สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๖

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเรียกร้องการสนับสนุนให้สภาแห่งนี้พิจารณาและอนุมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขร่างกฎหมายนี้เพื่อปกป้องสิทธิของบุคคลจากการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เหมาะสม และเพิ่มบทบาทของคณะกรรมการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมพร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ อีก ๑๙ ท่าน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยได้เสนอต่อท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔ หรือเมื่อ ๒ ปีกว่ามาแล้ว แล้วก็ ได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีลงนามรับรองเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ การเงิน เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๖ ผมใช้เวลายาวนานมากในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ จริง ๆ แล้วเมื่อสภาสมัยที่แล้วผมก็ได้หยิบยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาแล้วก็ เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าสภาชุดที่แล้วก็สิ้นวาระเสียก่อน ไม่มีโอกาสได้ หยิบยกขึ้นมาพิจารณา มาสมัยประชุมนี้ มาสมัยสภาชุดนี้ก็ได้เสนอตั้งแต่วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๔ ดังที่นําเรียนกับท่านประธานและพยายามที่จะนําเสนอเพื่อที่จะขอความเห็นชอบ ให้สภาแห่งนี้ได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งที่เรากําลังถกเถียงกันว่าระหว่าง พระราชบัญญัติปรองดอง ๔ ฉบับที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระกับเรื่อง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. .... นั้นอันไหนจะสําคัญกว่ากัน แต่ผมแพ้โหวตในวันนั้น ก็ไม่ได้มีการ หยิบยกมา แต่ว่า พ.ร.บ. ปรองดอง ๔ ฉบับนั้นก็ยังเห็นค้างอยู่นี่ครับ วันนี้ พ.ร.บ. คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. .... ก็ขึ้นมาตามลําดับแล้วก็ได้พิจารณาก่อนจนได้

กราบเรียนท่านประธานว่าหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่กระผมจะนําเรียนโดยหลักการก็คือ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เหตุผลก็เหมือนกับที่ท่านรัฐมนตรีได้หยิบยกมานําเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสักครู่นี้ครับ แต่ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายแล้วก็แสดงสาระสําคัญของร่างกฎหมาย ที่กระผมได้นําเสนอและแตกต่างกับที่รัฐบาลได้นําเสนอ ประเด็นก็คือว่าความสําคัญของ กฎหมายฉบับนี้เรามีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือ ไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าจะด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิด หรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียงหรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทํามิได้เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง จากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตน ทั้งนี้ตามที่กฎหมาย บัญญัติ เรายังไม่มีกฎหมายที่จะบัญญัติเพื่อปกป้อง เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ นอกจากมาตรา ๓๕ แล้ว ในมาตรา ๕๖ ก็ยังระบุชัดว่า เราจะต้องมีกฎหมายขึ้นมาบัญญัติเพื่อคุ้มครองในเรื่องของสิทธิข้อมูลข่าวสารในเรื่องนี้ด้วย ระบุไว้อย่างนี้ครับ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัย ของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูล ส่วนบุคคล ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เราได้มีกฎหมายบัญญัติมาแล้วนะครับ เรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. .... นั่นฉบับหนึ่ง ให้สิทธิเสรีภาพ ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่ว่าในเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลเรายังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจน ที่เป็นการเฉพาะเพื่อมาดูแลในเรื่องนี้ กราบเรียนกับท่านประธานว่าปัญหาการละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมันมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เปิดโอกาสให้มีการเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทําของการละเมิดในเรื่องนี้ได้ แต่ว่ากฎหมายที่มีอยู่ก็ยังไม่ครอบคลุมกว้างขวางเพียงพอสําหรับในเรื่องของข้อมูล ส่วนบุคคล ประเด็นที่ยังไม่มีการครอบคลุมไปถึง เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศ ความเป็นอยู่ส่วนตัวอันไม่พึงเปิดเผย เรื่องของประวัติอาชญากรรมหรือกิจกรรมส่วนตัวใด ๆ ที่ควรปกปิดไว้เป็นความลับ ท่านประธานจะเห็นว่าปัจจุบันนี้เรามีการนําข้อมูลส่วนบุคคล จํานวนมากที่ออกมาเผยแพร่ผ่านทางสื่อสาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ ตามความก้าวหน้า ของเทคโนโลยี โดยที่ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคลและมิได้รับการยินยอม จากเจ้าของข้อมูลหรือเจ้าตัว พูดง่าย ๆ ว่าอย่างนั้น การละเมิดในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งในการหารือของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ก็หยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาว่าอยู่ ๆ ก็มีการเอาข้อมูลของใครก็ไม่รู้มาเปิดเผย ทั้งภาพที่ไม่สมควร ที่จะเปิดเผย ภาพที่ถ่ายกันเป็นการส่วนตัวแล้วก็มาเผยแพร่เหล่านี้เป็นต้น ข้อมูลส่วนบุคคล เหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครอง ไม่ได้รับการปกป้อง และก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างของรัฐบาลนั้นมีข้อยกเว้นอยู่ ๓ เรื่อง ในเรื่องของการที่จะ ไม่ให้ไปใช้บังคับในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลก็คือหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่รัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ นั่นเรื่องหนึ่ง

