สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอแนะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับปรุงกระบวนการยกร่างกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับการฟังความคิดเห็นของประชาชนและตรวจสอบผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพื่อนําเอาข้อมูลความคิดความเห็นที่เป็นประโยชน์มาใช้ประโยชน์

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แท้จริงแล้วผู้แทนของรัฐบาลที่จะมาเสนอบุคคลที่เหมาะสม จะดํารงตําแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในวันนี้ น่าจะเป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายก หรือรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของนายกรัฐมนตรี เหตุเพราะว่างานของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานั้นอยู่ในการดูแลของรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี และประเด็นที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะฝากฝังไปยังรัฐบาล ก็จะไปถึงผู้ที่รับผิดชอบโดยแท้จริง อย่างไรก็ตามก็คิดว่าข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ผู้ที่มาชี้แจงก็ควรจะรับเอาข้อสังเกตไปเสนอต่อรัฐบาล ต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมไม่มีข้อมูลที่มากพอสําหรับการพิจารณาตําแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะสภาผู้แทนราษฎรก็มีตัวเลือกเพียงเท่าที่ คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วก็เสนอมา แต่ที่จะต้องกราบเรียนกับท่านประธาน เป็นเบื้องต้นก็คือว่าสาระสําคัญที่ควรจะให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ เกี่ยวกับการแต่งตั้งในครั้งนี้น่าจะมีข้อมูลรายละเอียดที่มากกว่ากระดาษเพียง ๑ แผ่น ที่เป็น เพียงกระดาษถ่ายสําเนารูปหน้าก็ไม่ชัด และเราก็ได้รับทราบว่าบุคคลที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบแต่งตั้งนั้นมีเพียงประวัติชื่อ วัน เดือน ปี เกิด ประวัติ การศึกษา ตําแหน่งหน้าที่ ตําแหน่งในอดีตและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แค่นี้มันไม่เพียงพอ หรอกครับสําหรับการพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แต่ถ้าเห็นว่านี่เป็นเพียงพิธีกรรม อย่างหนึ่งในการให้ความเห็นชอบ ผมก็คงไม่สามารถที่จะไปโต้แย้งอะไรได้ แล้วก็คงยากที่จะ เรียกข้อมูลต่าง ๆ ที่เพิ่มมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน งานของสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกานั้น เมื่อสักครู่นี้ท่านอดีตรัฐมนตรีที่เคยกํากับดูแลท่านก็ได้นําเรียน กับเพื่อนสมาชิกว่ามีความสําคัญมาก และผมก็คิดว่าในโอกาสนี้ผมก็จะขอถือโอกาสที่จะนํา เรียนกับท่านประธานเพื่อที่จะเสนอความคิดเห็นฝากไปยังสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด้วยพอสังเขปนะครับ บทบาทสําคัญของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็คือการเป็น ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล แล้วก็เป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานของ รัฐที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย บทบาทที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่ากฤษฎีกาจะเข้าไปมีส่วนเชื่อมโยง ในทุกขั้นตอน ที่เกี่ยวโยงเกี่ยวข้องกับงานของฝ่ายนิติบัญญัติก็คือการออกกฎหมาย การแก้ไขกฎหมายในชั้นต่าง ๆ เราก็พบความจริงว่ากฎหมายที่เข้าสู่การประชุมของ สภาผู้แทนราษฎรนั้นเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นกฎหมายที่มาจากคณะรัฐมนตรี เป็นกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของกฤษฎีกามาแล้วทั้งสิ้น ท่านประธานครับ กฎหมาย ที่เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ครม. ต้องการอย่างไร