นายบุญจงวิพากษ์วิจารณ์การปฏิเสธการใช้พระบรมราโชวาทในสภานำเสนอ และเรียกร้องให้ประธานสภาทบทวนการตัดสินใจดังกล่าว พร้อมกล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่รัฐบาลต้องแก้ไข
ท่านประธานครับ คําตอบ ของกรรมการ ท่านประธานต้องรับฟังและได้กรุณากลับไปทบทวนดูนะครับ ตอบว่าสภาแห่งนี้ ไม่เคยอนุญาตให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดใช้พระบรมราโชวาทขึ้นพาวเวอร์พอยท์ ซึ่งคําตอบนี้ผิดพลาด ผมเรียนว่าการทําหน้าที่อภิปรายกฎหมาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ผมได้ใช้พาวเวอร์พอยท์เกี่ยวกับพระบรมราโชวาทเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและได้รับอนุญาต มาแล้ว และที่สําคัญที่สุดเหตุใดสภาที่เป็นที่ประชุมของตัวแทนประชาชนจึงไม่อนุญาตให้ใช้พร หรือให้ใช้คําสอนที่ดีของพระเจ้าแผ่นดินนําเสนออยู่บนพาวเวอร์พอยท์ คนที่ติดตามทีวี คนที่สนใจการเมือง เขาจะได้รู้ว่าผู้นําเสนอการอภิปรายแต่ละคนนั้นมีวิธีคิดอย่างไร ท่านประธานครับ ไม่เป็นอะไร ไม่อนุญาต ผมเคารพการตัดสินใจ แต่ผมฝากท่านประธาน ในฐานะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติต้องกลับไปดูครับ มิฉะนั้นแล้วจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมไม่อยากกล่าวคําที่ไม่เหมาะสม
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ถือได้ว่าเป็นการพิจารณากฎหมายที่สําคัญ ฉบับหนึ่งของประเทศไทย แล้วก็เป็นฉบับแรกที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรมาร่วม ๑๒ ปี ไม่เคย มีโอกาสทําหน้าที่พิจารณากฎหมายลักษณะอย่างนี้ แต่ผมต้องเรียนท่านประธานว่ารัฐบาล ของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นผู้นําประเทศที่ได้รับความไว้วางใจ ได้รับการ มอบหมายจากประชาชนคนไทยให้มาเป็นผู้ปกครองประเทศ ขณะนี้ร่วม ๒ ปีแล้วครับ ปัญหาในประเทศมีมากมายเหลือเกินที่รัฐบาลอาสามาแล้วต้องทํา และการทําของ นายกรัฐมนตรีนั้นจะบ่นว่าเหน็ดเหนื่อยไม่ได้ เพราะท่านอาสามาแก้ปัญหาให้ประชาชน ทั้งแผ่นดิน ท่านประธานครับ ขณะนี้คนทั้งประเทศก็รู้ว่าปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ที่มีค่าครองชีพที่สูง เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้แล้วมีปัญหา คนที่มีรายได้น้อย บรรดาพี่น้อง เกษตรกรวันนี้เดือดร้อนจากของกินของใช้ที่มีราคาสูง นี่คือปัญหา ปัญหาสําคัญคือรายได้ ของประชาชนส่วนใหญ่คนเรานั้นมีอาชีพเป็นเกษตรกร ทําไร่ ทํานา ปลูกพืชผลทางการเกษตร วันนี้รายได้จากการขายพืชผลเกษตร สินค้าเกษตรตกต่ําทุกตัว นี่คือปัญหา แม้แต่ปัญหา ในการบริหารราชการแผ่นดินของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้ก็ปล่อยปัญหาสะสมไว้ตั้งแต่ เข้ามา ๒ ปี เป็นหน้าที่ที่ต้องทําตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ที่ต้องทําตามกฎหมาย ผู้สูงอายุ เมื่อเวลาเขาเสียชีวิตเขาต้องได้ค่าทําศพ ๒,๐๐๐ บาทต่อ ๑ ศพ วันนี้ทั้งประเทศไทยตั้งแต่ ปี ๒๕๕๕ ถึงปัจจุบันติดค้างไปแล้ว ๒๕๐,๐๐๐ ศพ งบกลางมีก็ไม่จ่าย นี่คือปัญหาครับ ฉะนั้นคนที่อดทนกับปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่คนเป็นผู้ปกครองประเทศ แต่คือประชาชน ประชาชนที่เขาไว้ใจให้รัฐบาลชุดนี้มาปกครองประเทศ เขาต้องอดทนกับการทํางานของ รัฐบาลนี้ ท่านประธานครับ ปัญหามีเยอะอยู่แล้ว แต่วันนี้รัฐบาลก็เอาปัญหาขึ้นมาอีก การเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนั้น ชื่อบอกว่าเป็นการปรองดอง แต่ข้อเท็จจริงแล้วมันไม่ใช่ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าบรรยากาศการประชุมกฎหมายฉบับนี้เป็นบรรยากาศที่ไม่ใช่ บรรยากาศแห่งความเป็นประชาธิปไตยมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง กําหนดพื้นที่ ในกรุงเทพฯ บางส่วน ปิดกั้นมีตํารวจเต็มไปหมด ประชาชนจะเดินเข้ามาฟังการพูดของ ส.ส. ส.ส. คือตัวแทนประชาชน ประชาชนคือตัวการ วันนี้เข้าไม่ได้ นี่คือปัญหาว่าวันนี้ กฎหมายฉบับนี้ก็คือปัญหาที่รัฐบาลหยิบยื่นเข้ามาสู่ในประเทศไทย ท่านประธานครับ กระผมเป็นผู้แทนราษฎรผมมีหน้าที่ในการออกกฎหมาย กระผมมีหน้าที่ในการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย ออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แล้วกระผมก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องควบคุมการทํางานของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลบริหารไม่ดี ทุจริต โกง ผมก็มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ท่านประธานครับ เมืองไทยเรานั้นเรามี พระเจ้าแผ่นดินครับ เรามีพระเจ้าอยู่หัว และที่สําคัญที่สุดคนไทยส่วนใหญ่มีความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมนั้นได้มีโอกาสค้นหาพระบรมราโชวาทที่ผมนั้นติดตาม อยู่ตลอดเวลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นได้มีพระบรมราโชวาทอยู่หลายครั้งหลายหน เกี่ยวกับการออกกฎหมาย เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย ที่บางสถานที่ท่านบอกกับบรรดา ผู้ที่เป็นผู้พิพากษา บอกกับบรรดานักการเมืองทั้ง ส.