เรื่องที่ ๒ ก็คือบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประโยชน์ ส่วนตนเท่านั้น โดยมิให้ผู้อื่นใช้หรือเปิดเผยต่อผู้อื่น

เรื่องที่ ๓ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ทําหน้าที่ในกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรมหรืองานวรรณกรรมเท่านั้น นี่คือข้อกําหนดว่ากฎหมายนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึง แต่ท่านประธานครับ เมื่อไปดูในเนื้อหาของร่างของรัฐบาลที่นําเสนอ อย่างน้อยที่สุดใน ๒ เรื่องนี้ ถูกละเมิดไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างครอบคลุมกว้างขวางเพียงพอคืออย่างน้อย ๒ ประเด็น ผมจึงได้ยกร่างแล้วก็นํามาเปรียบเทียบ ซึ่งต้องขอบคุณทางฝ่ายวิชาการของสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ทําตารางเปรียบเทียบให้เห็นว่าร่างของรัฐบาลและร่างของกระผมนั้นมีความแตกต่างกัน ในสาระสําคัญอย่างไร กราบเรียนท่านประธานว่าผมมีประเด็นที่แตกต่าง แล้วก็อยากที่จะให้ เพื่อนสมาชิกได้ขบคิดพิจารณาเพื่อนําไปสู่การพิจารณาในวาระที่สองในชั้นกรรมาธิการต่อไป รวมทั้งการแปรญัตติตามสิทธิต่อไป ผมมีอยู่ ๗ ประเด็นนะครับที่มีความแตกต่าง

