กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายรายงานธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖

กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายรายงานธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าควรปรับหลักคิดจากการเน้นผลประกอบการสูงสุด มาเป็นการกระจายทุนรัฐอย่างยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและรายกลางให้เติบโต ลดความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ธนาคารรายงานผลการดำเนินงานต่อกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวในอนาคต พร้อมทั้งหารือเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทยว่าควรลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ที่จะอภิปรายรายงานของธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทยนะครับ ท่านประธานครับ ในภารกิจของธนาคารที่ได้เขียนไว้ ๑ ใน ๓ ข้อนั้น ท่านบอกว่าบริหาร จัดการและสร้างธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ผมจะไม่ขออนุญาตอภิปราย ในเรื่องของธุรกิจตัวเลขของท่าน เพราะว่าได้มีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว แต่ผมอยากจะขออนุญาตตั้งประเด็นคําถามและอภิปรายในเรื่องของหลักคิดของธนาคาร เพราะว่าผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ธนาคารเอ็กซิมแบงก์คงไม่ปฏิเสธว่าท่าน บริหารงานบนพื้นฐานของทรัพย์สินของรัฐหรือว่าทุนของรัฐซึ่งมีหน้าที่ในการที่จะเข้าไป ช่วยผู้ส่งออก ผู้นําเข้าหรือผู้ลงทุนของคนไทยในการที่จะเติบโต แล้วก็เข้าไปแข่งขันในเวที ระหว่างประเทศได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองจึงทําให้เกิดคําถามขึ้นว่าความยุติธรรมของการให้ สินเชื่อของธนาคารแก่ลูกค้านั้นคืออะไร เมื่อสักครู่นี้ได้มีสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว ได้เรียกร้องให้กับธนาคารว่าขอให้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ดําเนินการทางด้านโอทอป ในเรื่องของการส่งออกและนําเข้า ซึ่งส่วนนั้นก็เป็นนโยบายส่วนหนึ่งของธนาคารอยู่แล้ว แต่คําถามมีอยู่ว่าในความเป็นจริงท่านทําอย่างไร และในความเป็นจริงที่สําคัญคือท่านทําแล้ว ผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลางนั้นได้รับประโยชน์จริงหรือไม่ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ สําคัญ เพราะว่าถ้าเราพิจารณาในความหมายดังกล่าวนี้ก็มีคําถามต่อธนาคารว่าในรายงาน ของท่านในปีหน้า ผมขอให้ท่านได้ช่วยกรุณารายงานด้วยเพราะในรายงานของท่านไม่มี ท่านควรจะต้องบอกด้วยว่าสินเชื่อของผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เป็นผู้ที่เสียเปรียบในระบบธุรกิจได้เติบโตขึ้นเท่าไร แล้วก็ประสบความสําเร็จอย่างไร เพราะว่าถ้าธนาคารให้สินเชื่อกับเฉพาะลูกค้าที่ธนาคารเป็นห่วงเฉพาะเรื่องความสามารถ ในการชําระคืนแต่เพียงอย่างเดียว ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วลูกค้าที่เข้มแข็งกว่าก็จะเป็นผู้ที่ได้ สินเชื่อ และเมื่อเป็นเช่นนี้ลูกค้าที่มีความอ่อนแอกว่าก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากธนาคาร ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้บริหารธนาคารควรจะต้องกลับไปคิดและทบทวนกันอย่างจริงจัง ว่าบทบาทของธนาคารที่แท้จริงคืออะไร บทบาทของธนาคารคือการช่วยให้คนที่เข้มแข็งกว่า เข้มแข็งมากขึ้น แล้วก็ช่วยให้คนที่เสียเปรียบมากกว่าเสียเปรียบต่อไปอย่างนั้นหรือ ซึ่งผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารคงลืมคําถามหรือข้อคิดอันนี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขออนุญาตตั้งตรงนี้เป็นข้อสังเกตกับผู้บริหารของธนาคารว่าท่านน่าจะต้อง นําเรื่องนี้กลับไปทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่าความยุติธรรมต่อการให้สินเชื่อของท่าน ท่านตั้งบน หลักการอะไรหรือหลักคิดอะไร เพราะว่าในรายงานของท่านส่วนใหญ่แล้วท่านจะพะวงต่อเรื่องของผลประกอบการ ของธนาคารเป็นสําคัญ ผมไม่ได้ปฏิเสธความสําคัญของผลประกอบการของธนาคารนะครับ กรุณาอย่าเข้าใจผิด แต่ผมอยากจะเรียกร้องท่านมากกว่านั้น ผลประกอบการของท่าน ผมเชื่อว่าคงจะไม่ใช่ยึดหลักผลประกอบการสูงสุดที่เป็นประโยชน์ต่อธนาคารเป็นเป้าหมาย ของธนาคารของท่าน ผมคิดว่าผลประโยชน์สูงสุดของธนาคารของท่านคือการส่งเสริมให้ ผู้ประกอบการรายย่อยและรายกลางสามารถเติบโตและเป็นผู้ส่งออกที่เข้มแข็งได้ต่างหาก ตรงนั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามีความสําคัญ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลตรงนี้เอง ผมจึงขออนุญาต นําไปสู่ข้อสังเกตส่วนที่ ๒ ว่าในส่วนของธนาคารนั้นเมื่อท่านให้สินเชื่อ ถ้าพูดในภาษาของผม ก็คือท่านกําลังกระจายสินทรัพย์หรือทุนของรัฐไปให้กับลูกค้า คําถามก็คือว่าท่านกระจายทุน ตัวนี้ไปให้ใคร และท่านกระจายไปให้อย่างไร ลูกค้าของท่านท่านก็ทราบดีนะครับว่าคนที่ เข้มแข็งน้อยกว่าเขาไม่ได้เฉพาะมีทุนน้อยกว่าเท่านั้น แต่เขายังมีความอ่อนแอในเรื่องของ องค์ความรู้ ในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร ในเรื่องของความชํานาญที่จะต้องออกไปแข่งขัน ในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ธนาคารจะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือแล้วก็สนับสนุน เพื่อที่จะให้กลุ่มผู้ส่งออก นําเข้าหรือผู้ลงทุนที่ยังไม่มีความแข็งแรงได้มีโอกาสเติบโตและทํา ให้เกิดความยุติธรรมในด้านของการพัฒนาเศรษฐกิจหรือทุนของประเทศ เพราะถ้าท่านไม่ทํา อย่างนี้ก็เท่ากับว่าธนาคารของท่านกําลังตอกย้ําในการที่จะขยายความเหลื่อมล้ําในการที่จะ ขยายความไม่เท่าเทียมกันในระบบเศรษฐกิจในกรณีของท่านก็คือระบบการส่งออกนําเข้า ของประเทศ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ท่านยังได้ทําในเรื่องนี้น้อยมาก ในส่วนที่ ปรากฏในรายงาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองครับ ท่านประธานครับ ผมอยากขออนุญาต ตั้งเป็นประเด็นฝากให้ท่านไปคิดในการที่จะปรับปรุงแก้ไขเรื่องนี้ ก็คือว่าถ้าสมมุติว่า เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารท่านใช้หลักแห่งวิชาชีพของท่านอย่างไม่มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้น ในการพิจารณาคําขอสินเชื่อของลูกค้าของธนาคาร ผมแน่ใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าเจ้าหน้าที่ สินเชื่อของธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้าที่เข้มแข็ง ลูกค้าที่มีความพร้อม ลูกค้า ที่สามารถยืนยันความสามารถในการจ่ายคืนให้กับธนาคารเท่านั้น และคนที่จะตกก็คือคนที่ ไม่มีสิ่งเหล่านี้ เท่ากับคนที่ได้รับสินเชื่อ ตรงนี้คือหลักปฏิบัติของท่าน ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ครับท่านประธาน ว่าตรงนี้ไม่ได้ผิดในเรื่องของการรักษาประโยชน์ของธนาคาร แต่ผม ต้องการจะเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังผู้บริหารของธนาคารว่า หลักการตรงนี้ยังไม่ เพียงพอต่อการที่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของเราได้ และตรงนั้น เป็นโจทย์ใหญ่ของธนาคาร ผมเชื่อว่าเมื่อธนาคารได้ให้สินเชื่อโดยเจ้าหน้าที่สินเชื่อของ ธนาคารในหลักคิดเหล่านี้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือความไม่ยุติธรรมในเรื่องระบบสินเชื่อต่อการ ส่งออกนําเข้าและลงทุนในต่างประเทศที่ธนาคารของท่านกระทําต่อระบบเศรษฐกิจของไทย และสังคมไทย ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผมคิดว่าการให้สินเชื่อเหล่านี้จําเป็นที่จะต้อง คํานึงถึงหลักของความยุติธรรมต่อผู้ประกอบการที่มีความอ่อนแอกว่า ในทีนี้กรุณาอย่า เข้าใจผิดที่ผมบอกกับท่านไม่ได้หมายความว่าให้ท่านไปให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการที่จะทําให้ ธนาคารของท่านมีปัญหาแล้วก็ล้มละลาย ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่ผมต้องการให้ท่าน ให้น้ําหนักที่มากขึ้นกับลูกค้าที่ยังไม่มีความพร้อม เพราะตรงนั้นเป็นเจตนารมณ์ที่สําคัญ ของการเกิดธนาคารของท่านซึ่งดูเหมือนว่าจะลืมไปแล้ว ในทางกลับกันครับ ถ้าเจ้าหน้าที่ สินเชื่อของธนาคารได้มองข้ามประเด็นทางวิชาชีพที่ไม่มีอคติในการประเมินสินเชื่อ แล้วกลับไปคิดถึงประโยชน์สูงสุดที่พึงจะเกิดขึ้นจากการที่มีผู้ส่งออก นําเข้าของไทย ในอนาคตที่จะเติบโตและเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ถ้าคิดอย่างนี้เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ของท่านจะให้สินเชื่ออีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่สินเชื่อที่ท่านให้อยู่ในปัจจุบันนี้ ตรงนี้เป็นหลักที่สําคัญมากและเป็นหลักคิดที่ผมคิดว่าธนาคารเอ็กซิมแบงก์ จําเป็นที่จะต้อง ไปทบทวนอย่างจริงจัง และผมอยากจะขออนุญาตฝากท่านประธานว่าในปีหน้าขอความกรุณา ธนาคารได้กรุณาให้รายงานต่อสภาแห่งนี้ในมิติของความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ เพราะระบบเศรษฐกิจของเราวันนี้มีปัญหาในเรื่องของความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรม อย่างมาก และเป็นหน้าที่ของทุก ๆ องค์กร รวมทั้งธนาคารของท่านด้วยที่จะต้องทําหน้าที่ ในขอบเขตที่ท่านรับผิดชอบเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรมในระบบของเรา ไม่เช่นนั้นแล้วธนาคารของท่านก็คือธนาคารที่จะช่วยให้คนรวย รวยขึ้น และให้คนจนไม่มี โอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก ผมคิดว่าตรงนั้นคงจะไม่ใช่วิสัยทัศน์ของธนาคารอย่างแน่นอน

ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่า ในประเด็นที่ผมนําเรียนตรงนี้ผมเชื่อว่าธนาคารคงจะต้องเลือกแล้วครับ ว่าเป้าหมายสุดท้าย ที่ท่านวัดความสําเร็จของธนาคารคืออะไร ถ้าท่านวัดบรรทัดสุดท้ายของผลประกอบการ ที่เป็นตัวเลขกําไรสูงสุด ผมคิดว่าตรงนั้นไม่น่าจะเป็นเป้าหมายสุดท้ายของธนาคาร เพราะตัวเลขกําไรสูงสุดของธนาคารมันนําไปสู่ความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรมต่อระบบ เศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติของการส่งออกและนําเข้า และลงทุนของประเทศ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าธนาคาร ผมอยากเห็นท่านประกาศเป้าหมายสุดท้ายของท่าน คือการลดความ เหลื่อมล้ําและความไม่เป็นธรรมในเรื่องระบบการนําเข้าและส่งออก และลงทุน ในต่างประเทศด้วยการช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีความไม่พร้อมสามารถเติบโต และเข้มแข็งได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะมีผู้ประกอบการจํานวนมากขึ้น และสามารถ ทําประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้มากขึ้น แทนที่จะมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่ทํากําไร ให้กับธนาคาร แต่ทิ้งไว้ซึ่งความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจของเรา ขอบคุณครับท่านประธาน