ส. สว. ที่คนมีหน้าที่ในการออกกฎหมาย วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานครับ อัญเชิญพระบรมราโชวาทขององค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๗ ครับท่านประธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะผู้พิพากษาประจําศาล สํานักงานศาลยุติธรรม ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตําแหน่งหน้าที่ ณ วังไกลกังวล มีดังนี้ ท่านประธานครับ ความยุติธรรมนั้นหมายความว่าทําอะไร ที่ตรงไปตรงมา ทําอะไรที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ กฎหมายก็คือกฎเกณฑ์ที่คนเรา จะมีชีวิตอยู่ได้ โดยเฉพาะกฎหมายบ้านเมือง ถ้ากฎหมายบ้านเมืองไม่ได้มีและไม่ได้รักษา ประเทศชาติจะอยู่ไม่ได้ เพราะว่าอย่างที่เขาเรียกว่าไม่มีขื่อ ไม่มีแป ถ้าหมู่คณะหรือ ประเทศชาติไม่มีขื่อมีแป นั่นก็หมายความว่าไม่มีรากฐาน ไม่มีความเรียบร้อยในหมู่คณะ ถ้าไม่มีความเรียบร้อยของหมู่คณะคนต้องตาย ตายจริง ๆ คือไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย ท่านประธานครับ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสอนให้ผู้มีอํานาจ ผู้ปกครองประเทศได้รู้ว่าต้องรักษากฎหมายของบ้านเมืองให้มีขื่อมีแป ให้มีความถูกต้อง ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้ แล้วจะเกิดความไม่เรียบร้อย และจะเกิดการนองเลือด ในที่สุด นี่คือพระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่คณะกรรมการสภาทนายความแห่งประเทศไทย ณ พระที่นั่งจิตรลดารโหฐานครับ มีดังนี้ท่านประธานครับ ผู้มีหน้าที่ในทางกฎหมายจะช่วยประชาชนได้ เพราะกฎหมายนี้มีไว้สําหรับให้บ้านเมือง มีความสงบเรียบร้อย ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องมีกฎเกณฑ์ ถ้าประชาชนคือผู้ประกอบชาตินี้ มีความรู้พอในกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้วางเอาไว้ดี ก็จะทําให้การปกครองเป็นไปด้วยความ เรียบร้อยมีความสงบตามตัวกฎหมาย พระบรมราโชวาทนี้สอนให้รู้ว่ากฎหมายที่ออกมาใช้ ในบ้านเมืองนี้เขามีไว้สําหรับให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ในบ้านเมือง นี่คือกติกาของกฎหมาย ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ พระที่นั่ง อนันตสมาคม พวกเรา ผม ท่านประธาน เวลาจะทําหน้าที่ในการเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. การเปิดประชุมครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องเสด็จฯ มีพระบรมราชโองการ พระบรมราชโองการนี้มีพระบรมราโชวาทนี้มีดังนี้ครับท่านประธานครับ ขอให้สมาชิก สภาแห่งนี้นึกถึงความสําคัญและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ให้มาก เพราะ การกระทําทุกอย่างของแต่ละบุคคลจะมีผลโดยตรงถึงความมั่นคงของประเทศ และสุขทุกข์ ของประชาชน จึงจําเป็นที่ทุกคนต้องร่วมมือปรองดองกัน ปฏิบัติภารกิจทั้งปวงโดยเต็มกําลัง สติปัญญาความสามารถด้วยความสุจริตและความคิดพิจารณาอันสุขุมรอบคอบหนักแน่น ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเที่ยงตรงตามหลักนิติธรรม คุณธรรม ให้งานของชาติดําเนินก้าวหน้าไป โดยไม่ติดขัดจนบรรลุผลเลิศ และบังเกิดประโยชน์อันพึงประสงค์สมบูรณ์บริบูรณ์ ในทุก ๆ ด้าน ท่านประธานครับ พระบรมราโชวาททั้ง ๓ นี้ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่สําคัญอย่างยิ่ง ที่วันนี้เราคนไทยที่มีความจงรักภักดีต้องนํามาใช้ นํามาเป็นแบบอย่าง ท่านประธานที่เคารพ ทุกคนในบ้านเมืองนี้ไม่ว่าหญิงและชาย ไม่ว่าคนจนคนรวย ไม่ว่าคนอยู่กรุงเทพมหานคร อยู่บ้านนอก สถานะอะไรเราต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐ กําหนด ชัดเจนครับ ความเสมอภาคทางกฎหมายนั้นเราต้องเท่าเทียมกัน การพิจารณากฎหมาย ของสภาแห่งนี้ ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมือง ผมกราบเรียน ท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชนคนไทยที่มีเวลา มีโอกาสได้ติดตามการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมนี้มีเพียง ๗ มาตรา ผู้เสนอก็บอกว่าเพื่อสร้าง ความปรองดองให้กับประเทศ แต่เหตุไฉนเลยวันนี้มันจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งดูได้จากอะไรล่ะ ดูได้จากรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ที่ปกครองประเทศ กฎหมาย ฉบับนี้จะพิจารณาวันที่ ๗ ก็เริ่มกันจากใช้เครื่องมือทางกฎหมายคือ พ.ร.บ. ความมั่นคง ออกมากําหนดพื้นที่ในกรุงเทพมหานครในบริเวณใกล้เคียงสถานที่ที่ตัวแทนประชาชน จะประชุมพิจารณากฎหมายกัน ปิดถนน ผู้คนเดินทางสบาย ๆ ไม่สะดวกติดขัด นักเรียน ที่เคยไปโรงเรียนได้ตามสบายวันนี้เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมาย โรงเรียนต้องประกาศปิด หยุดเรียน นี่คือบรรยากาศและความจริงว่าการพิจารณากฎหมายที่บอกว่านิรโทษกรรม เหล่านี้ไม่ใช่ปรองดอง แต่มันเริ่มต้นจากความขัดแย้งหรือความแตกแยกของคนในชาติ ท่านประธานครับ ผมต้องอธิบายความเรื่องนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่ส่วนหนึ่ง เลือกผมมาเป็น ส.ส. และอีกจํานวนมากที่เขาเฝ้าดูทีวีกันว่าเหตุไฉนเลยกฎหมายฉบับนี้ มีเพียง ๗ มาตรา จึงเป็นปัญหาของคนในประเทศ มีการชุมนุม มีการต่อต้าน มีการแสดงความคิดเห็น ฝ่ายที่เสนอก็บอกเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ออกมาคัดค้าน เพราะอะไรล่ะ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ กฎหมายฉบับนี้มีเหตุผลอย่างไรจึงออกกฎหมายนี้ ต้องบอกประชาชนให้รู้ก่อนว่าทําไมจึงต้องออกกฎหมายฉบับนี้ เหตุผลของผู้เสนอก็บอกว่า บ้านเมืองมันขัดแย้งกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนมาถึงปัจจุบันนี้ ฉะนั้นเพื่อแก้ปัญหา ความขัดแย้ง จึงจําเป็นอย่างยิ่งจึงจะต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม นี่คือเหตุผลของผู้เสนอ ท่านประธานครับ มาดูหน่อยว่าเมื่อบอกว่าจะสร้างความปรองดองกันแล้ว ทําไมเมื่อออก กฎหมายแล้วมันจึงเกิดความแตกแยก ในมาตรา ๓ ของกฎหมายฉบับนี้ครับท่านประธาน ผมต้องใช้เวลาในการอ่านเพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีโอกาสมายืนอย่างผมนี่จะได้ยิน จะได้รู้ว่า ทําไม ส.