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของนิยามในเรื่องของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ในร่างของรัฐบาลนั้นบอกว่า ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่าผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ ในการเก็บรวบรวม ควบคุมการใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ นั่นก็คือเฉพาะผู้มีหน้าที่เท่านั้น แต่ท่านประธานครับ โลกที่มันก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีผู้คนจํานวนมากที่ไปเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของคนที่อยู่ในประเทศนี้ไว้โดยไม่มีหน้าที่ จะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือจะเป็นภาคเอกชนหรือจะเป็นบุคคลทั่วไปก็ตาม คนเหล่านี้ ถ้าหากว่ากฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง ควบคุมไปไม่ถึง เขาเหล่านั้นจะเป็นผู้ละเมิดข้อมูล ส่วนบุคคลไม่รูปแบบใดก็รูปหนึ่งในวันข้างหน้า กระผมจึงต้องเพิ่มเติมในนิยามคําว่า ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ว่า และให้หมายรวมถึงผู้ใดที่เก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลด้วย ผมจําเป็นที่จะต้องให้บุคคลที่เก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ที่ไม่ได้มีหน้าที่นี่ละครับต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ด้วย เพราะผู้ที่จะควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามกฎหมายนี้ต้องมีโทษหากว่าละเมิดบทบัญญัติในกฎหมายข้อใดข้อหนึ่งในกฎหมายฉบับนี้ บางบทบัญญัติในเรื่องของโทษนั้นรุนแรงถึงขั้นจําคุกนะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราไม่จํากัด คนที่ควบคุมหรือเก็บรวบรวมข้อมูลไว้แล้วใช้ไปโดยที่กฎหมายไม่ได้ควบคุมนั้นจะเป็น อันตรายอย่างยิ่งนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ซึ่งผมจะไม่ใช้เวลามาก แต่ว่าจะเอาเฉพาะประเด็นสั้น ๆ เพื่อนําเรียนกับเพื่อนสมาชิกและท่านประธาน ก็คือว่าในเรื่องขององค์ประกอบกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ คือในกฎหมายฉบับนี้เราให้มีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งนะครับ เรียกว่า คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คณะกรรมการนี้มีรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้เป็นประธานกรรมาธิการ ซึ่งก็เข้าใจว่าในวันข้างหน้าก็คงเป็นรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี มีกรรมการโดยตําแหน่ง มีกรรมการผู้แทนคุ้มครองผู้บริโภค และให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ในร่างของรัฐบาลนั้นบอกว่า ให้แต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและเทคโนโลยีด้านละ ๒ คน อย่างน้อยต้องแต่งตั้งจากภาคเอกชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง แต่ในร่างของกระผมต้องการให้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้นมาจากองค์ประกอบที่หลากหลายและสามารถที่จะดูแลคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลได้ครอบคลุมกว้างขวางก็คือว่าให้แต่งตั้งจากผู้มีประสบการณ์ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านเทคโนโลยี ด้านคุ้มครองผู้บริโภค และด้านการส่งเสริม สิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้านละ ๑ คน ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่าในการนําข้อมูล ส่วนบุคคลไปเปิดเผยต่อสาธารณะนั้นบางครั้งมีความจําเป็น มีความจําเป็นเพื่อประโยชน์ของ สาธารณะ และแน่นอนที่สุดถ้าคนที่เข้ามาดูแล กํากับ ควบคุม ไม่เข้าใจในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพในเรื่องนี้ก็อาจจะมีการนํากฎหมายฉบับนี้ไปบังคับใช้โดยที่ไม่ได้มองที่เจตนาของ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับสาธารณะ ซึ่งผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็น ในมาตราหลัง ๆ ว่าร่างของรัฐบาลบางมาตรานั้นไปละเมิดในส่วนนี้

ประเด็นที่ ๓ เรื่องของอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๑ ผมได้เพิ่มเติมว่า คณะกรรมการจะต้องมีหน้าที่ในการให้คําแนะนําและคําปรึกษา เกี่ยวกับการดําเนินการใด ๆ ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การส่งเสริมการพัฒนา เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงรณรงค์ส่งเสริมให้สังคมเกิดความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อันนี้เป็นหน้าที่ที่มี ความสําคัญ แล้วผมก็ไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าเมื่อมีกฎหมายฉบับนี้แล้ว ถ้าคณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ทําหน้าที่ในการทําให้สังคมนี้ตระหนักในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคลนี้ว่ามีความสําคัญ ใครจะทําหน้าที่ตรงนี้

