อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความกังวลเกี่ยวกับพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยระบุว่ากฎหมายนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม และเรียกร้องการปรองดอง การหยุดยั้งการนิรโทษกรรม และการแสวงหาทางออกให้กับประเทศ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่กระผมได้เสนอให้มีการเลื่อนการพิจารณา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมตามที่มีการเสนอเข้ามานั้น กระผมคิดว่าในใจของท่านประธานเอง คงทราบดีไม่ต่างจากคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศนี้ วันนี้ท่านประธานก็ต้องยอมรับนะครับ ท่านประธานก็อยู่ในสภานี้มากว่า ๒๐ ปี การประชุมสภาผู้แทนราษฎรแต่ละครั้ง เราทราบครับว่าบรรยากาศการประชุมมันสะท้อนภาวะบ้านเมืองอย่างไร จริงอยู่ครับ เวทีของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีที่มีคนต่างความคิดเข้ามาพิจารณาและมีความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน โอกาสการกระทบกระทั่ง โอกาสของการที่จะเกิดความขัดแย้ง มันมีเสมอครับ ไม่ใช่เฉพาะในสังคมไทย แต่ว่าในสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก แต่ใน ๒๐ กว่าปีของท่านประธาน ท่านก็จะทราบครับว่าเวลาที่บ้านเมืองมีความขัดแย้ง ในเชิงวิกฤตและมาเกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรนี้เราก็จะเห็นบรรยากาศ เหมือนกับที่เราเห็นรอบ ๆ สภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในช่วงต้นบ่ายมีการทักท้วงเรื่องการถ่ายทอดสด มีการทักท้วงเกี่ยวกับเรื่องของผู้ช่วย ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ชํานาญการ ผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร ได้หรือไม่ ผมเองไม่ได้อยากท้วงติงท่านผู้ทําหน้าที่ประธานในขณะนั้น ซึ่งพยายาม จะอธิบายว่าก็เป็นเรื่องการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่บ้าง เป็นเรื่องที่ทํามาตามปกติบ้าง กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าลึก ๆ ในใจพวกเราทุกคนวันนี้มีใครบ้างครับ ที่กล้าพูดว่ากฎหมายฉบับนี้ที่เสนอเข้ามาในบรรยากาศอย่างนี้เหมือนการพิจารณา กฎหมายปกติทั่วไป การเสนอกฎหมายทํานองนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เกิดความวุ่นวาย ในสภาผู้แทนราษฎรจนเป็นที่ทราบกันดีครับว่าเกิดปัญหามากมาย จนในที่สุด ก็ต้องมีการระงับกันไป ผลพวงจากเหตุการณ์นั้นก็ยังตกทอดมาถึงทุกวันนี้ครับ เพราะทั้งผู้สนับสนุน ทั้งผู้คัดค้านก็ต่างมีความรู้สึกที่มีความรุนแรง และท่านประธาน ก็จะเห็นว่าพอเรื่องนั้นถอนออกไป หยุดไป บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยเป็นส่วนใหญ่ เป็นปกติ พวกกระผมเองทําหน้าที่ฝ่ายค้านมักจะถูกพาดพิงว่าทําไมไม่รอให้ถึงการเลือกตั้ง ครั้งหน้าแล้วก็มาว่ากัน ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่า ๒ ปีที่ผ่านมาพวกกระผมก็พิสูจน์ นะครับว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลไปลงพื้นที่ที่ไหน อย่างไร เราพูดเสมอกับผู้สนับสนุน ของฝ่ายเราว่าอย่าไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พวกเรา พูดเสมอว่ามีนโยบายสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้เราจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือทําแล้ว เกิดความเสียหายมากมาย จะเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจ จะเป็นเรื่องเงินกู้ จะเป็นเรื่องข้าว จะเป็นเรื่องน้ํา เราคัดค้านอย่างไร แต่เราก็เคารพว่าเสียงข้างมากที่พรรคเพื่อไทยได้มา ก็เป็นความชอบธรรมในการที่จะผลักดันนโยบายเหล่านั้น แล้วก็ต้องรับผิดชอบกับผลพวง