อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยแสดงความกังวลว่าการลงทุนครั้งนี้จะลงทุนอะไร ลงทุนอย่างไร และการลงทุนดังกล่าวนั้นจะทําให้อีกทศวรรษ ข้างหน้าเป็นทศวรรษของการก้าวพลาดหรือไม่ นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลว่าการลงทุนดังกล่าวนั้นจะผูกพันเราไปอีก 7 ปี และจะทําให้โอกาสในการลงทุนที่มีความจําเป็นสําหรับประเทศในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการที่เราจะต้องใช้ งบประมาณ ซึ่งก็เหลือเงินลงทุนเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในวงเงินงบประมาณแต่ละปี
ครับ ท่านประธานครับ การประชุมของ สภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจาก มีการพิจารณาการให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในระยะเวลา ๗ ปีจากนี้ไป ซึ่งหมายถึงการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ และเป็นการก่อภาระหนี้ ของประเทศเช่นเดียวกัน การลงทุนจะคุ้มค่า คุ้มทุนหรือไม่ เป็นเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎร จะได้พิจารณาอย่างรอบคอบภายใต้การตอบสนองของรัฐบาลในการพิจารณาในชั้น วาระที่สอง แน่นอนที่สุดว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น ได้กล่าวหลายครั้งหลายหนนะครับว่าทศวรรษที่ผ่านมาเป็นทศวรรษของการสูญหาย ก็ดูประหนึ่งว่าประเทศไม่ได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะเดียวกันผมก็กังวลว่า การลงทุนครั้งนี้จะลงทุนอะไร ลงทุนอย่างไร และการลงทุนดังกล่าวนั้นจะทําให้อีกทศวรรษ ข้างหน้าเป็นทศวรรษของการก้าวพลาดหรือไม่ นั่นคือเหตุผลที่เราจะต้องมาตกลงกัน เรารับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศเช่นกันครับ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหรือรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย แล้ววันข้างหน้าเสียงข้างน้อยก็มีสิทธิเป็นเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาล แต่สิ่งที่เรารับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ หรือคนไทย ๖๗ ล้านคนจากนี้ไป และภาระหนี้ ผูกพันยาวถึง ๕๐ ปี รวมต้น รวมดอกกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้อง ให้ความสําคัญในการพิจารณา ดังนั้นการการแปรญัตติของกระผมนั้นจึงเป็นการแปรญัตติ ที่คํานึงถึงความรับผิดชอบร่วมกัน และความรับผิดชอบทั้งวันนี้และวันหน้า ๗ ปี เป็นตัวเลขที่รัฐบาลนับจากปี ๒๕๕๖ เป็นห้วงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องก้าวผ่าน หลายสิ่งหลายอย่าง ๒ ปีข้างหน้าจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้จะต้องก้าวสู่การเป็น ประชาคมอาเซียน แล้วประชาคมอาเซียนก็ประกอบไปด้วย ๓ เสาหลัก ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านความมั่นคง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มุ่งเน้นในเรื่องของการลงทุน ด้านโครงสร้างพื้นฐานก็คือด้านคมนาคม เพราะฉะนั้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ของปีนี้จึงเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่กําหนดกรอบการลงทุนของประเทศในอนาคต