หน่วยราชการต้องการอย่างไร ก็มักจะ ออกไปตามแบบนั้นละครับ และกฤษฎีกาเป็นคนที่มีบทบาทสําคัญในการกํากับทิศทางว่า กฎหมายนั้นควรจะออกไปในทิศทางไหน นี่เป็นสภาพความเป็นจริงที่ดํารงอยู่ กฤษฎีกา จะเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ชั้นยกร่างเลย คือตั้งแต่กระบวนการยกร่างไปร่วมมือกับนิติกรของ แต่ละหน่วยงานในการยกร่างบทบัญญัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขหรือจะเป็นการ ปรับปรุง หรือจะเป็นการยกร่างใหม่ก็ตามกฤษฎีกาจะเข้าไปมีบทบาทในส่วนนั้น และมี บทบาทเหนือกว่านิติกรในหน่วยงานเหล่านั้นด้วยซ้ํา เพราะว่าโดยโครงสร้างของระบบ ราชการไทยก็มักจะไม่ค่อยได้พัฒนานิติกรของหน่วยงานตัวเองให้มีความเข้มแข็งขึ้นมา เพื่อที่จะพัฒนาให้สามารถที่จะผลิตกฎหมาย เพื่อสนองตอบในการทํางานของหน่วยราชการ ของตัวเองได้หรอกครับ แต่ว่าบทบาทนั้นกลับไปอยู่ที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตัวแทนของกฤษฎีกา ที่ลงไปในชั้นกระบวนการยกร่างของแต่ละหน่วยราชการจึงมีบทบาทสําคัญ ปัญหาก็คือว่า ตัวแทนของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ลงไปทํางานร่วมกับนิติกรในแต่ละหน่วยงาน นั้นมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความรอบด้านในแต่ละเรื่องแต่ละราวนั้น มากน้อยแค่ไหน มากกว่านิติกรที่อยู่ในแต่ละหน่วยงานหรือไม่ นี่เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาเองก็ต้องกลับไปตั้งคําถามแล้วก็ทบทวน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ในกระบวนการ ยกร่างกฎหมายในชั้นต้นมันก็อาจจะไม่สามารถสนองตอบกับการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง อย่างแท้จริงได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราก็พบว่าในกฎหมายหลายฉบับเมื่อเข้าสู่ การพิจารณาในชั้นสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เราเห็นปัญหามากมาย เราเห็นถึงกระบวนการ ในการยกร่างโดยที่ไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ไม่ได้ไปสํารวจตรวจสอบ ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการยกร่างกฎหมายนั้นขึ้นมา แล้วก็นําไปสู่ปัญหา ในการบังคับใช้ต่อไป นี่เป็นเรื่องที่ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาควรที่จะไปทบทวน แล้วถ้าเป็นไปได้ก็คือทําอย่างไรให้หน่วยงานที่เป็นนิติกรของแต่ละหน่วยราชการนั้นมีความ เข้มแข็งขึ้นมาอย่างแท้จริง มีความเข้มแข็งแล้วก็มีจิตสํานึกในการที่จะฟังความคิดเห็นของ ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้านในการปฏิบัติงานของตัวเองจริง ๆ ไม่เช่นนั้นแล้วการออกกฎหมายมาก็จะก่อให้เกิดปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด ท่านประธานที่เคารพ ในชั้นของการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เราก็พบอีกเช่นกันว่าผู้แทนจากสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกานั้น มีบทบาทอย่างมาก ชี้เป็นชี้ตายกับกฎหมายทุกฉบับละครับ ถ้ากฤษฎีกาว่าอย่างไรนั่นก็แปลว่าสามารถที่จะโน้มนําให้คณะกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎร หรือของวุฒิสภาด้วยซ้ํา หรือของรัฐสภา ซึ่งเมื่อมีการตั้งกรรมาธิการ ร่วมกันก็เห็นชอบไปในทิศทางเดียวกัน เห็นชอบไปในทิศทางเดียวกับที่สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอนําทางไป บทบาทตรงนี้ผมคิดว่าน่าเป็นห่วงในอนาคต ด้านหนึ่งถ้าผู้แทนของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ อย่างรอบคอบรอบด้านจริง ๆ ก็เป็นประโยชน์ไป แต่ถ้าแข็งตัวแล้วก็ถือธงที่ได้มาจากในชั้น กระบวนการยกร่าง ก็คือถือธงมาจาก ครม.