อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงที่มีการทักท้วง และเรียกร้องให้ท่านประธานวินิจฉัยว่ารายงานนั้นเป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่ โดยหารือเกี่ยวกับการเสนอแปรญัตติของนายสาธิต ปิตุเตชะ และการลงมติในคณะกรรมาธิการสภา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานข้อเท็จจริงใน ๒ ประเด็นที่มี การทักท้วงรายงานฉบับนี้เพื่อวินิจฉัย แล้วก็อย่างน้อยที่สุดเพื่อบันทึกข้อเท็จจริงเอาไว้
ประเด็นแรกก่อนนะครับ คณะกรรมาธิการได้รับคําแปรญัตติของนายสาธิต ปิตุเตชะ แล้วก็ได้มีการเชิญนายสาธิต ปิตุเตชะ ไปชี้แจงคําแปรญัตติ เมื่อนายสาธิต จะเสนอคําแปรญัตติต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการมีท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธาน ทักท้วงเห็นว่า คําแปรญัตติของนายสาธิตนั้นไม่เป็นไปตามข้อบังคับ โดยอ้างว่าคําแปรญัตติ ของนายสาธิตเป็นลักษณะของการเสียดสี ก็มีการถกเถียงกันในกรรมาธิการครับว่า ประการที่ ๑ มันเป็นการเสียดสีจริงหรือไม่ แล้วประการที่ ๒ ก็คือว่ามันเป็นอํานาจของ คณะกรรมาธิการหรือของประธานคณะกรรมาธิการหรือไม่ที่จะตัดสินใจบอกว่าไม่รับ คําแปรญัตติเมื่อมีการเสนอมาและมีผู้รับรองถูกต้อง ที่สุดมีการลงมติครับ ท่านประธานครับ ว่าคณะกรรมาธิการไม่รับคําแปรญัตติของคุณสาธิต โดยผมเองได้ขอให้บันทึกไว้ใน การประชุมชัดเจนครับว่า ผมไม่เห็นว่าเป็นอํานาจของกรรมาธิการในการที่จะบอกว่ารับ หรือไม่รับคําแปรญัตตินั้น กรรมาธิการมีหน้าที่พิจารณาคําแปรญัตติทุกคําแปรญัตติที่มี การเสนอเข้ามา สุดท้ายนี้เมื่อจะต้องมีการจัดทํารายงาน กระผมก็ได้ทักท้วงไว้ครับ ท่านประธาน ว่าในข้อ ๑๒๕ ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เขียนเอาไว้ชัดเจน ว่าเมื่อกรรมาธิการได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้ว ให้เสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น โดยแสดงร่างเดิมและการแก้ไขเพิ่มเติมพร้อมทั้งรายงานต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร รายงานนั้นอย่างน้อยต้องระบุว่าได้มีหรือไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตราใดบ้าง และถ้ามี การแปรญัตติ มติของคณะกรรมาธิการเกี่ยวด้วยคําแปรญัตตินั้นเป็นประการใด ผมย้ํา ท่านประธานนะครับ อย่างน้อยต้องระบุว่าถ้ามีการแปรญัตติ มติของคณะกรรมาธิการ เกี่ยวด้วยคําแปรญัตตินั้นเป็นประการใด กระผมก็ได้เสนอต่อที่ประชุมกรรมาธิการว่า ดังนั้น รายงานฉบับนี้ต้องระบุครับว่า นายสาธิต ปิตุเตชะ ได้เสนอคําแปรญัตติในมาตรา ๑ แล้วต้อง บันทึกเอาไว้ว่ากรรมาธิการมีมติเป็นประการใดต่อคําแปรญัตตินั้น แต่ปรากฏว่าไม่ได้ระบุ ในรายงานนะครับ นี่คือประเด็นแรกที่เพื่อนสมาชิกจึงเสนอให้ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัย ว่ารายงานฉบับนี้เป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่ กระผมกราบเรียนว่า ท่านจะมีความเห็นต่อ คําแปรญัตติของนายสาธิตประการใดก็ตาม การวินิจฉัยอย่างนี้มันจะถูกอ้างอิงไปเป็น บรรทัดฐานต่อไปในอนาคตว่าต่อไปนี้อาจจะมีคําแปรญัตติของสมาชิกที่มีการเสนอ มีการรับรองแล้ว แต่กรรมาธิการมีสิทธิที่จะไม่ให้ปรากฏอยู่แม้แต่ในรายงานครับ ซึ่งผมเห็นว่า ถ้าไปวินิจฉัยเช่นนั้นเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการลิดรอน สิทธิของสมาชิกที่เสนอคําแปรญัตติ นั่นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ว่าไปแล้วยังมีปัญหานะครับ ซึ่งผมไม่ทราบท่านประธาน จะให้พูดตอนไหนว่า คําแปรญัตติที่ที่จริงแล้วขัดต่อข้อบังคับ คือแปรญัตติเกินหลักการ กลับกลายเป็นว่าคณะกรรมาธิการมีมติรับครับ รับไม่พอ เป็นเสียงข้างมากปรากฏอยู่ในรายงานนี้ ชัดเจนครับว่าเป็นคําแปรญัตติที่เกินหลักการ ผมไม่ทราบจะให้กราบเรียนท่านประธาน ตอนไหนนะครับ แต่ผมพูดสั้น ๆ เท่านั้นเองว่าผมมองไม่เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) จะเป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือเป็นการแสดงออกทางการเมือง แต่ประการใด ท่านประธานเข้าใจนะครับ ผมไม่อยากจะลงรายละเอียดมากเดี๋ยวจะ กลายเป็นเรื่องลงไปในเนื้อหาสาระ นี่ก็เป็นประเด็นที่ต้องสอบถาม
ประเด็นสุดท้ายครับ ที่ท่าน ส.ส. อรรถวิชช์ได้ทักท้วงนี้ ผมกราบเรียน ข้อเท็จจริงต่อท่านประธาน ในการพิจารณาในมาตรา ๓ นี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ขอให้ที่ประชุมยุติการอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับมาตรา ๓ แล้วก็บอกว่ากรรมาธิการท่านใด มีข้อเสนอว่า มาตรา ๓ ควรมีบทบัญญัติอย่างไร ให้มีการเสนอ ท่านแรกที่มีการเสนอก็คือ ท่านรองประธานประยุทธ์ ศิริพานิชย์ หลังจากนั้นก็มีเพื่อนสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการ อีกหลายท่านเสนอคําแปรญัตติ เช่นตัวกระผมเอง เช่นอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ อย่างนี้ เป็นต้นครับ ไม่ปรากฏว่ามีเพื่อนสมาชิกกรรมาธิการที่ต่อมาอ้างว่าตนเป็นเสียงข้างมากนี้ เสนอคําแปรญัตติ ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านประธานก็นึกออกนะครับ ว่าเมื่อถึงเวลาการลงมติ ทางเลือกต่อคณะกรรมาธิการจึงมีเฉพาะคําแปรญัตติ หรือข้อเสนอของกรรมาธิการที่ ท่านประธานขอให้ลงมติ ก็เป็นอย่างที่คุณอรรถวิชช์ได้พูด ก็คือว่าบรรดากรรมาธิการ ขอประทานโทษนะครับ จากพรรคเพื่อไทย ยกเว้นคุณวรชัย ก็ลง มติให้กับท่านรองประธานประยุทธ์ ศิริพานิชย์ จึงบอกว่าท่านเหล่านี้คือเสียงข้างมาก แต่เป็น เรื่องซึ่งผมมั่นใจว่าไม่เคยปรากฏมาก่อนครับ พอข้อเสนอของคุณประยุทธ์กลายเป็นเสียงข้าง มาก กลับปรากฏว่าคนที่บอกว่าเป็นเสียงข้างมากขอยกมือสงวนความเห็นครับ จึงกลายเป็น ว่ากรรมาธิการเหล่านี้มีสิทธิ ๒ ครั้งนะครับ จะให้ใครเป็นเสียงข้างมากก็ให้ไปแล้วและนับ ตัวเองเป็นเสียงข้างน้อยด้วยครับ มีกรรมาธิการที่แสดงเจตนาสงวนความเห็นหลังจากลงมติ ให้กับร่างของคุณประยุทธ์ ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับถึง ๑๒-๑๓ ท่านครับ ถ้าท่านประธาน ไม่เชื่อผมมีบันทึกการประชุมที่เป็นเสียง นับตั้งแต่ที่ท่านประธานขอมติ แล้วหลังจากนั้นว่า มีใครบ้างขอสงวนความเห็น เพียงแต่ว่าตอนหลังนี้มีการมาขอถอนสงวนความเห็นของ บางท่าน แต่ประเด็นที่ท่านประธานยังต้องวินิจฉัยก็คือว่าการประชุมและรายงานของ กรรมาธิการชอบหรือไม่ครับ ที่จะมีกรรมาธิการเป็นได้ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยครับ นี่คือประเด็นที่มีการทักท้วงทั้งหมดที่จะขอบันทึกไว้ว่าการทํางาน กระบวนการของการตรา พระราชบัญญัตินี้ถ้าไม่มีการแก้ไขในประเด็นเหล่านี้กระผมถือว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่ชอบด้วยข้อบังคับครับ ท่านประธานกรุณาวินิจฉัยครับ