ไว้เฉพาะของกระทรวงคมนาคม ดูประหนึ่งว่ารัฐบาลจะมองในมุมที่แคบ ซึ่งผมจะได้ ยกตัวอย่างนะครับ แล้วหวังว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี กรรมาธิการ เสียงข้างมากจะได้รับฟังแล้วก็พิจารณาร่วมกัน เป็นการมองที่ก้าวพ้นการเมืองระหว่าง เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นการมองในเชิงยุทธศาสตร์ข้างหน้าของประเทศ และการ ตัดสินใจครั้งนี้สําคัญมากเพราะมันจะผูกพันเราไปอีก ๗ ปี แล้วมันได้ตัดทอนโอกาสของ การลงทุนที่มีความจําเป็นสําหรับประเทศในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากการที่เราจะต้องใช้ งบประมาณ ซึ่งก็เหลือเงินลงทุนเพียงแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในวงเงินงบประมาณแต่ละปี และยังอยู่ในฐานะของงบขาดดุล ผมคิดว่ามุมมองในเชิงยุทธศาสตร์ตามการแปรญัตติ ที่กระผมได้ขอเพิ่มเติมไปนั้นจะพูดถึงว่าเราลงทุนอะไร ลงทุนอย่างไร ลงทุนให้โปร่งใส เพื่อเกิด ความมั่นใจ เกิดความสบายใจ แน่นอนที่สุดว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้นพรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยอย่างยิ่งและทุกครั้งตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมาแม้จะเป็นรัฐบาลเพียงแค่ ๗-๘ ปีเท่านั้น ใน ๒๐ ปี ท่านอาจจะเป็นรัฐบาลมากกว่า แต่การต่อเนื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มันได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ในยุทธศาสตร์กระจายความเจริญและการลงทุนสู่ภูมิภาค กระจายโอกาส นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่มันต่างกับ ความคิดแนวทางที่ท่านได้เสนอเป็นหลักการและกรรมาธิการได้พิจารณาในชั้นวาระที่สอง เพราะท่านมุ่งไปในด้านเดียว ผมไม่แน่ใจว่ามันจะตอบโจทย์อนาคตของประเทศนี้ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นการที่เราได้พยายามปรับตัวเอง เมื่อโลกเปลี่ยนประเทศไทยต้องปรับ ภูมิทัศน์ ที่เรียกว่าเป็น รีเจินนัล แลนด์สเคป (Regional Landscape) หรือว่าภูมิทัศน์ของภูมิภาคนี้ จะเปลี่ยนไปนั้นมันเป็นการท้ายทายต่อประเทศของเราว่าเราจะสามารถที่จะนําประเทศ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืนได้ และต้องยกระดับประเทศพร้อมกันไปด้วย วันนี้ไม่ใช่ เป็นเพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหมือนในหมู่บ้านหนึ่งและอีกตําบลหนึ่ง เมื่อเราถาม อบต. บอกว่าคุณหยุดการทําถนนคอนกรีตปีละ ๑ กิโลเมตรกว่า ใช้เงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ได้หรือไม่ ๑ ปีขอไปทําเหมืองฝาย ขอไปทําในเรื่องของแหล่งน้ํา ขุดสระ เพื่ออะไร เพื่อสร้างโพรดักทิวิตี (Productivity) เพื่อสร้างโอกาสของชาวบ้าน เกษตรกรชาวนา ถ้าเลือกระหว่างการทําถนน คอนกรีตและเลือกระหว่างการทําโพรดักทิวิตี หรือการใช้งบ ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในการที่จะไปส่งเสริมในโรงเรียนระดับประถม มัธยม ในตําบลนั้น ให้คุณภาพเด็กไทยสอบได้ ยกชั้น ไม่ใช่สอบตกยกชั้น มีหลักวิทยาศาสตร์ มีหลักภาษาเพื่อรองรับเออีซี (AEC) ผมถามว่า ในระดับนายก อบต. สภา อบต. ตัดสินใจอย่างไร ผมไม่บอกว่าเขาตัดสินใจอย่างไร