นโยบายที่เกิดขึ้น แต่กรณีของกฎหมายนิรโทษกรรมที่ว่านี้ครับ ผมพูดตั้งแต่นับคะแนน เลือกตั้งยังไม่เสร็จเลยครับ ท่านประธานครับ ตอนที่ผมได้แสดงท่าทียอมรับความพ่ายแพ้ ในการเลือกตั้ง ผมก็บอกว่าพวกกระผมก็จะเคารพการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน แต่ในช่วงระหว่างการหาเสียงมีการพูดเรื่องนิรโทษกรรม และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในขณะนั้นยืนยันว่าไม่ได้เป็นนโยบายของพรรค มีการปฏิเสธ ผมก็บอกว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งผมรู้ว่าจะสร้างความขัดแย้งอย่างสูงในสังคม และพวกกระผมก็ต้องคัดค้าน ปมนี้มันชัดเจนมาโดยตลอด และถ้าจะบอกว่ารัฐบาลไม่คิดว่ามันเป็นเช่นนี้ก็ต้องถามว่า เหตุผลกลใดละครับ รัฐบาลจึงต้องประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง ประกาศพื้นที่ เหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงใน ๓ เขตปกครองในกรุงเทพมหานคร ในช่วงระหว่าง ที่กฎหมายนี้จะมีการพิจารณา และพื้นที่ที่ประกาศก็คือพื้นที่รอบ ๆ อาคารรัฐสภาแห่งนี้ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ แล้วท่านประธานก็จะเห็นครับ มีการระดมกําลังเจ้าหน้าที่ มามากมาย มีการสร้างสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เพื่อที่จะไม่ให้การสัญจรเข้าหรือออกจากพื้นที่นี้ เป็นไปโดยสะดวก เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่พยายามจะบอกว่านี่เป็นเพียงกฎหมายฉบับหนึ่ง เป็นเรื่องปกติ ผมกราบเรียนท่านประธานว่ากําลังหลอกตัวเอง และกําลังนําพาประเทศเข้าสู่ ความสุ่มเสี่ยงในหลายด้าน ผมจะใช้เหตุผลสั้น ๆ เท่านั้นละครับในการอภิปรายว่าทําไมจึง ควรจะเลื่อน ๒ เหตุผล และจริง ๆ แล้วมันควรจะมีคําตอบจากนายกรัฐมนตรี
ประเด็นแรกที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ปกติแล้วการพิจารณากฎหมายก็ถือเป็นเรื่องภายในประเทศ ถือเป็นเรื่องภายในประเทศ แล้วก็เรามักจะไม่เห็นการไปพูดถึง พาดพิง หรือก้าวก่ายการพิจารณากฎหมายหรือนโยบาย สิ่งหนึ่งสิ่งใดของประเทศอื่น ๆ แต่วันนี้เราได้ยินเสียงสะท้อนจากต่างประเทศ ตอนแรกก็เป็น องค์กรภาคเอกชนครับ อาจจะเป็นองค์กรอย่างเช่น ฮิวแมน ไรท์ส วอทช์ (Human Rights Watch) หรืออาจจะเป็นองค์กรอย่างเช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ซึ่งอันนั้นก็อาจจะโต้แย้งกันได้ครับว่าเป็นธรรมดานะครับ บางทีเอ็นจีโอ (NGO) ในระดับสากลเขาก็เคลื่อนไหวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่น ๆ แต่ว่า เมื่อวานนี้ครับ องค์กรของสหประชาชาติออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งผม ทราบดีครับ ใครอาจจะบอกว่ายูเอ็น (UN) ไม่ใช่พ่อ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าประเทศไทยก็มี ข้อผูกพันและเป็นสมาชิกขององค์กรสหประชาชาติ การที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ (UNHCR) คือยูเอ็น ไฮ คอมมิสชันเนอร์ ฟอร์ ฮิวแมน ไรท์ส (UN High Commissioner for Human Rights) ได้ให้โฆษกออกมาแถลงถึงการพิจารณากฎหมายฉบับนี้มันมีความสําคัญ เพราะอย่าลืมว่า การแถลงนี้ก็อ้างอิงอยู่กับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเอกสารหลัก ด้านสิทธิมนุษยชนฉบับแรกที่ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติให้การรับรองตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ และประเทศไทยก็เป็นผู้ออกเสียงสนับสนุน สิ่งที่สําคัญก็คือว่าปฏิญญานี้ สะท้อนให้เห็นครับว่าสหประชาชาตินั้นถือเป็นหน้าที่โดยตรงว่าเขาต้องดูแลและกํากับ ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน เพราะนั่นคือมาตรฐานของสากล