ส. ประชุมกันแล้วมันจึงเกิดความขัดแย้ง ผมต้องเรียนว่านับจากรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ เข้าบริหารประเทศ ถึงเวลานี้ ๒ ปีเศษ ความพยายามหนึ่งของรัฐบาลนี้ก็คือการจะ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือกฎหมายปรองดองให้เกิดขึ้นโดยเร็ววัน ครั้งหนึ่งเคยเสนอ เข้าสภาครับ แต่ไปไม่ได้ ถูกแรงต่อต้านในสภา หยุดนิ่งไปนาน วันนี้เข้าปีที่ ๒ ก็ถึงเวลาแล้ว เพราะมันครึ่งเทอมแล้ว เป็นอย่างไรเป็นกันต้องเอาให้ออก ฉะนั้นมาดูที่ว่าสาระในกฎหมาย ฉบับนี้มี ๗ มาตรา ทําไมคนจึงเห็นไม่เหมือนกันล่ะ คนในประเทศส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า อยากให้คนไทยรักกัน อยากให้บ้านเมืองปรองดองกัน เห็นตรงกันหมด แต่ทําไมเมื่อเสนอ กฎหมายฉบับนี้มาแล้วมันจึงไม่ปรองดองล่ะ มันจึงเกิดปัญหา มันจึงเกิดประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคง มันจึงเกิดการปิดถนน เพราะอะไรล่ะครับ มาตรา ๓ ของกฎหมายฉบับนี้กําหนด อย่างนี้ท่านประธาน และพี่น้องประชาชนทั้งหลาย ให้บรรดาการกระทําใด ๆ ของบุคคล ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้ เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง แต่กระทําการนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับ ความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือการโฆษณาด้วยวิธีใดเพื่อเรียกร้อง หรือให้การต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืน การดําเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุมการประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีใด ๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจาก การชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทํานั้น พ้นจากการเป็นผู้กระทําความผิดและความผิดนั้นโดยสิ้นเชิง ท่านประธานครับ ผมใช้เวลา อ่านมาตรา ๓ ประธานรู้ ส.ส. ในสภารู้ แต่พี่น้องประชาชนคนไทยเขาอยากรู้อย่างผม ผมจึงบอกว่านี่คือหัวใจ ๑ ใน ๗ มาตราของกฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมันเป็น อย่างไรครับ อะไรบ้างล่ะ ถ้าหากฎหมายฉบับนี้มีผลออกมาแล้ว มีเหตุการณ์อะไรบ้างที่จะ ได้รับการคุ้มครอง มีเหตุการณ์ในช่วงเวลาใดบ้างที่ผู้ชุมนุมแล้วจะได้ประโยชน์จากกฎหมาย ฉบับนี้ ตรงนี้จึงเป็นหัวใจสําคัญครับ ที่จะต้องบอกประชาชนให้รู้ว่ามันมีเหตุอะไรบ้างล่ะ ที่เมื่อเสนอกฎหมายฉบับนี้มาฝ่ายต่อต้าน ฝ่ายไม่เห็นด้วยเขาจึงออกมาคัดค้าน เนื้อหา กฎหมายมาตรา ๓ นั้น เหตุการณ์ชุมนุมนั้นเขากําหนดชัดเจนครับ ต้องเป็นเหตุการณ์ชุมนุม ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ในเหตุการณ์เหล่านี้ครับ ช่วงเวลานี้ จึงจะได้รับการยกเว้นโทษ ยกเว้นความผิด ไม่ต้องรับโทษ ไม่ต้องมีความผิด เพราะฉะนั้นในมาตรา ๓ เหตุการณ์ชุมนุม วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ นั้น มันมีเหตุการณ์อะไรบ้างล่ะครับท่านประธาน เหตุการณ์ ที่ได้รับการดูแล ได้รับประโยชน์จากกฎหมายมาตรา ๓ นั้น ผมแบ่งได้เป็น ๓ เหตุการณ์ครับ เหตุการณ์ที่ ๑ คือเหตุการณ์การชุมนุมต่อต้านของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า นปช. หรือกลุ่มคน เสื้อแดง ที่ได้ต่อต้านการทํารัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นี่คือเหตุการณ์แรก เหตุการณ์ที่ ๒ คือเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกตนเองว่ากลุ่มพันธมิตร หรือกลุ่มเสื้อเหลือง ได้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช และนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้รับผล ได้รับการคุ้มครอง ส่วนเหตุการณ์ที่ ๓ คือเหตุการณ์ชุมนุมต่อต้าน ของกลุ่ม นปช. หรือคนเสื้อแดง ที่ต่อต้านรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้ากฎหมายนี้ มีผลคนที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านี้ก็ได้รับความคุ้มครองหากกระทําความผิดกฎหมาย นี่คือสิ่งที่ต้องบอกให้ประชาชนรู้ครับว่าเหตุการณ์ที่กฎหมายมาตรา ๓ เขียนไว้นั้น มันคุ้มครอง มันดูแล มันได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์อะไรบ้าง ประธานที่เคารพครับ สําคัญที่สุด กฎหมายมาตรา ๓ นี้ เขียนบอกว่า ตั้งแต่การชุมนุม วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ที่มีกลุ่มพันธมิตร หรือกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่มีการชุมนุมก่อนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๔ ปิดล้อมทําเนียบ ปิดล้อมสนามบิน เหตุการณ์เหล่านี้ในการชุมนุมเหล่านี้ ไม่ได้รับ ผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ เพราะเกิดขึ้นก่อนวันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙
อีกเรื่องหนึ่งครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้าบริหารประเทศ มีกลุ่มพี่น้องประชาชนที่เรียกตนเองว่า องค์กรพิทักษ์สยามต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ บอกว่าเป็นรัฐบาลนอมินี (Nominee) เป็นรัฐบาลหุ่นเชิด กลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่ได้รับประโยชน์ จากกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องอธิบายความในสาระ ในเนื้อหาของมาตรา ๓ เพื่อให้ คนที่ติดตามฟังเกี่ยวกับการออกกฎหมายนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความสําคัญที่สุดฉบับหนึ่ง ของเมืองไทย ท่านประธานครับ เมื่อรู้เหตุการณ์แล้วก็มาดูต่อว่าในมาตรา ๓ นั้นได้มีปรากฏ อยู่วรรคหนึ่ง คือวรรคท้าย วรรคท้ายมาตรา ๓ กําหนดไว้ว่าการกระทําในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทําใด ๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอํานาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มี การเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลานั้น ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่แสดงความเห็น ในสังคมกันเยอะ ผู้เสนอกฎหมายก็ออกมาบอกว่าเป็นการช่วยประชาชน ไม่รวมแกนนํา ผู้ที่เห็นต่างก็บอกว่าไม่จริง เพราะไม่มีใครยอมรับว่าเป็นแกนนํา ท่านประธานครับ ถ้าพูดอย่างนี้ผมต้องย้อนถึงบรรยากาศการชุมนุมในช่วงที่ผมมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นรัฐมนตรี ผมเองต้องยอมรับความจริงว่าการทําหน้าที่ทํางานยากมาก ถ้าออกไปพื้นที่ ต่างจังหวัดก็ไม่สามารถทํางานได้ เกิดการชุมนุม การต่อต้าน เราไม่ว่า นั่นเป็นความคิดของ พี่น้องที่เขามีแนวคิดอย่างนั้นแต่วันนี้การชุมนุมก่อนเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ที่มีการชุมนุม ต่อต้านรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์เราจะเห็นบรรยากาศการชุมนุมไปปิดอยู่ที่ใจกลางกรุงเทพฯ มีผู้ที่ถือได้ว่าเป็นผู้นําขึ้นเวทีได้กล่าวหลายสิ่งหลายอย่าง ผมจะไม่พูด เดี๋ยวจะมีการประท้วง รู้กันอยู่ว่ากล่าวอย่างไร เผาเลยครับพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ เป็นประเด็นปัญหาว่าใช่แกนนําไหม หลายคนก็ปฏิเสธผมไม่ใช่แกนนํา ผมไม่ได้เป็นคนสั่งให้นาย ก นาย ข ไปเผาศาลากลาง ไม่ได้เป็นคนสั่งให้นาย ก นาย ข ไปเผาห้างสรรพสินค้า ฉะนั้นปัญหานี้คือเป็นปัญหาใหญ่ ว่ากฎหมายนี้จึงเกิดความไม่ไว้วางใจ จึงเกิดการไม่เชื่อว่าทํากฎหมายเพื่อเอื้อ เพื่อช่วย พวกพ้องของตัวเองใช่หรือไม่ แต่ส่วนตัวผมนั้นยืนยันว่าใช่ นี่คือมาตรา ๓ ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าสําคัญที่สุดเมื่อเสนอกฎหมายนี้เข้าสภาเสร็จ แทนที่กลุ่มที่ได้รับ ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้จะออกมาเห็นด้วยสนับสนุนว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นจําเลย ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ต้องหาอยู่ระหว่างการสอบสวนของตํารวจ อยู่ระหว่างการสอบสวน ของอัยการรอส่งฟ้อง น่าจะยอมรับสิ่งดี ๆ กับตัวเองว่าได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ที่ผู้เสนอกฎหมายได้เสนอ แต่วันนี้หลายคนในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ อย่างเช่นกลุ่มพันธมิตร เขาก็ออกมาปฏิเสธชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการ เขาไม่เอาเรื่องนี้ เขาพร้อมที่จะเดินสู่ กระบวนการยุติธรรม ผิดคือผิด ไม่ผิดศาลก็ต้องยกฟ้องปล่อยตัวมา หรือแม้นแต่ อดีตนายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ ก็ประกาศชัดเจนว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม ศาลตัดสินประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิตก็พร้อมเข้าสู่ นี่ละครับ ท่านประธานครับ มันเป็นเครื่องที่บ่งบอกให้เห็นว่าวันนี้ความเห็นในสังคมมันไม่ตรงกัน ผู้รับประโยชน์จํานวนหนึ่ง ไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ คราวนี้เรามาดูกันต่อว่าเมื่อเสนอกฎหมายเข้าไปแล้ว มาตรา ๓ บอกอย่างนี้แล้ว มาตราที่เกี่ยวข้องอีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๔ มาตรา ๔ นี้ เป็นมาตราที่บ่งบอกชัดเจนเลยว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อไร ผลที่ได้จากมาตรา ๔ จะต้องแบ่งเป็นดังนี้ครับท่านประธาน
ประการที่ ๑ ถ้าผู้กระทําความผิดในเหตุการณ์ชุมนุมในช่วงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ถ้าผู้กระทําความผิดยังไม่ถูกฟ้อง หรืออยู่ระหว่างการสอบสวน ก็ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับการสอบสวน หรือระงับการฟ้องร้อง
ประการที่ ๒ ถ้าผู้กระทําความผิดถูกฟ้องต่อศาล ให้อัยการ หรือองค์กร ที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง
ประการที่ ๓ ถ้าผู้กระทําความผิดอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ไม่ว่าจําเลยจะร้องขอหรือศาลเห็นเอง ให้ศาลพิพากษายกฟ้องหรือจําหน่ายคดี
ประการที่ ๔ ถ้ามีคําพิพากษาตัดสินถึงที่สุดแล้ว ให้ลงโทษก่อนวันที่กฎหมายนี้ มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคําพิพากษาว่าได้กระทําความผิด
ประการที่ ๕ ถ้าคนที่ถูกตัดสินถึงที่สุดแล้วว่ากระทําผิด และอยู่ในระหว่าง การรับโทษ อยู่ในเรือนจํา ก็ให้โทษนั้นสิ้นสุดและปล่อยตัวมา นี่คือสาระของมาตรา ๔ ครับ ท่านประธาน ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้มี ๗ มาตรา แต่มันแผลงฤทธิ์มาก แผลงฤทธิ์ในที่นี้ ก็คือว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาแล้วทําลายระบบ ทําลายกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ ผมต้องบอกอย่างนี้ว่าเมื่อท่านประธาน พี่น้องประชาชนได้ยินผลของมาตรา ๔ แล้วว่า เป็นอย่างที่ผมกราบเรียน ๔-๕ ข้อ คราวนี้เรามาดูต่อว่าจากเหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้น ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๐ ที่ผมกล่าวถึงนั้นมีคดีลักษณะใดบ้างล่ะ มีคดีแบบไหนบ้าง ที่วันนี้ถูกดําเนินคดีอยู่ ที่มีคดีที่พอจะใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้กล่าวถึงได้นั้นก็จะเห็นเป็นคดีหนึ่งที่มีการบุกรุก มีการไป ทําลายทรัพย์สินของการประชุมที่พัทยา ประชาชนติดตามก็จะรู้ การประชุมครั้งนั้น ไม่สามารถเดินต่อไปได้ กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยออกไปทําลายทรัพย์สินโรงแรมแล้วก็ทําให้ การชุมนุมเริ่มขึ้น นี่ก็คือคดีหนึ่ง หรือการชุมนุมที่ผ่านมาไม่กี่เดือนไม่กี่ปีนี้ ก็คือการชุมนุม ที่บอกไปว่า เผาเลยครับพี่น้องผมรับผิดชอบเอง มีคนตกเป็นจําเลยตัดสินถึงที่สุด จําคุกอยู่ อยู่ระหว่างดําเนินคดี อยู่ระหว่างอุทธรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเผาศาลากลางที่จังหวัดขอนแก่น ที่จังหวัดอุบลราชธานี ที่จังหวัดอุดรธานี หรือแม้แต่มีการลักทรัพย์ในห้างสรรพสินค้า เผาห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ นี่ก็เป็นคดีที่อยู่ในช่วงเวลามีการชุมนุมทางการเมือง หรือกรณีเป็นคดีที่ใช้อาวุธสงครามออกมายิงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนไทยคือวัดพระแก้ว นี่ก็เป็นอีกคดีหนึ่ง หรือคดีที่สําคัญและผมนั้นยอมไม่ได้ คือคดีที่กลุ่มบุคคลที่กระทําความผิด ขึ้นกล่าวปราศรัยดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ วันนี้ศาลตัดสินจําคุก หลายคดี ผมไม่เอ่ยชื่อ คดีเหล่านี้คือคดีอาญาแผ่นดิน มีโทษตั้งแต่ประหารชีวิต จําคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์ หลายคนอยู่ในคุก อาญาแผ่นดินคือคดีอุกฉกรรจ์ครับ มันเป็นคดีอุกฉกรรจ์ ท่านประธานครับ ที่สําคัญที่สุดผมต้องเรียนท่านประธานว่า ผมบอกข้างต้นแล้วว่า วันนี้บ้านเมืองนั้นต้องยึดหลักกฎหมาย ถ้าไม่ยึดหลักกฎหมายบ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป อยู่กันไม่ได้ สําคัญที่สุดโดยกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองเรานั้น ใครก็ตามที่ทําผิด กฎหมายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย วันนี้คนบ้านนอกไปขโมยทรัพย์สินกัน ในหมู่บ้าน ถูกจับได้ก็ต้องถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์ ไปยิงคนตายก็ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย โดยเจตนา ไม่พอใจใครเอาน้ํามันไปราดบ้านเขาก็ถูกตั้งข้อหาวางเพลิงโดยเจตนา โดยกระบวนการทั้งหมดเมื่อมีความผิด ถูกตั้งข้อหา ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ของเมืองไทย นักศึกษาเรียนกฎหมาย คนทําอาชีพกฎหมายเป็นทนายความ ตํารวจ อัยการ ศาล หรือแม้แต่ครูสอนกฎหมายก็รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมในเมืองไทยเป็นอย่างไร เมื่อผิด ถูกจับ คนที่มีหน้าที่ในกระบวนการเบื้องต้นคือตํารวจ มีหน้าที่ในการสืบสวนแสวงหา พยานหลักฐาน ถ้าพยานหลักฐานแน่นหนาสอบสวนต่อไป วันนี้มีข้อมูลแน่นหนาว่าผิดจริง ตํารวจก็ลงโทษเขาไม่ได้ โทษตามกฎหมายอาญามี ๕ อย่าง ประหารชีวิต จําคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์ ตํารวจไม่มีอํานาจ ถ้าเห็นเขาผิดก็สั่งฟ้องไปที่อัยการ อัยการก็เป็นทนายแผ่นดิน มีหน้าที่กลั่นกรอง ดูการสอบสวนตํารวจว่าสอบสวนถูกไหม สอบสวนกลั่นแกล้งเขาไหม พยานหลักฐานดีไหม ถ้าอัยการเห็นว่าพยานหลักฐานดี ควรฟ้อง อัยการก็ลงโทษไม่ได้ ต้องส่งไปยังศาล ท่านประธานครับ ศาลนั้นคืออํานาจอธิปไตยหนึ่งที่มีอํานาจในการวินิจฉัย พิจารณาในการลงโทษ ถ้าศาลเห็นว่าพยานหลักฐานไม่น่าเชื่อว่าจําเลยผิด หรือมี พยานหลักฐานที่เป็นที่สงสัยศาลก็มีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีกฎหมายต่าง ๆ ยกฟ้องปล่อยตัวไป หรือจะลงโทษจําคุกก็แล้วแต่ ถ้าจําเลยผิดจริงขึ้นศาล สํานึกต่อความผิด บอก รับสารภาพ ไม่เคยทําความผิดมาก่อน ศาลก็อาจจะลดโทษกึ่งหนึ่งหรือรอลงอาญา ถ้าติดคุกก็เข้าไปเรือนจํา นี่คือสังคมไทยอยู่กันอย่างนี้ ผมเองก็เคยเจอคดีครับ ผมก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะผมทําแล้วผมกล้ารับผิด นี่คือสิ่งที่สังคมไทยอยู่อย่างนี้ และกฎหมายสูงสุดของประเทศ เขาก็บอกอย่างนี้ไว้ว่าเสมอภาคกัน คุณจะเป็นเศรษฐีมีเงิน คุณจะเป็นรัฐมนตรี คุณก็ไม่แตกต่างอะไรกับยายมี ยายมา ป้าแม้น มีอาชีพทําไร่ทํานา ฉะนั้นสภาแห่งนี้ เรามีหน้าที่ออกกฎหมาย เราก็ต้องดูสิครับว่าหน้าที่เราที่ออกกฎหมายนั้นเราควรทํากฎหมาย ให้เป็นกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนั้นมีโอกาสได้ พิจารณากฎหมายแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตการเป็น ส.ส. ท่านประธานกับผมไม่ต่างกัน หรอกครับ เป็น ส.ส. รุ่นเดียวกัน วันนี้ท่านประธานก็เพิ่งเคยเจอกฎหมายอย่างนี้ ผมนั้น รับไม่ได้ ผมมีเหตุผลที่ผมรับไม่ได้กฎหมายอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเพราะผมเป็นฝ่ายค้าน แต่ผม รับไม่ได้เพราะผมเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ผมมีโอกาสสอบถามประชาชนมีความเห็น อย่างไรกับเรื่องนี้ ประชาชนที่ผมพบประชาชนส่วนใหญ่ของผมเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการ ที่ ส.ส. หรือในสภาไปออกกฎหมายลักษณะอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วย และผมอยากจะตอบเลยว่าที่ไม่เห็นด้วยเพราะกฎหมายแบบนี้ นิรโทษกรรมแบบนี้มันไม่ดี อย่างไร ผมต้องมีเหตุผลสนับสนุนความเห็นของผม