แต่รัฐบาลตัดสินใจที่จะเลือกทําถนน ผมเป็นประธานกรรมาธิการ เป็นประธานคณะกรรมการ โลจิสติกส์ (Logistics) การค้าแห่งชาติ ท่านรองนายกรัฐมนตรีทราบดี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมทราบดี ผมให้การสนับสนุนเต็มที่ต่อการเชื่อมโยง ดังนั้นปี ๒๕๕๒ เมื่อครั้งที่เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน แล้วท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทย เป็นประธานอาเซียน ดังนั้นปี ๒๕๕๒ เมื่อครั้งที่เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน เราจึงได้เสนอให้อาเซียนมีมติประกาศให้อาเซียนเป็น ประชาคมแห่งความเชื่อมโยงหรือคอมมูนิตี ออฟ คอนเนคทิวิตี (Community of Connectivity) แล้วมาเป็นฐานของการกําหนดมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดนี้และนํามาสู่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่เสียดายว่ามันไม่ใช่ทั้งหมดครับ แม้แต่อาเซียนที่เรายกมาก็ยังมี ๓ ฐาน และในการที่จะยกระดับอัพเกรด (Upgrade) ประเทศ มันไม่ได้ยกได้ด้านเดียวครับ ผมเชื่อว่ากรรมาธิการและท่านสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจํานวนมากที่เรามีโอกาสเดินทางไปดูงานในอาเซียน ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ล่าสุดผมก็ไปครับ ๒ เดือนนี้ได้รับเชิญไปพูดบ้าง ไปประชุมบ้าง ไปดูงานบ้าง ๒ เดือน ๔ ประเทศ แต่เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่มีข้อผิดพลาดแล้วก็นําเอาบทเรียนเพื่อที่เราจะวาง อนาคตประเทศไม่ให้มันผิดพลาด ล่าสุดไปประเทศจีนมาครับ ๓๐ ปีเปิดประเทศ อะไร เกิดขึ้น เขายอมรับว่าเขาผิดพลาดครับ เขามุ่งเน้นในการที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้น เศรษฐกิจ ส่งเสริมเศรษฐกิจเฉพาะฝั่งตะวันออกของจีน ตั้งแต่เฮย์หลงเจียง หนานหนิง จี๋หลิน ลงมาเซียงไฮ้ มาเซี่ยเหมิน ลงมาถึงกวางโจว ลงมาถึงกวางสี เกิดเซินเจิ้น ในที่สุดเกิด อะไรครับ วันนี้เขาเบรก จีดีพี (GDP) จาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เขาเบรกตัวเองทันทีครับ ทําไม เขาต้องเบรกในเมื่อทุกคนก็บอกว่าความร่ํารวยมั่งคั่งของประเทศจะวัดกันด้วยจีดีพี เพราะ มันได้เกิดการคอร์รัปชันอย่างมหาศาล มันได้เกิดการเสียสมดุลในการพัฒนาประเทศ ประเทศเอียงครับ ตะวันตกเจริญ ตะวันออกเจริญ ตะวันตกตอนกลางประเทศยากจน ความเหลื่อมล้ําสังคมสูงมาก เกิดช่องว่างคนรวย คนจน เกิดการกระจุกของความเจริญ นั่นคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการพลิกตัวกลับเมื่อเห็นว่าเดินผิดเดินพลาด การพลิกตัวกลับ ครั้งนี้เขายอมกดอัตราความเจริญของเขาให้จีดีพีอยู่ที่ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ออกมาตรการต่าง ๆ มาและหันกลับในการไปพัฒนาตอนในและฝั่งตะวันตกของประเทศ การพัฒนาอย่างสมดุลจึง มีความสําคัญอย่างยิ่งอย่างไรครับ ถ้าเราให้น้ําหนักด้านใดด้านหนึ่งมันก็เกิดผิดพลาด ในอนาคต วันนี้คืออดีตของอนาคต ผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดสินใจผิดพลาดเสียทีเดียว เพราะ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในการปรับโหมด (Mode) การขนส่งเดินมา ถูกทางแล้ว แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นความจําเป็นของประเทศนี้ มันไม่ใช่ทั้งหมดที่ประเทศนี้ ขาดและไม่ใช่ลําดับแรกที่ประเทศนี้ต้องการที่สุด ซึ่งผมจะได้อภิปรายให้เหตุผลและ ข้อเท็จจริงผ่านท่านประธานไปถึงกรรมาธิการเสียงข้างมากเพื่อให้เกิดการทบทวน เพราะเรา ยังมีในเรื่องโครงการตามบัญชีแนบท้าย ซึ่งอยู่ในคําแปรญัตติของกระผม แน่นอนที่สุด ท่านประธานครับ เมื่อเราตั้งคําถามว่าจะลงทุนอะไร รัฐบาลนี้ตอบแล้ว กรรมาธิการเสียงข้างมาก ยืนยันด้วยว่าจะไปด้านของโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งอย่างเดียว แล้วลงทุนอย่างไรล่ะ ผมไปประเทศฟิลิปปินส์ล่าสุดไปประชุม เป็นการประชุมอาเซียน สเตทเมนท์ ฟอรัม (ASEAN Statement Forum) ได้พบกับท่านประธานรัฐสภาของประเทศฟิลิปปินส์ ท่านแฟรงค์ ดีลอน แล้วก็ได้พบกับท่านรัฐมนตรีบางท่าน ส.ส. บางท่าน แล้วท่านวุฒิสมาชิก ปรากฏว่าเขาลงทุน อย่างไรทราบไหมครับ เขาลงทุนโดยการใช้เอกชนเป็นโคชเอนจิน (Coach Engines) เป็นเครื่องมือ ปรากฏว่าปีที่แล้วอัตราการเติบโตจีดีพีของเขาเกิน ๗ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าเรา ปีนี้คาดการณ์จะโตกว่าปีที่แล้วไม่น้อยกว่า ๗.๖ เปอร์เซ็นต์อีก เขาลงทุนอย่างไร รัฐบาล ไม่ต้องใช้เงินสักบาท ไม่ต้องเป็นหนี้ด้วยการกู้สักบาทเดียว ใช้ระบบพีพีพี (PPP) ครับ ความจริงเมื่อเดือนเมษายนเมื่อครั้งที่ผมเป็นรัฐมนตรีอาเซียนไปร่วมประชุมอาเซียนซัมมิท (ASEAN Summit) ที่กรุงจาการ์ตาเมื่อปี ๒๕๕๔ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้มีการประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดียูโดโยโน ของประเทศอินโดนีเซีย มีท่านรัฐมนตรีการค้า มารี พังเกสตู ร่วมประชุมด้วย ผมก็อยู่ ตรงนั้นด้วย มีสิ่งหนึ่งที่เขาปรับเปลี่ยนครับ เขารับแนวนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไป หลังจากนั้น ๖ เดือน ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้ออกกฎหมายโดยรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ตั้งกระทรวงใหม่คือกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ครับ เขาเริ่มมองเห็นว่าทิศทางของ การที่จะพัฒนาประเทศนั้นมันจะอยู่ให้เป็นประเทศแบบรับจ้างทําของโออีเอ็ม (OEM) ผลิตแต่สินค้าเกษตรถูก ๆ วัตถุดิบ ขายวัตถุดิบอย่างที่มีปัญหาข้าว ยาง ทุกวันนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเพิ่มมูลค่าที่เรียกว่าแวลู ครีเอชัน (Value Creation) แล้วก็ส่งเสริมการวิจัย พัฒนามาสู่การเพิ่มสินค้าเหมือนประเทศที่ก้าวพ้นไปแล้วอย่างประเทศญี่ปุ่น อย่างประเทศ เกาหลี อย่างประเทศไต้หวัน อย่างประเทศสิงคโปร์ และการลงทุนของเขาวันนี้ทุกคนเลี่ยง ที่จะเป็นหนี้เพราะรู้ว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว แม้แต่การตัดสินใจ เรื่องคิวอี (QE) ของสหรัฐอเมริกามีผลต่อตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก มีผลต่อค่าเงินบาท เดี๋ยวแข็งเดี๋ยวอ่อน เพราะเงินไหลเข้าไหลออก เพราะฉะนั้นจึงต้องพยายามที่จะลด ปัจจัยเสี่ยงของประเทศ พยายามกู้จําเป็นที่สุดเท่านั้น ใช้เครื่องมือทางการเงินการลงทุน อย่างอื่น