ท่านประธานที่เคารพ มีหน่วยงานของรัฐหรือว่าผู้ที่ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ไว้จํานวนมาก มีการใช้ข้อมูลไปในทางอาจจะสะเพร่า อาจจะไม่มีเจตนา แต่ว่าส่งผลเสียหาย ร้ายแรง ผมยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราส่งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เราต้องกรอก รายละเอียดลงไปจํานวนมาก ทั้งข้อมูลส่วนตัวของเรา ชื่อพ่อ แม่ พี่ น้อง เลขบัตรเครดิต รวมทั้งทรัพย์สินรายละเอียดต่าง ๆ มากมาย ในช่วงก่อนหน้านี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งจะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง จะต้องเอาบัญชีทรัพย์สินไปเปิดเผยต่อ สาธารณะ สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ (Web site) ของ ป.ป.ช. แล้วสามารถเข้าไปดูได้ ทั้งหมดเลย แม้กระทั่งว่าเลขบัญชี เลขบัตรเครดิต ชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปีเกิดทั้งหมด เหล่านี้ ถามว่าข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยกับสาธารณะแล้วเป็นผลร้ายกับเจ้าของข้อมูลนี้ไหมครับ แน่นอน บอกว่าเป็นการเปิดเผย จริงใจกับสาธารณะ แต่ว่าคนที่คิดร้ายละครับ อาชญากร ทางเศรษฐกิจ พวกนักต้มตุ๋นทั้งหลายที่หวังจะใช้ข้อมูลจากบัตรเครดิตของเราไปใช้ในทาง ที่มิชอบ เขาสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้ น่ายินดีที่ผมได้นําเรื่องนี้ไปพูดคุย หารือในหลายวาระหลายโอกาสกับสํานักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เขาก็ไปแก้ไขในส่วนนี้ว่า ในบางประเด็นไม่เปิดเผย เปิดเผยเฉพาะสาระสําคัญที่สาธารณะควรจะรับรู้อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการสร้างความตระหนักรู้เหล่านี้มันมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ก็จําเป็นจะต้องให้ เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

ในประเด็นที่มีความแตกต่างจากร่างของรัฐบาล ก็คือว่าอีกประเด็นหนึ่ง ในประเด็นที่ ๔ ก็คือในมาตรา ๑๙ ซึ่งของผมตัดเรื่องของการเก็บรวบรวมการใช้หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความ ยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล นั่นก็คือเรื่องเป็นไปเพื่อประโยชน์เกี่ยวกับชีวิต สุขภาพ หรือความปลอดภัยของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล อันนี้ให้ผู้มีหน้าที่เขาสามารถ ที่จะไปเก็บรวบรวม ไปใช้ ไปเปิดเผยได้โดยที่ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลประวัติการตรวจสุขภาพเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วย เขาสามารถ ที่จะเอาไปเก็บได้ เอาไปใช้ได้ ไปเปิดเผยได้ ท่านประธานครับ ข้อมูลเหล่านี้เป็นความลับของ แต่ละบุคคล บางทีความเจ็บป่วยของแต่ละคนเขาไม่เปิดเผยหรอก แต่ว่าเมื่อไปเขียนไว้ แบบนี้ ไปยกเว้นไว้แบบนี้ นี่คือสิทธิส่วนบุคคลของคนส่วนนี้ถูกละเมิดแล้ว ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานเห็นนะครับ เมื่อก่อนนี้สภาผู้แทนราษฎรเรานี่เวลาจะไปเบิกค่า รักษาพยาบาลก็ให้เขียนรายละเอียดว่าไปรักษาที่ไหน ด้วยโรคอะไร เป็นเงินเท่าไร วันที่เท่าไร เขียนเสร็จก็เซ็นชื่อรับเงินไป คนที่มาเขียนต่อก็อ่านดูข้างบน อ๋อ หมอนี่ เพื่อนเรา สมาชิกคนนี้ไปรับการรักษาพยาบาลด้วยโรคนี้ มาเมื่อวันที่เท่านี้ ที่โรงพยาบาลนี้ เบิกเงิน ไปเท่าไร ถามว่าข้อมูลเหล่านี้ควรจะเป็นความลับไหมครับ ลับ ไม่ลับ ไม่รู้ละครับ แต่ว่ามัน ไม่ควรจะให้คนอื่นรู้เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอย่างนี้เป็นต้น ผมถึงบอกว่าข้อมูลที่เกี่ยวกับ ชีวิตสุขภาพเป็นเรื่องที่จําเป็นที่จะต้องปกปิดไว้ และในหลักการในเหตุผลที่ท่านรัฐมนตรี ได้หยิบยกมาก็พูดถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะว่าเราจะต้องได้รับการคุ้มครองในเรื่องนี้นะครับ