เหตุผลประการที่ ๑ ผมบอกประธานเลยว่ากฎหมายอย่างนี้ ถ้าปล่อยให้ ออกมาได้นั้นเป็นการทําลายอํานาจอธิปไตยของประเทศและทําลายกฎหมายของ ประเทศไทย คืออะไรครับ วันนี้เรามีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายสภาใช่ไหมครับ ท่านประธานนั่งข้างบนด้วยความสง่างามท่านคือประมุข คือประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ หนึ่งอํานาจในอํานาจอธิปไตยของประเทศ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้อํานาจมาจากประชาชน ๑๕ ล้านเสียง ท่านคือประมุขของฝ่ายบริหาร อีกหนึ่งประมุข ก็คือประมุขที่ให้ความยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมกับผู้คนในแผ่นดินนี้โดยยึดหลักกฎหมาย โดยมีกติกาของกฎหมาย ถึงท่านไม่ใช่เป็นคนออกกฎหมาย สภานี้ออกกฎหมาย เมื่อออกไปแล้วท่านต้องใช้ หลักกฎหมายที่มีอยู่โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือตุลาการ ท่านประธานครับ โดยระบบของศาลกระบวนการยุติธรรมนั้นเมื่อคดีใด ๆ ก็ตาม ศาลตัดสินลงโทษจําคุก ศาลตัดสินจําคุกตลอดชีวิต ประหารชีวิต หรือจะตัดสินจําคุก ๑๐ ปี ๑๕ ปีก็ตาม เมื่อจําเลยคนนั้นไม่อุทธรณ์คดีถึงที่สุดหรืออุทธรณ์ต่อสู้ฎีกาแล้วคดีถึงที่สุดว่าผิด ถ้ายังมี โทษจําคุกอยู่จําเลยคนนั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสุดท้ายคือราชทัณฑ์ครับ เข้าคุก เข้าเรือนจําครับ โดยกระบวนการของเมืองไทยนั้นถ้าจําเลยคนนั้นเป็นคนประพฤติดี จําเลยคนนั้นก็มีโอกาสได้รับพระราชทานอภัยโทษต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กฎหมายระเบียบวิธีปฏิบัติของคนไทยเป็นอย่างนี้มาตลอด แต่วันนี้เรากําลังออกกฎหมาย นิรโทษกรรมกําหนดในมาตรา ๔ นั้นบอกชัดเจนครับ บอกชัดเจนว่าถ้าคนทําผิดอย่างที่ผม กราบเรียนข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่เผาศาลากลาง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เผาห้างสรรพสินค้า ไปลักทรัพย์ในห้างสรรพสินค้า ไปยิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดพระแก้ว หรือแม้แต่ดูหมิ่นอาฆาต มาดร้ายองค์สถาบันพระมหากษัตริย์ คนเหล่านี้ก็ได้รับประโยชน์จากกระบวนการยุติธรรม ของเมืองไทยทั้งสิ้น เช่น ถ้าอยู่ระหว่างการสอบสวนของตํารวจคุณตกเป็นผู้กระทําความผิด ข้อหาลักทรัพย์ ตํารวจหาตัวคุณเจอคุณถูกสอบสวนอยู่ กฎหมายนี้ออกมาเสร็จ ตํารวจต้อง ปล่อยตัวทันที เพราะผลของกฎหมายฉบับนี้ปล่อยได้กลับบ้านได้ ถ้าอยู่ระหว่างอัยการรอการสั่งฟ้องอยู่ เมื่อกฎหมายนี้ออกมาอัยการต้องปล่อยตัวทันที เห็นไหมครับ ถ้าอยู่ระหว่างการพิจาณา ของศาล ขณะนี้มีอีกหลายคดีครับกําลังพิจารณาของศาล บางคดีก็มีบรรดาสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเป็นจําเลย แต่ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองก็ขอเลื่อนไปก่อน อยู่ระหว่างการ สืบโจทก์อาจจะสืบอีก ๑ ปียังไม่จบ ถ้ากฎหมายนี้มีผลออกมา ศาลถูกสั่งโดยกฎหมายฉบับนี้ ว่าศาลต้องยกฟ้องอย่างเดียว และจําหน่ายคดีออกไปไม่ต้องพิจารณาหรือแม้แต่คดีถึงที่สุด แล้ว ลงโทษจําคุกแล้วต้องรับผิดแล้ว อยู่ในเรือนจําแล้วพอกฎหมายนี้ออกมาคนเหล่านั้น ไม่มีความผิดถือว่าการกระทําไม่มีความผิดออกจากเรือนจําทันที เช่น คนที่เผาศาลากลาง ครับท่านประธาน วันนี้ติดคุก ๒๐ ปี ๓๐ ปี ออกจากคุกได้ทันที ท่านประธานครับ ถามว่า เหตุการณ์เหล่านี้ทําไมไม่นิรโทษกรรมละ ผมเห็นว่าการกระทําเหล่านี้เป็นการจงใจเจตนา ที่ชัดเจน ไม่ได้ทําเพราะสําคัญผิด เป็นการเจตนาวางแผนการดําเนินการอย่างชัดเจน และทําผิดกฎหมายบ้านเมือง โดยเฉพาะที่เผาศาลากลาง ท่านประธานครับ ท่านประธาน รู้ไหมครับศาลากลางหลังหนึ่งเวลาเผาแล้วสร้างเสร็จต้องใช้เงินเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ค่าอาคาร ค่าครุภัณฑ์ที่ถูกเผา คอมพิวเตอร์เยอะแยะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ เพราะถ้ากฎหมายนี้ออกมานี่ครับ ผลของกฎหมายมันก็จะไปสั่งตุลาการเขาว่าต้องจําหน่าย คดีออกไป ซึ่งโดยผลของกระบวนการยุติธรรมของศาล มีคําพิพากษาของศาลเคยตัดสิน มาแล้ว ถ้าตัดสินอย่างนี้ผิด ศาลฎีกาบอกผิดในอนาคตศาลฎีกาอาจบอกไม่ผิดก็ได้แล้วแต่ ข้อเท็จจริง แต่วันนี้นิติบัญญัติออกกฎหมาย บอกว่าต้องจําหน่ายคดีเหล่านี้ไป นี่คืออํานาจ อธิปไตยของเรา ระบบกฎหมายของเราที่จะพังเพราะกฎหมายฉบับนี้ผมจึงไม่เห็นด้วย ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้าปล่อยกฎหมายที่มีผลเหมือนกฎหมาย ฉบับนี้ออกมามันจะเป็นการทําให้สังคมนั้นยึดการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงครับ จะเป็น แบบอย่างที่ไม่ดีให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เรียนรู้สังคมที่ผิดและจะเป็นการทําลายอนาคตของชาติ ตรงนี้ผมห่วงมาก ท่านประธานครับ วันนี้ชุมนุมเสร็จไม่พอใจเสร็จกดดันรัฐบาลเสร็จ ทําทุกอย่างให้ชนะ มีอํานาจทางการเมืองแล้วก็มาแก้กฎหมาย ออกกฎหมายบอกว่าทุกอย่าง ไม่ผิด ท่านประธานครับ แล้วสังคมจะอยู่ได้หรือครับ วันนี้สิ่งที่ผมไม่พอใจอันหนึ่งแต่ผมไม่ได้พูด ตั้งแต่การเอางบกลางของรัฐบาลเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน เป็นเงินแผ่นดินไปจ่าย ศพละ ๗,๗๙๐,๐๐๐ บาท ผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะมันเป็นเงินภาษีอากรของประชาชนครับ หมดไปตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการจ่าย แต่วันนี้คนสูงอายุตายศพละ ๒,๐๐๐ บาท มีหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ตามกฎหมายผู้สูงอายุ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน รัฐบาล ไม่ยอมจ่ายงบกลางแม้แต่สลึงเดียว ท่านประธานครับ สังคมจะบูดเบี้ยว สังคมจะมีปัญหา เพราะสังคมจะนิยมความรุนแรง ถ้าไม่พอใจอะไรออกมาเรียกร้องขับไล่รัฐบาล ราคา มันสําปะหลังราคาถูก ไม่ต้องกลัวปิดถนนเลย พวกเราเป็นรัฐบาลเดี๋ยวช่วยกัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันจะเกิดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ถ้ากฎหมายไม่เป็นกฎหมายไม่มีขื่อมีแป สังคมจะอยู่ได้อย่างไร เยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งพวกเราไม่กี่ปีก็ตายแล้ว เราต้องยอมรับความจริง ว่าพวกเราไม่กี่ปีก็ตายแล้ว เราต้องสร้างบรรทัดฐานของกฎหมาย พระบรมราโชวาท สอนชัดเจนว่า ถ้าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปสุดท้ายก็จะเกิดการทะเลาะการนองเลือดกัน นี่คือสาเหตุที่ ๒ ถ้ากฎหมายนี้ออกมาจะสร้างสังคมมีปัญหาเกิดความรุนแรงและเป็น แบบอย่างที่ไม่ดี