เป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใด แล้วในกฎบัตรสหประชาชาติก็ระบุเอาไว้ชัดเจนครับว่า รัฐสมาชิก ต้องมีการส่งเสริมความเคารพและการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน จนต่อมาเขาจึง ตั้งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติขึ้น เพื่อมีการนําเสนอว่าในประเทศใดมีการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนบ้าง และรัฐสมาชิกได้จัดการกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ คําแถลงของเขาเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคมปีนี้ ก็คือเมื่อวานนี้ครับ เขาระบุชัดเจนเลยว่าเขามีความห่วงใยต่อร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งกําลังจะเข้าสู่ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยเขาบอกว่าถ้าได้รับความเห็นชอบจะเป็น การนิรโทษกรรมบุคคลซึ่งได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ เขายังกล่าวอ้างอิงต่อไปด้วยครับว่าหลังจากเหตุการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น รัฐบาลในขณะนั้นได้ตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อความปรองดอง ก็คือคณะกรรมการที่เราเรียกย่อ ๆ ว่า คอป. ซึ่งได้มีการนําเสนอ รายงานขั้นสุดท้ายต่อรัฐบาลในรัฐบาลนี้เรียบร้อยแล้ว และมีข้อค้นพบจากหลักฐานต่าง ๆ ว่ามีความจําเป็นที่จะต้องเข้ามาทําให้เกิดความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ เกิดขึ้น ไม่ว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นจะก่อขึ้นโดยฝ่ายรัฐหรือโดยฝ่าย ผู้ชุมนุมก็แล้วแต่ เขาใช้คําว่า เขาย้ําเตือนให้รัฐบาลนั้นได้ดําเนินการตามข้อเสนอแนะ ของ คอป. และสร้างความมั่นใจว่าใครก็ตามที่ได้กระทําการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นจะต้องรับผิดชอบ จากการกระทําของตน และเขาบอกว่าหากไม่มีการดําเนินการเช่นนี้ก็จะเป็นการสร้าง บรรทัดฐานในเรื่องนี้ในประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลจะมีความเห็น ต่อเรื่องนี้อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่เห็นด้วยกับเขาจริง ๆ ก็คงต้องใช้เวลาในการที่จะชี้แจง ทําความเข้าใจ แต่รัฐบาลเพิกเฉยไม่ได้ และไม่สมควรจะเพิกเฉยต่อการแสดงความคิดเห็น เช่นนี้จากองค์กรของสหประชาชาติ แล้วก็เป็นประเด็นที่องค์กรอื่น ๆ รวมทั้งกระแส การคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ก็อยู่บนพื้นฐานตรงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือกลุ่มคนซึ่งได้รับ ผลกระทบโดยตรง เช่น ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของ ผู้ชุมนุมที่เสียชีวิต หรือครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิต รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภาว่า จะผลักดันในเรื่องของความปรองดองโดยสนับสนุนการทํางานของ คอป. ซึ่งเป็นที่รับรู้ รับทราบไปถึงองค์กรสหประชาชาติ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีจะบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเพราะเสนอโดยสมาชิกไม่ได้ครับ ความจริงพวกกระผมบอกไม่ได้ตั้งแต่ ก่อนหน้านี้ที่ท้วงติงว่ามันมีลักษณะเป็นกฎหมายการเงินด้วย แต่มันยิ่งกว่านั้นก็คือว่า มันนําไปสู่คําถามที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลและประเทศไทยจากสหประชาชาติ นี่คือเหตุผล ที่กระผมกราบเรียนว่าทําไม กระผมคิดว่าการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ยังไม่เหมาะสมครับ
ประการที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนก็คือเรื่องภายในของประเทศของเราเอง บรรยากาศของการคัดค้านซึ่งทําให้คนในประเทศหลายภาคส่วนวิตกกังวลว่าจะนําไปสู่ ความรุนแรงอย่างมาก มันไม่ได้หมายความว่าเรื่องนิรโทษกรรมนี้พูดคุยกันไม่ได้ แต่หลัก ก็เหมือนกับที่ผมพูดเมื่อสักครู่เกี่ยวกับองค์กรสหประชาชาติ เราบอกว่าถ้ามันมีกฎหมาย ที่มีเจตนาในการที่จะนิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองที่เป็นความผิดทางการเมือง ตามนิยามของสากลจริง ผมเคยพูดหลายครั้ง หลายเวทีว่าพวกกระผมไม่ได้คัดค้าน ใครใช้ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานอยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ แต่ด้วยสถานการณ์นําไปสู่การละเมิด กฎหมาย พวกกระผมก็บอกว่าพร้อมที่จะพิจารณาดูแลคนเหล่านั้น แต่สิ่งที่พวกเรารับไม่ได้ ก็คือการใช้กฎหมายนิโทษกรรมโดยขยายขอบเขตไปถึงบุคคลซึ่งมีเจตนาในการกระทําผิด กฎหมาย ไม่ว่าการกระทําผิดกฎหมายนั้นจะอ้างว่าเป็นเรื่องของมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือไม่ ท่านประธานครับ เหตุผลนี้คือที่มาของความขัดแย้งที่มันเป็นอยู่ในสังคม แต่ว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้นายกรัฐมนตรีก็ได้แถลงผ่านโทรทัศน์ไปยังพี่น้องประชาชนคนไทย บอกว่าท่านก็มีความเป็นห่วงใยในความขัดแย้งและอยากแสวงหาทางออกให้กับประเทศ ผมฟังเท่านี้ผมก็ดีใจ แล้วก็นึกว่าเราจะมาคุยกัน เพราะพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้าน ก็บอกว่าเราพร้อมคุยเรื่องนิรโทษกรรม แต่ไม่ใช่ในการนิรโทษกรรมลักษณะที่กฎหมาย เขียนอย่างนี้ เหมือนกับที่องค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือกลุ่มคนทั้งในประเทศ และต่างประเทศท้วงติง นายกรัฐมนตรีหวังว่าจะเชิญพรรคการเมืองต่าง ๆ จะเชิญ กลุ่มพันธมิตร จะเชิญ นปช. จะเชิญสมาชิกวุฒิสภา จะเชิญองค์กรทางวิชาการต่าง ๆ เข้ามา ใครฟังก็บอกว่าถ้าเวทีนี้นําไปสู่ทางออกให้กับประเทศได้จริง ยุติความขัดแย้งได้จริง ผมว่า นั่นคือสิ่งที่คนทั้งประเทศรอคอย แต่เราไม่อยู่กับความเป็นจริงครับท่านประธาน ถ้าเราจะบอกว่าจะมาตั้งเวทีพูดคุยกัน แต่เราไม่คลายปมความขัดแย้งหรือไม่หยุดยั้งเรื่องที่ เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง กระผมกราบเรียนกับท่านประธานมาตั้งแต่ต้นว่ามันชัดเจน อยู่แล้วโดยการกระทําของรัฐบาลเอง การออกประกาศกฎหมายความมั่นคงและการกระทํา อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รู้นี่ครับว่าปมความขัดแย้งของประเทศขณะนี้คือกฎหมาย นิรโทษกรรม ประเด็นอื่น ๆ ก็มีครับ แต่ไม่ได้เร่งด่วนในลักษณะที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง รุนแรง วันนี้จึงเป็นโอกาสทองของรัฐบาลครับ ว่าถ้าหวังจะเห็นความปรองดองและการหา ทางออกให้กับประเทศจริง รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายที่มีอํานาจ เหมือนกันทุกที่ครับ การปรองดอง ฝ่ายที่มีอํานาจสามารถเอื้อมมือแสดงเจตนาที่ดีว่าพร้อมที่จะรับฟังฝ่ายอื่น ๆ แล้วเริ่มต้น กระบวนการปรองดองที่แท้จริง การปรองดองที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่มีวันเกิดขึ้นจากการที่ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยัดเยียดแนวคิดคําตอบให้แล้วอาศัยการลงมติหรือเสียงข้างมาก การปรองดองที่เกิดขึ้นทั่วโลกต้องเกิดขึ้นจากการแสวงหาจุดร่วมของทุกฝ่ายแล้วร่วมกัน ผลักดันจุดร่วมนั้นให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเป็นพื้นฐาน ในการจับมือเดินหน้าทํางานกันต่อไป นั่นคือวิธีการที่จะผลักดันประเทศให้เดินไปข้างหน้า ฉะนั้นถ้าท่านนายกรัฐมนตรีสังเกตให้ดี กลุ่มคนที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงว่าอยากจะให้ มาพูดคุยในเรื่องการปฏิรูปทางการเมืองมีอย่างน้อย ๔ กลุ่มนะครับ ที่แสดงออกว่าอยากคุย