ในประเด็นที่ ๕ เรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งบัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๒ ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทําการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยตรง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่สิ่งที่ร่างของรัฐบาล นําเสนอ ก็คือว่าเป็นซึ่งได้จากการดูหรือการสังเกตการณ์จากการแสดง การกีฬา หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกัน เมื่อบุคคลที่ถูกเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นได้ปรากฏตัว หรือเข้าร่วมในกิจกรรมนั้นด้วยความสมัครใจ และกิจกรรมนั้นเป็นกิจกรรมที่เปิดเผย ต่อสาธารณะ เราก็พบเห็นอยู่เสมอในข่าวบันเทิง ในข่าวกีฬาต่าง ๆ เราจะเห็นภาพที่ เจ้าของภาพเขาไม่ปรารถนาที่จะให้นําไปเผยแพร่ แต่เรามีผู้มีอาชีพประเภทปาปารัสซี (Paparazzi) ประเภทช่างภาพอิสระ ประเภทสื่อมวลชนอิสระเข้าไปเฝ้าสังเกตการณ์ดู แล้วก็ถ่ายภาพเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นแล้วมาเผยแพร่ สิ่งที่ผมกังวลก็คือว่าถ้าเขาทํา โดยสุจริตและได้มาซึ่งภาพเหล่านั้นโดยการเปิดเผยก็น่าที่จะเป็นข้อยกเว้นได้ ก็เลยเขียนไว้ บอกว่า ต้องเป็นสิ่งที่ซึ่งได้จากการดูหรือการสังเกตโดยเปิดเผยและสุจริต เช่น ช่างภาพกีฬา ไปถ่ายยิมนาสติก (Gymnastic) ในยุคหนึ่งเราเคยวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าไปถ่ายแล้ว ไปเน้นในเรื่องของเรือนร่างที่ไม่เหมาะสม แล้วก็นําไปเผยแพร่ โดยที่ตัวนักกีฬาเขาไม่ได้ ปรารถนาให้ภาพนั้นไปเผยแพร่ หรือภาพหลุดต่าง ๆ ของดารานักแสดงต่าง ๆ นั่นเป็นสิ่งที่ จะต้องได้รับการคุ้มครอง เพราะฉะนั้นการเปิดเผยโดยสุจริตนั้นต้องมาเป็นลําดับ ๑ นอกจากนั้นในข้อยกเว้นผมคิดว่าในสิ่งที่ร่างของรัฐบาลบอกว่าเป็นสิ่งจําเป็นเพื่อใช้ ประกอบการพิจารณาการตัดสินความเหมาะสมของบุคคลในการที่จะได้รับรางวัลเกียรติยศ หรือผลประโยชน์อื่นในลักษณะคล้ายคลึงกัน อันนี้เขาไม่ให้ผู้ควบคุมเข้าทําการควบคุม ยกเว้นในเรื่องนี้นะครับ แต่ว่าผมได้เปลี่ยนข้อความจากความเหมาะสมของบุคคลเป็นความ เหมาะสมของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล นั่นหมายความว่าเราจําเป็นที่จะต้องขออนุญาต เจ้าตัวเขาก่อน ก่อนที่จะเอาไปใช้ทําอะไรทั้งหลายทั้งสิ้นนะครับ จําเป็นนะครับ นี่เป็นประเด็นที่ ๕

ประเด็นที่ ๖ นะครับ เหลืออีก ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๖ ก็คือการเพิ่มบทบาท ของคณะกรรมการในมาตรา ๒๓ ในมาตรา ๒๓ เขาบอกว่า ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอันมีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้นะครับ ก็มีเรื่อง ของพฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม เรื่องที่จะทําให้เป็นผลร้ายก่อให้เกิดการ เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือก่อให้เกิดความรู้สึกในการเลือกปฏิบัติ และ ๓. คือข้อกําหนดอื่นตามที่ กําหนดไว้ในกฎกระทรวง ผมคิดว่านั่นเป็นการโยนบทบาทให้กับส่วนราชการ แต่เมื่อเรามี คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว การมีข้อกําหนดอื่นหรือข้อมูลอื่นที่ห้ามมิให้ ผู้ควบคุมทําการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลต้องเป็นอํานาจของคณะกรรมการ คณะกรรมการสามารถไปประกาศกําหนดมากกว่าที่จะให้เป็นกฎกระทรวงนะครับ

ประเด็นสุดท้าย ก็คือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งกําหนดไว้ ในมาตรา ๕๘ เรียนกับท่านประธานว่าในมาตรา ๕๘ ร่างของรัฐบาลบอกว่า ผู้ใดกระทํา การใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์อันไม่ชอบ ด้วยกฎหมายหรือเพื่อให้ผู้อื่นเสียหายต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และในวรรคสองร่างของรัฐบาลไปเขียนไว้อีกว่า ถ้าการ กระทําตามวรรคหนึ่งเป็นการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลทางสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ หมายความว่าถ้าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อสารมวลชนไปกระทําอันขัดกับมาตรา ๕๘ ในวรรคหนึ่ง โทษหนักขึ้นไปอีก คนอื่นเขาถูก จําคุก ๓ ปี ถ้าเป็นสื่อมวลชนติดคุก ๕ ปี คนอื่นเขาถูกปรับ ๖๐,๐๐๐ บาท อันนี้ปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ผมคิดว่านี่เป็นข้อความที่มีความอ่อนไหวมาก และไม่ได้ เป็นการส่งเสริมให้สื่อสารมวลชนได้ทําหน้าที่ในการใช้จรรยาวิชาชีพของตัวเอง เพราะ แน่นอนครับท่านประธาน อย่างที่เรียนในตอนต้นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลบางเรื่อง เช่น ผู้ประกอบอาชญากรรม นักโทษคดีต่าง ๆ หรือผู้ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศ ต่อความมั่นคง ของประเทศ ข้อมูลส่วนบุคคลบางข้อมูลจําเป็นที่จะต้องเปิดเผยให้สาธารณะได้รับทราบ เรื่องนี้เราเคยได้ถกเถียงกันมาในหลายวาระ ในร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ข้ามชาติ ผมก็ได้มีส่วนเป็นคณะกรรมาธิการก็ได้หยิบยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นมาว่า เป็นความจําเป็นที่สาธารณะจะต้องรับรู้ถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ร้ายเหล่านี้เพื่อให้สังคม ได้ช่วยกันติดตาม ได้ช่วยกันตระหนัก แต่ว่าการไปเขียนในลักษณะเช่นนี้มันเป็นการตัดทอน การทําหน้าที่ของสื่อสารมวลชนที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาวิชาชีพของตัวเองโดยสุจริต เพราะฉะนั้นในวรรคสองของรัฐบาลผมก็ไม่มีในร่างของกระผม

ผมคิดว่าทั้ง ๗ ประเด็นที่กระผมได้นําเรียนกับท่านประธานมานี้ก็เพื่อให้ กฎหมายนี้ซึ่งกว่าที่จะได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใช้เวลายาวนานมาก ผ่านสภามา ๒ สมัยตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ก็ไม่มีโอกาสหยิบยกขึ้นมาพิจารณาสักที วันนี้เมื่อมีโอกาสได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาแล้วก็อยากจะให้ร่างกฎหมายที่เข้าสู่การประชุม แล้วก็จะผ่านไปในชั้นต่าง ๆ ได้มีความสมบูรณ์ และพวกเราก็จะได้มีหลักประกันให้กับ พี่น้องประชาชนในเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้รอบคอบรัดกุมมากขึ้น แล้วก็เกิดประโยชน์กับสังคมอย่างแท้จริงครับ ผมจึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. .... ให้ที่ประชุมได้พิจารณา ขอบคุณครับ