ประการที่ ๓ ที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะผมว่าไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะผู้เสนอกฎหมายนี้ ผมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าท่านมีส่วนได้เสียกับกฎหมายฉบับนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้เสนอ กฎหมายนั้นเป็นคนหนึ่งที่ร่วมชุมนุมทางการเมือง เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทการแสดงออก ทางการเมือง ฉะนั้นท่านเสนอกฎหมายฉบับนี้คนที่ได้รับประโยชน์ กลุ่ม เพื่อนพ้องของท่าน อีกเยอะแยะ วันนี้มีคดีอยู่บนศาลอีกมากมาย ผมนี่ไม่อยากเอ่ยชื่อ แต่ไม่เอ่ยชื่อเดี๋ยวชาวบ้าน จะมองภาพไม่ออก เช่น คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ วันนี้ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เหล่านี้ ฉะนั้นคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็อยู่ในพรรคเพื่อไทย เราต้องยอมรับความจริงว่ากฎหมายฉบับนี้ เสนอโดยกฎหมายที่มีผลส่วนได้ส่วนเสียกันโดยตรง เราไม่ได้ไปคุ้มครองประชาชนที่เป็น ชาวไร่ชาวนาเหมือนการออกกฎหมายทั่วไปนี่ครับ นี่คือที่ผมไม่เห็นด้วยในการมีส่วนได้เสีย โดยตรง
ท่านประธานครับ ประการสุดท้ายในเหตุผล ประการที่ ๔ นะครับ ที่ผมเห็นว่า คนที่ทําความผิดในห้วงเวลาทั้งหมดนั้นต้องกล้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมครับ ในเวลาที่ ท่านชุมนุมกันนั้นกฎหมายบ้านเมืองเขียนชัดเจนนะครับ ถ้าเอาไฟ เอาน้ํามันไปเผาตรงไหน ไฟไหม้บ้านเขา ไฟไหม้ส่วนราชการ นั่นคือความผิดข้อหาวางเพลิงโดยเจตนา ถ้าเอาปืนไปยิง หัวคนตาย นั่นคือฆ่าคนตายโดยเจตนา กฎหมายเขียนหมดครับ รู้อยู่แล้วมีกฎหมาย บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นเมื่อทําความผิด สิ่งที่ดีที่สุดวันนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การทําให้บ้านเมืองปรองดองที่สุดก็คือทุกคนต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วก็ มีคนจํานวนมากที่เขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว บางคนก็ได้รับการรอลงอาญา ถ้าเดิน อย่างนี้ได้ครับ บ้านเมืองผมเชื่อว่าไม่มีความขัดแย้ง เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ตัวเดียวกัน แต่วันนี้ที่มันมีความขัดแย้งเพราะคนที่มีอํานาจกําลังใช้กฎหมายที่ตัวเองมีหน้าที่ ในการออกกฎหมาย ออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือพวกตัวเองนี่อย่างไรครับ อย่างนั้นมันไม่มีการชุมนุมหรอกครับ มันไม่มีเงื่อนไข เขาไม่ประสงค์จะขับไล่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรอกครับ ท่านเป็นคนสวย ท่านเป็นคนตั้งใจทํางาน ทําต่อไป ๔ ปีเลย ปัญหาคาเยอะแยะ ปัญหาทุจริตการโกงข้าวก็ยังคาอยู่ ก็ยังมีอยู่อีกหลายปัญหา ฉะนั้น ไม่ประสงค์เลย นี่คือสิ่งสําคัญว่าวันนี้มันเป็นเรื่องของการเจตนากระทําความผิด เมื่อเจตนา กระทําความผิดกฎหมายอาญาแผ่นดินก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ใครเป็นคนตอบ ล่ะครับ ใครเป็นคนเฉลยว่าเมื่อท่านเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วท่านจะผิดหรือไม่ผิด ก็คือศาลอย่างไรครับ อย่าไปกลัวสิครับถ้าท่านบริสุทธิ์ใจ เดินอย่างสง่างามเข้าไปเลยว่าสิ่งที่ ผมทํานี่ผมมั่นใจว่าผมไม่ผิด สิ่งที่มีการเผาศาลากลางเกิดขึ้นผมมั่นใจว่าผมไม่ใช่คนสั่งการ สิ่งที่มีการยิงวัดพระแก้วผมมั่นใจว่าไม่เกี่ยวกับผม ศาลก็ต้องไต่สวนสืบพยานโจทก์ สืบพยาน จําเลยมาสู้กันสิครับ ถ้าไม่ผิดศาลก็ต้องปล่อยตัวไป ยกฟ้อง ถ้าผิดแล้วแต่ศาลจะลงโทษ มันมีระดับของโทษของกฎหมายที่ศาลจะใช้ หรือถ้ารู้ว่าผิดก็เดินเข้ากระบวนการยุติธรรมเลย บอกว่าผมผิด ผมสํานึกครับ ผมยอมรับความผิด อย่างนี้ทางกฎหมายเขาเรียกว่า ให้การที่ เป็นประโยชน์ ไม่ยุ่งยากต่อการสืบพยาน ไม่ยุ่งยากต่อการไต่สวน ไม่ยุ่งยากต่อการพิจารณา ศาลก็อาจจะรอลงอาญา ถ้าเข้าสู่กระบวนการอย่างนี้บ้านเมืองไม่มีเหตุแห่งการชุมนุมเลย ถึงแม้ของจะแพงหน่อยชาวบ้านก็อดทนครับ ถึงแม้ตายแล้วไม่ได้สตางค์ชาวบ้าน ยังไม่เดินขบวนเลย ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน เห็นไหม ทนได้ เพียงแต่ว่าอย่าเอาเงื่อนไขเอาอะไร ขึ้นมาเลยครับ บ้านเมืองมันจะไม่สงบ นี่คือเหตุผล ๔-๕ ข้อที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปถึงคนไทยทั้งประเทศที่มีเวลาติดตามการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม ท่านประธานครับ คราวนี้มาดูต่อ ที่บ้านเมืองมันวุ่นวายอย่างนี้ ที่ออก พ.ร.บ. ความมั่นคง ที่ปิดถนน ที่นักเรียนไม่ต้องไป โรงเรียนนี่ ที่ผู้คนจะมาฟังการอภิปรายบนนี้มาไม่ได้สักคนมันเพราะอะไร ออกกฎหมาย ฉบับนี้มันไปดูแลคนกี่ชีวิต ไปช่วยเหลือคนกี่คน เมื่อวานนี้ผมฟังการอภิปรายบอกว่ามีคน ได้ประโยชน์ ๔๐,๐๐๐ คน ๕๐,๐๐๐ คนได้ประโยชน์ โกหก พูดปด ท่านประธานครับ เอกสารสภาครับ เอกสารประกอบการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับนิรโทษกรรม ผู้กระทําความผิดทางการเมือง ออกโดยฝ่ายวิชาการของสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏชัดเจน ในหน้า ๒๗ บอกว่า ขณะนี้มีจํานวนนักโทษทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. หรือคนเสื้อแดง ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้มีแค่ ๓๐ คน ๑. อยู่เรือนจําหลักสี่ ๒๒ คน ๒. อยู่เรือนจําพิเศษกรุงเทพมหานคร ๔ คน ๓. อยู่เรือนจํา เชียงใหม่ ๑ คน ๔. อยู่ทหารบก ๑๑ จังหวัดนครปฐม ๑ คน ๕. อยู่ทัณฑสถานหญิง ๑ คน และ ๖. อยู่เรือนจําขอนแก่นอีก ๑ คน รวมเป็น ๓๐ คน และผมยังมีข้อมูลครับ ยังมีจําเลย ยังมีผู้ต้องหาอีกอยู่ประมาณไม่เกิน ๑๐๐ คน ที่อยู่ในกระบวนการต่อสู้คดีอยู่ รวมทั้ง ผู้มีบทบาททางการเมืองที่ขึ้นบนเวทีในการชุมนุม ถ้าภาษาการชุมนุมเขาเรียกว่า แกนนํา ปลุกระดม มีอีกจํานวนหนึ่ง คือข้อหาผู้ก่อการร้ายประมาณ ๒๐ กว่าคน ท่านก็ต่อสู้คดีไป ฉะนั้นการที่นําเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ขึ้นมา มันเป็นเพียงกฎหมายช่วยคนเพียง กลุ่มเดียว ไม่กี่ร้อยคน ไม่ใช่ ๓๐,๐๐๐ คน ๔๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ บ้านเมืองอยู่ดี ๆ มีความสงบเรียบร้อยก่อนเสนอกฎหมายฉบับนี้ อย่างที่ผมบอกละครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์อยากจะไปเยือนประเทศไหนก็ไปได้สบาย รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ อยากจะไปจังหวัดไหน ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ไปอย่างสบาย ฉะนั้นการบริหาร ราชการแผ่นดินรัฐบาลชุดนี้บริหารแบบสบาย ๆ ไม่เหมือนรัฐบาลที่แล้ว สําคัญที่สุด คนในชาติที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ปกครองอยู่ ๖๗ ล้านคน ๖๘ ล้านคนนี้ เขาก็อยู่กัน ปกติสุขดี ๆ ครับ แม้จะลําบากมากต่อค่าครองชีพ แม้จะลําบากมากต่อสินค้าทางการเกษตร เขาก็อยู่กันเป็นปกติ คนเป็นชาวนาชาวไร่ตื่นมาก็ไปทํานาทําไร่ คนทํางานโรงงานตื่นมา ไปทํางานโรงงาน ข้าราชการก็ไปเป็นข้าราชการคนอยู่ในกรุงเทพมหานครก็ไปทํามาหากิน ตัวเอง เขาอยู่เป็นปกติ นั่นแสดงว่าเหตุการณ์บ้านเมืองก่อนเสนอกฎหมายนี้มันปกติ มันไม่มี อะไรที่จะต้องไปปรองดอง ไปนิรโทษกรรมเลย ส่วนคนที่กําลังมีคดีความอยู่ขณะนี้ก็เข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมตามปกติ หลายคนเป็น ส.ส. ก็ไปขึ้นศาลกัน นั่งตั้งแต่ เก้าโมงยันสี่โมงเย็น ไต่สวนสืบต่อเนื่อง แต่เวลาเปิดสมัยประชุมก็ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. กลับเข้าสภา ศาลก็เลื่อนยาวไป มันก็เป็นเหตุการณ์ปกติ ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่วันนี้ที่มันผิดปกติ เพราะคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอา พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้ามา เพราะเอา พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้ามาครับ มันจึงเกิดปัญหาความวุ่นวาย ความขัดแย้ง และเป็นประเด็นของความแตกแยก ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะเป็นผู้ปกครองประชาชนทั้งแผ่นดิน ๖๐ กว่าล้านคน อาสามาทํางานหนัก อาสามาแก้ปัญหาของชาติ แก้ปัญหาของประชาชน ท่านย่อมรู้อยู่ว่า กฎหมายฉบับนี้เมื่อเข้ามาแล้วมันจะเกิดความแตกแยก เกิดความวุ่นวาย เกิดการชุมนุม ต่อต้าน เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง ท่านออกรายการทีวี รวมการเฉพาะกิจทุกช่อง และบอกว่าพร้อมจะหาทางออกให้ประเทศ ท่านประธานครับ มีข้อความอยู่ตอนหนึ่งท่านได้กล่าวว่า เป็นที่น่าเสียใจคือการเคลื่อนไหวบนท้องถนนของกลุ่ม ที่ไม่เห็นด้วย โดยอ้างสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่การกระทําไม่ยอมรับความ เป็นกติกาที่แท้จริง แต่การกระทําไม่ยอมรับความเป็นกติกาที่แท้จริง ที่มีการยั่วยุเรียกร้องให้ปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาลจึงจําเป็นต้องออก พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย นี่คือการหาทางออกให้ประเทศ ผมเข้าใจในความรู้สึกของ คุณยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี เพราะรู้ว่าพอประกาศ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ แล้ว จะมีเสียงผู้คนออกมาต่อว่าต่อขานว่าทําไมจึงก่อให้เกิด ความวุ่นวายในบ้านเมืองนี้ ทําไมฉันเดินทางสะดวก ๆ ฉันต้องไปเส้นทางอื่นไม่สะดวก ทําไม ลูกฉันอยู่โรงเรียนดี ๆ โรงเรียนลูกฉันต้องปิดเพราะพวกเรามาประชุมสภากัน ทําไม นายกรัฐมนตรีก็จึงออกแถลงการณ์อย่างนี้ว่าพร้อมจะหาทางออกของประเทศ เห็นด้วย และสนับสนุนอย่างยิ่งให้นายกรัฐมนตรีทําอย่างนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีคือคนเดียว ในแผ่นดินไทยที่จะทําให้บ้านเมืองไม่แตกแยก ท่านประธานครับ ทางออกให้กับประเทศไทย ไม่ต้องไปเชิญใครมาหรอกครับ คนเดียวเท่านั้นที่ทําได้คือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพราะท่านคือผู้นําประเทศ หัวใจของท่านอยากทําจริงไหม หัวใจท่านอยากเห็นไหมผู้คนใน บ้านเมืองนี้ไม่ต้องมาเดินขบวน ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างทํามาหากินกัน นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ปกครองประเทศก็ดูแลประชาชน บําบัดทุกข์บํารุงสุข ทหารมีหน้าที่อะไรก็ทํา ของทหารไป ตํารวจก็ทําไป ตํารวจไม่ต้องมา พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคง เต็มบ้านเต็มเมือง อย่างนี้ นายกรัฐมนตรีคนเดียวแก้ทางออกให้ประเทศ ไม่ต้องเชิญ ๒ เทพ ไปหาคนโน้นคนนี้ ไม่ต้อง และวิธีทําไม่ยากเลย เพราะคํากล่าวของนายกรัฐมนตรีบอกชัดเจนว่า แต่การกระทํา ไม่ยอมรับเป็นกติกาที่แท้จริง นายกรัฐมนตรีรู้กติกาแสดงว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจคําว่ากติกา กติกาคือสิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน เปรียบได้เหมือนกับกฎหมาย ครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรีแก้ได้ง่ายที่สุดครับ ผมเสนอทางออกให้นายกรัฐมนตรีครับ ถอนกฎหมายนี้ออกเสีย ถอนออกมาเลยครับนายกรัฐมนตรี หัวใจ นายกรัฐมนตรีถอน กฎหมายออกมา แล้วก็ให้กระบวนการทุกกระบวนการเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ชั้นตํารวจ ชั้นอัยการ ชั้นศาล เดินอย่างนี้ ศาลจะตัดสินอย่างไรอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมครับ