ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือเรื่องราคายางพาราที่ตกต่ำ โดยระบุว่ารัฐบาลบริหารแผ่นดินผิดพลาด และเรียกร้องให้มีการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาง โดยระบุว่าควรทราบว่าจะดำเนินการอย่างไร และจะให้ครอบคลุมเกษตรกรทั่วถึงได้อย่างไร
เราก็ต้องตําหนิท่านประธาน คนก่อนนะครับ ปล่อยเวลาให้กระทู้ถามเรื่องอีโง่ยาวเกินไปครับ ทําให้กระทู้ถามที่เป็นปัญหา สําคัญและเดือดร้อนเร่งด่วนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะมีการชุมนุมประท้วงกัน ทั่วประเทศ และยังมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไปทําการตกลงในวันที่ ๑๔ กันยายนนี้ ท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องสถานการณ์ราคา ยางพารานั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งปลายปี ๒๕๕๔ ที่รัฐบาลนี้เข้ามา ก็ได้มีการเรียกร้องว่า สถานการณ์ราคายางพาราเริ่มตกต่ําลงมาตามลําดับ จากกิโลกรัมละ ๑๔๐ บาทในขณะนั้น ลดลงมาเหลือกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท แล้วก็ตกต่ําลงมาอีกจนถึงกิโลกรัมละ ๘๐ บาท ในปี ๒๕๕๖ และหลังสุดนี้ช่วงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาใหม่ ๆ ตกต่ําที่สุด เหลือกิโลกรัมละ ๖๔ บาท ผมอยากจะกราบเรียนว่าความผิดพลาดส่วนหนึ่งที่ทั้ง นักธุรกิจและนักวิชาการเห็นตรงกัน ก็คือว่าเป็นการบริหารแผ่นดินของรัฐบาลที่ผิดพลาด โดยเฉพาะการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดจากรัฐมนตรีตั้งแต่ไปทําเอ็มโอยู (MOU) รับขาย ในกิโลกรัมละ ๑๐๕ บาท และต่อมาก็มีการทําโครงการแทรกแซงยาง ที่เรียกว่าโครงการ พัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ใช้เงินหมดไป ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถที่จะยกระดับราคายางพาราได้ และประกอบกับ ท่านรัฐมนตรีที่มาตอบเองในวันนี้ เมื่อเข้ามาท่านก็ส่งสัญญาณที่ผิดพลาดอีกว่าจะขายยาง ในสต็อก (Stock) ออกไป และแน่นอนที่สุดจากสถานการณ์ราคายางพาราดังกล่าวนั้น ก็ทําให้ราคาตกต่ําสวนทางกลับราคาสินค้าอื่น ๆ ที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งขึ้นสูง อย่างรวดเร็ว ทําให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางเดือดร้อนนะครับ จนมาถึงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ํามันจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงได้รวมตัวกัน ซึ่งเป็นจุดวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่มีการชุมนุมประท้วง แล้วจนมีการได้รับบาดเจ็บ เสียหาย มีการใช้แก๊สน้ําตากับพี่น้องชาวสวนยาง ผมอยากจะกราบเรียนว่าในสภาเอง ถ้าท่านประธานสภาจะจําได้ เราได้มีการตั้งกระทู้ถาม โดยเพื่อนสมาชิกในสภาของ พรรคประชาธิปัตย์ของเราหลายครั้ง พวกผมได้นําทีมไปเสนอข้อเสนอแนะต่อท่าน นายกรัฐมนตรีถึง ๓ ครั้ง แต่ไม่ได้มีการแก้ไขปัญหา จนนํามาสู่การเรียกร้องและขยายตัว อย่างรวดเร็วไปยังพื้นที่หลายจังหวัดต่าง ๆ และในวันที่ ๓ กันยายน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ ที่จะให้มีการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย โดยการช่วยเหลือปัจจัยการผลิตไร่ละ ๑,๒๖๐ บาท และให้อนุมัติให้ดําเนินการร่วมกับสถาบันเกษตรกรเพื่อลงทุนสร้างโรงงาน แปรรูปในกรอบวงเงิน ๕,๐๐๐ บาท สนับสนุนภาคผู้ประกอบการโรงงานที่ต้องการเปลี่ยน เครื่องจักร วงเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นที่กล่าวขานกันว่าพี่น้อง กลุ่มเกษตรกรเขาขอข้าวสารกรอกหม้อ แต่ท่านก็ไปให้ในสิ่งที่ไม่ต้องการ คือให้หินให้ทราย ไม่ตรงกับปัญหาที่เดือดร้อน และไม่มีผลต่อการยกระดับราคา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะตั้งคําถาม ผมอยากจะให้ดูคลิป ๑ นาทีครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
ก็เป็นคลิปของสมาร์ท ไพร์ม มินิสเตอร์ (Smart Prime Minister) แล้วก็สมาร์ท มินิสเตอร์ (Smart Minister) ที่ยืนยัน ชัดเจนละครับว่าจะทําราคาเป้าหมาย ทําให้ได้กิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าต้องช่วยต้นน้ํา กลางน้ํา และปลายน้ํา และยังไปพูดอีกว่าช่วยต้นน้ําตั้งแต่ การเริ่มปลูกแล้ว ทั้งที่เงินเซสส์ (CESS) เป็นเงินของชาวสวนยางเอง เก็บตามพระราชบัญญัติ กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง แต่วันนี้ไม่เป็นไรครับ ผมอยากจะถามมาถึงหลังสุดที่มีมติ คณะรัฐมนตรีหลังสุด เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๒ นะครับ ที่ให้ความเห็นชอบ ตามข้อเสนอของ กนย. ให้ปัจจัยการผลิตแก่ชาวสวนยางเป็นเงินไร่ละ ๒,๕๒๐ บาทต่อไร่ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณอีก ๒๑,๒๐๐ ล้านบาท ท่านใช้ไปในโครงการแทรกแซง ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ล้มเหลว วันนี้ท่านจะใช้อีก ๒๑,๒๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่า มาตรการในการจ่ายเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิตสําหรับเกษตรกรผู้ปลูกยาง ไร่ละ ๒,๕๒๐ บาท ท่านจะดําเนินการอย่างไร จะให้ครอบคลุมเกษตรกรทั่วถึงได้อย่างไร ถึงมือเกษตรกรโดยเร็วอย่างไร และท่านจะดําเนินการตามข้อเรียกร้องทั้ง ๕ ข้อ ในวันที่ ๑๔ นี้ อย่างไรครับ