ถือธงมาจากหน่วยราชการ ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก็แทบจะไม่มีความหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติก็จะเป็น เพียงตรายางในการประทับเท่านั้น แต่ท่านประธานก็ทราบนะครับว่าสังคมภายนอกเขามอง ว่าสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภานี้คือหน่วยงานที่ผลิตกฎหมาย เป็นผู้ออกกฎหมาย ศักดิ์ศรีตรงนี้นี่มีความสําคัญ แต่วันนี้เรากลับต้องไปพึ่งพาสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการชี้เป็นชี้ตาย นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะฝาก ไม่ใช่ฝากไปถึงรัฐบาลแต่ฝากไปถึง สภาผู้แทนราษฎร ถึงท่านประธานโดยตรงเลยครับว่า รัฐสภาของเราหรือสภาผู้แทนราษฎร ของเรา จําเป็นจะต้องมีสํานักกฎหมายขึ้นมา ท่านประธานจะเห็นนะครับว่าในการพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการนี้ครับ หันไปทางไหนก็ต้องเจอแต่กฤษฎีกา ไม่มีตัวแทนฝ่ายกฎหมาย ของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเป็นหลักได้ ฝ่ายนิติบัญญัติเราไม่ได้สร้างความเข้มแข็งในเรื่องนี้ ก็ทําให้กฤษฎีกาก็เข้ามามีบทบาทในฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปด้วย ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้ว กฤษฎีกาก็คือตัวแทนหรือที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลนี่เอง นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่อยากจะฝากกับท่านประธานไว้

สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกานี้เขาให้มีคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการทางกฎหมายเข้าไปมีบทบาท ในการเสนอแนะในเรื่องของการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ อยู่ มีองค์กร มีกลไกอันนี้อยู่ แต่ผมไม่เห็นบทบาทอันนี้ แทบจะไม่เห็นบทบาทว่าสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานี้ ได้บอกกับสาธารณชนว่า มีกฎหมายอะไรอยู่ในตรงไหนที่จําเป็นที่จะต้องปรับปรุง ต้องแก้ไข และทิศทางควรจะเป็นอย่างไร แทบจะไม่ได้ยินจากคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ตรงกัน ข้าม เรากลับได้ยินบทบาทของหน่วยงานที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ชื่อ คณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมาย หน่วยงานนี้กลับมีบทบาทสําคัญมากกว่า และเป็นหน่วยงานที่สามารถที่จะ นําเสนอข้อประเด็นทางกฎหมายที่แหลมคมและไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นชอบมา อาจจะตรงข้ามกับรัฐบาล อาจจะสอดรับกับ รัฐบาล แต่ว่าหน่วยงานนั้นก็มีบทบาทต่อสังคมในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎหมายนี้ได้ดีกว่า คําถามของผมก็คือว่า คณะกรรมการพัฒนากฎหมายในกฤษฎีกา จะมีบทบาทแบบนี้ขึ้นมาได้หรือไม่ เสมือนหนึ่งเป็นหน่วยงานในการตรวจสอบ กระบวนการ ในการจัดทํา กระบวนการในการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายรัฐบาลเอง เพื่อที่จะให้เห็นว่าฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายบริหารเองก็มีความกระตือรือร้นในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน ผมก็ปรารถนาที่จะเห็นนะครับว่า มีกลไกอะไรของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะ เชื่อมโยงไปยังคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อนําเอาข้อมูลความคิดความอ่านที่เป็น ประโยชน์ของหน่วยงานที่ทํางานเกี่ยวกับทางด้านกฎหมายอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้ การบังคับบัญชาของรัฐบาลเอามาใช้ประโยชน์ ผมคิดว่าถ้ากลไกนี้ถูกสร้างขึ้นมาก็จะ เป็นประโยชน์กับการพัฒนากฎหมาย ระบบกฎหมายในประเทศของเราได้เป็นอย่างดี ผมก็ขอกราบนําเรียนกับท่านประธาน ทั้งฝากไปถึงฝ่ายรัฐบาลแล้วก็ฝากไปถึง สภาผู้แทนราษฎรของเราเองที่ต้องพัฒนาปรับปรุงในเรื่องนี้ กราบขอบพระคุณครับ