม่ถึง ๑๐ สตางค์ ๐.๐๖ สตางค์ ในขณะที่เบียร์ช้างจะต้องปรับขึ้นอีก ๔.๑๙ บาท ปัดโธ่ครับ เห็นแบบนี้ก็รู้แล้วครับว่าอ้ายน้ําเมาที่ว่านี้ ที่จะกีดกันเขาชื่ออะไรครับ ขึ้นสิ ไม่ต้องขึ้น รูปผมหรอก นี่กระป๋องครับ กระป๋องน่าเกลียดหนักเข้าไปอีก เบียร์ช้างราคาเดิม ๒๕ บาทครับ ปรับใหม่ ๒๗.๙๖ บาท เพิ่มขึ้น ๒.๙๖ บาท ในขณะที่เบียร์สิงห์แบบกระป๋อง ราคาเดิม ๓๑ บาท ปรับลดลง ๓๐ บาท แช่ไว้เลยครับ ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ เบียร์ช้างงานนี้กระจุยครับ นี่อย่างไรครับ ถ้าอ้ายน้ําเมาอยู่เฉย ๆ อ้ายขายเป็ด ขายไก่ อยู่เฉย ๆ บ้านเมืองก็สงบ นี่คือกระบวนการที่กําลังทําครับ แล้วเราจะทํางานกันแบบนี้ เราจะเห็นชอบกฎหมายแบบนี้ที่เป็นการกลั่นแกล้งเขาหรือครับ แล้วถามว่ามันชัดเจนขึ้นไหม ไม่ชัดเจน ท่านประธานไม่แปลกใจหรือ ทําไมเบียร์สิงห์จาก ๓๑ บาท เหลือ ๓๐ บาทแบบนี้ เขาบอกว่าแอลกอฮอล์ไม่ถึงเกณฑ์ครับ แต่มันแปลกนะครับ การคํานวณเที่ยวนี้เขาบอก อย่างนี้ครับ คิดจากทั้งปริมาณน้ํา คือพูดง่าย ๆ คือปริมาณวัตถุที่อยู่ข้างใน ปริมาณน้ําครับ และอีกส่วนหนึ่งก็คิดจากดีกรี พูดง่าย ๆ คือปริมาณแอลกอฮอล์ต่อลิตร คิดทั้งสองฝั่ง ไม่ได้ฝั่งไหน ๆ มากกว่าอะไร ไม่ใช่นะครับที่เขาพูดมานี้ มันตามใจฉันนะท่านประธาน เราถามในห้องวิปฝ่ายค้านว่า ไหนลองพูดชัด ๆ สิเขาคิดกันอย่างไร สากลทําแบบนี้หรือเปล่า เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกหลายคนบอก ปรับให้สู่เกณฑ์การเป็นสากล คําตอบคือ ไม่ใช่ ขีดเส้นใต้ เขาบอกว่าสากลถ้าอันไหนได้เปรียบตรงนี้ก็เอามา ถ้าสากลตรงไหนได้เปรียบตรงโน้นก็เอามา ภาษาผมเขาเรียกว่า ตามใจ ตามใจตัวเอง นี่อย่างไรเขียนไม่ชัดครับ นิยามเครื่องดื่มสุราแช่ สุรากลั่น อยากจะเขียนให้ชัดก็ไม่ชัด การคิดคํานวณภาษี ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการวันนี้ มาครับ ไหนลองยืนบอกผมสิ อย่าพูดตามที่เขาเขียนสคริปต์ (Script) นะ พูดเอาแบบภาษา ชาวบ้านเลย คิดอย่างไรครับภาษีน้ําเมา แอลกอฮอล์แพงกว่าหรือ แล้วภาษีจะแพงกว่าหรือ จริงหรือครับ หรือเขาต้องเปรียบเทียบปริมาณน้ําด้วยครับท่านประธาน ความไม่ชัดเจนนี้ละ มันเป็นบ่อเกิดทําให้เกิดการล่าเมืองขึ้น ลองไปดูนะครับประมาณการถูกหรือผิด งานนี้เบียร์ช้าง จ่ายภาษีเพิ่มขึ้น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และเบียร์สิงห์ต้องจ่ายภาษีขึ้นอีก ๔,๐๐๐ ล้านบาท ดูในระบบเถอะครับ แล้วนี่คือสิ่งที่เขาโดนกระทําการแบบนี้ แล้วตัวเลขที่ส่งเข้ามาทั้งหมด ก็เป็นตัวเลขที่ผิดครับ ไม่ผิดดีกว่า แต่ต้องใส่แว่นขยายครับ ก็คือเอาตัวเลขจริงเมื่อปีที่แล้วเปรียบเทียบกับตัวเลขประมาณการปีนี้แล้วบอกจัดเก็บ เกินเป้า ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะจัดเก็บจริง ๆ มันต่ําเป้า ก็จัดเก็บขาดอยู่ กรมสรรพสามิต ๒,๕๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเปลี่ยนรูปแบบภาษีใหม่มันจัดเก็บเพิ่มได้ถึง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท บางคนก็บอกว่า ๑๐,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ ล้านบาท บางคนก็ประมาณการไปถึง ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละครับวิธีคิดของรัฐบาลนี้ อย่าดัดจริตเลยครับที่บอกว่าจะช่วยให้คนไทยบริโภคเหล้า น้อยลง ไม่จริง เพราะทุกครั้งกรมสรรพสามิตยืนยันครับ มันจะต่ําแค่ ๒-๓ เดือนแรกที่เกิด การเปลี่ยนขยับภาษีใหม่ เพราะอะไร ๑. เกิดจากการกักตุน ๒. เกิดจากการที่คนเขาตกใจ ครั้งแรกแล้วไม่บริโภค แต่สุดท้ายภาษีสรรพสามิตได้เป้าครับ นี่อย่างไรครับรีดเลือดเอากับ คนจน จัดเก็บไม่เข้าเป้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สูงที่สุด เป็นประวัติการณ์ที่นายกรัฐมนตรีคนธรรมดาเขาทํากัน นี่คือการบริหารงานแบบนี้ ส่วนกฎหมายฉบับนี้เข้ามาสู่ในสภาให้พวกผมยกมืออย่างไรครับ เพราะว่าพระราชกําหนด มันมีผลใช้บังคับไปแล้ว ก็ ๑๕ ล้านเสียงเลือกพรรคเพื่อไทยมา ก็รับกรรมแบบนี้ครับ ขอบพระคุณครับ