แต่หยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน พรรคฝ่ายค้านหนึ่งละ สมาชิกวุฒิสภาอีกส่วนหนึ่งละ พันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็พูดทํานองเดียวกันอีกกลุ่มหนึ่งละ แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ยกตัวอย่างเช่น ท่านอดีตประธานรัฐสภา คุณอุทัย พิมพ์ใจชน อีกหนึ่ง ผมถามว่าถ้าเราเลื่อนการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ไป แล้วนายกรัฐมนตรีสนับสนุน ให้มีการเลื่อน พรรคเพื่อไทย สภาแห่งนี้เราลงมติร่วมกันเพื่อเลื่อน ถ้าพรุ่งนี้นายกรัฐมนตรี บอกว่าขอมาคุยกันเรื่องอนาคตประเทศไทย พวกผมไปทันทีครับ และผมจะพยายาม เชิญชวนทุกกลุ่มให้ไป แล้วเรามาหาทางออกให้กับประเทศ ผมอยากทราบเหตุผล จากนายกรัฐมนตรีว่าทําไมท่านทําเท่านี้ท่านทําไม่ได้ อะไรคือความจําเป็นเร่งด่วน คอขาดบาดตายว่าการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งมีทั้งคนคัดค้านในประเทศจนถึง คําท้วงติงจากสหประชาชาติ จะต้องทําในวันนี้ พรุ่งนี้ ขนาดที่ว่าจะทําให้กระบวนการ การพูดคุยเพื่อนําไปสู่การแสวงหาทางออกของประเทศและการปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้น ยอมที่จะทิ้งตรงนั้นไปเพื่อจะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ อะไรคือเหตุผลครับท่านประธาน ผมนึกไม่ออกนอกเสียจากว่านายกรัฐมนตรี รัฐบาลกําลังจะบอกว่าที่จริงเรื่องทางออก ประเทศไทยที่อยากจะมาพูดคุยกันก็พูดคุยกันไปอย่างนั้นละ แต่ความขัดแย้งที่มีอยู่จะสุมไฟ เข้าไป จะเดินหน้าไป เพียงเพื่อคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคิดว่าจะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่ภาคใต้เราก็ยังบอกต้องพูดคุย เวลาจะพูดคุยในที่สุด เราก็ต้องไปบอกเขาว่าคุณต้องหยุดความรุนแรงถึงจะพูดคุยกันได้ เพราะไม่มีที่ไหน เขาพูดคุยกันไป ระเบิดไป ยิงไป ทะเลาะกันไป สร้างเงื่อนไขใหม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน วันนี้ผมไม่ทราบนะครับกระบวนการพูดคุยยังอยู่หรือเปล่า เพราะมันก็มีข่าวว่าในที่สุด พอความรุนแรงในพื้นที่มันหยุดไม่ได้ ฝ่ายเขาเองทําท่าจะถอดใจบอกถ้าอย่างนั้นไม่รู้จะคุย ได้อย่างไร ท่านประธานครับ คนไทยก็รอคอยมานานนะครับให้ยุติความขัดแย้งต่าง ๆ วันนี้พวกกระผมไม่มีอํานาจ ๒ ปีที่ผ่านมาถูกกระทําหลายอย่างนะครับ แต่ยังพร้อมที่บอกว่า เพียงแสดงออกถึงเจตนาที่ดี ความจริงใจในการที่จะมาหาทางออกให้กับประเทศร่วมกัน ท่านนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นยืน ขอร้องเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่าเลื่อนไปก่อน คุยกับ ทุกฝ่ายในสังคมก่อน นั่นคือสิ่งที่พวกกระผมอยากให้ที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ บอกกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ อย่าปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไปนะครับ เพราะ ถ้าเดินหน้าไป ผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะมีเงื่อนไขบรรยากาศใดที่จะทําให้ทุกฝ่ายสามารถ มานั่งโต๊ะร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศยุติความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง การตัดสินในญัตติ ที่กระผมเสนอในขณะนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยว่า ปรารถนาจะเห็นความสงบเรียบร้อย ความปรองดอง และความถูกต้องตามหลัก สิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริงหรือไม่ กระผมขอเสนอญัตตินี้ครับ ส่วนถ้าหากว่าที่ประชุม ไม่อนุมัติญัตติของกระผม จะพิจารณาต่อไป ผมก็จะขอใช้สิทธิในการอภิปรายในเนื้อหาสาระ ของกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง ขอขอบพระคุณครับ