ประเทศฟิลิปปินส์ในการประชุมดังกล่าวเช่นกันครับอาเซียนซัมมิทได้พบ ท่านประธานาธิบดีอากีโนที่ ๓ แห่งประเทศฟิลิปปินส์พร้อมกับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านยื่นหนังสือเล่มหนึ่งครับ หนากว่านี้นะครับ โครงการลงทุนของประเทศ ฟิลิปปินส์ในระบบพับบลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ (Public Private Partnership) ร่วมลงทุน ก็คือรัฐให้สัมปทานไป เอกชนลงทุนทั้งหมด ปี ๒๕๕๔ พอปี ๒๕๕๕ มาปี ๒๕๕๖ อะไรเกิดขึ้น ปรากฏว่าวันนี้เทอร์มินอล (Terminal) ที่ ๓ ของสนามบินแห่งนานาชาติ ที่กรุงมะนิลาเป็นเทอร์มินอลใหม่ ก่อสร้างอยู่ระหว่างนี้รัฐไม่ได้จ่ายแม้แต่บาทเดียวครับ ให้สัมปทานเอกชนไป เหมือนที่เราจะขยายสนามบินสุวรรณภูมิ วันนี้ท่านก็คิดที่จะใช้ งบประมาณลงทุน ใช้เงินกู้ลงทุน ทําไมไม่คิดใหม่บ้างละครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการแท้ ๆ เคยเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ท่านควรจะเข้าใจว่าวันนี้ เครื่องมือทางการเงินการลงทุนนั้นและตัวเอนจินที่เราพูดกันถึงนี่มันไม่ได้มีเฉพาะภาครัฐ และก่อหนี้ให้ประชาชนและประเทศชาติเท่านั้นนะครับท่านประธาน หลายประเทศ ได้เดินหน้า แม้แต่เอกชนของเราเพิ่งทําให้เห็นเป็นตัวอย่าง ทาง สนข. ทราบดีนะครับ บีทีเอส (BTS) รถไฟฟ้าของเราจะต่อส่วนขยายนี่ครับ บริษัทนี้นํารายได้ในอนาคตมาแปลงเป็น อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ (Infrastructure Fund) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กองทุน โครงสร้างพื้นฐานมีหน่วยลงทุนให้ประชาชนให้สถาบันการเงินลงทุน ไม่กี่สัปดาห์ได้ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเชื่อไหมครับ แล้วนี่ประเทศทั้งประเทศ ประเทศไทย ทั้งประเทศนี่เราจะมีโครงการโดยเฉพาะด้านอินฟราสตรัคเจอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง หลายโครงการเหลือเกินนะครับที่เราสามารถที่จะใช้อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ ประเทศฟิลิปปินส์ นอกเหนือจากเทอร์มินอลที่ ๓ ของสนามบินนานาชาติ ที่กรุงมะนิลาของเขาแล้ว ท่าเรือ เราก็มีโครงการท่าเรือนี่ครับ ใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ของเขาไม่ต้องลงสักบาทครับ ให้เอกชนลงทุนรับสัมปทานบริหารไปแล้วก็โอนกลับเป็นของรัฐ ตัวอย่างทั้งต่างประเทศ ที่ผมได้ยกมาก็ดี หรือตัวอย่างในประเทศ หรือแม้แต่สิ่งที่เราหวังว่าถนนหนทางจะคุ้มค่า คุ้มทุนในเชิงของเศรษฐศาสตร์ เพราะมันจะเป็นทูตเศรษฐกิจ เป็นทูตแห่งความเจริญ ถนนไปที่ไหน รถไฟฟ้าไปที่ไหน รถไฟไปที่ไหน ท่าเรือไปที่ไหน สนามบินไปที่ไหน เกิดเมือง ที่ท่านรัฐมนตรีใช้คําว่า โกลบอลไลเซชัน (Globalization) มันถูกต้องครับ มันเกิดแน่ ๆ แต่ถามบอกว่าทําไมจะต้องใช้เงินกระเป๋าขวาซึ่งเป็นของรัฐ ในเมื่อกระเป๋าซ้ายรัฐไม่ต้องกู้ แม้แต่บาทเดียว พรอเพอร์ตี ฟันด์ (Property Fund) อย่างไรครับ ท่านไปเปิดอ่าน หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจวันนี้ ทุกสัปดาห์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายได้ใช้การระดมทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เรียกว่า พรอพเพอร์ตี ฟันด์ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะใช้เงินเพียง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และถ้าต้องการที่จะกู้ ผมไม่ได้ติดใจมากหรอกครับ ถ้าตราบใดยังอยู่ไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) ผมเชื่อมั่นในประเทศนี้ เชื่อมั่น ในศักยภาพของประเทศ แต่ผมไม่ค่อยเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ การตัดสินใจเมื่อเห็นภาระที่ท่าน สร้างไว้อย่างไม่จําเป็น เรามีเครื่องมือทางเลือกอย่างอื่นครับ ทําไมท่านไม่ทํา ผมก็หวังว่า คําอภิปรายของผมจะทําให้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ทบทวนครับ ลงทุนอะไร ลงทุน อย่างไร ตัวอย่างที่ผมอยากเรียนท่านประธานก็คือว่าเมื่อครั้งที่ผมอภิปรายในวาระที่หนึ่ง ท่านรัฐมนตรีคงจะจําได้ว่าทฤษฎีติดกระดุมสําคัญมาก ถ้าเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด มันผิดไป ทั้งตัวครับ เสื้อมันเสียทรงหมดเลย เปรียบเทียบก็คือว่าถ้าประเทศนี้ลงทุนแล้วลงทุนพลาด ประเทศเสียสมดุล เราต้องการการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุล เพราะฉะนั้นคําถามก็คือว่า แล้วเราจะลงทุนอะไร ผมจะเปรียบเทียบว่าการสร้างถนนทําให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ แต่ยกระดับประเทศไม่ได้ เราพูดถึงวิชัน (Vision) ปี ๒๐๒๐ ครับ วิสัยทัศน์ ปี ๒๐๒๐ ๕ ปีหลังจากภูมิภาคนี้และประเทศไทยก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อปี ๑๙๙๗ ในการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ อาเซียนกําหนดวิสัยทัศน์ ปี ๒๐๒๐ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น นะครับ ประเทศมาเลเซียเองประกาศวิสัยทัศน์ ปี ๒๐๒๐ ด้วย จากวันนั้นถึงวันนี้อะไร เกิดขึ้นครับ ประเทศมาเลเซียไม่ได้ลงด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียวนะครับ ไม่ใช่มีเรื่องแค่ ถนนแม้แต่เรื่องรถไฟความเร็วสูงเขาเพิ่งมาตกลงกับประเทศสิงคโปร์หลังจากที่เราตัดสินใจ ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๕๓ ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ว่าเขาได้ลงทุนด้านอื่นด้วยครับ เขาได้ลงทุน ในเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เขาได้ลงทุนในเรื่องนวัตกรรม ลงทุนในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ลงทุนในเรื่องการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่เรียกว่า ฮิวเมน รีซอสเซส ดีเวลอปเมนท์ (Human resources development) การศึกษาได้รับการปฏิรูปยกเครื่อง พลังงานได้รับการดูแล ลดการซับซิดี (Subsidy) แล้วก็เพื่อสตอป (Stop) ต้นทุนและสามารถก่อให้เกิดการลงทุน ที่สมดุลและยั่งยืนเกิดขึ้น วันนี้รายได้ต่อหัวซึ่งเป็นตัววัดที่ดีที่สุดของการพัฒนาประเทศว่า ประสบความสําเร็จหรือไม่ อยู่ที่ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ประเทศมาเลเซียมีรายได้ ต่อหัวที่เรียกว่า เปอร์ แคปิตา (Per capita) เป็นเงินเท่าไรครับ ร่วม ๑๐,๐๐๐ เหรียญต่อคน ขณะที่ประเทศไทยแค่ ๕,๐๐๐ เหรียญครับ เขาเดินห่างจากเราไป ผมถึงบอกว่าประเทศ มาเลเซียไม่ได้มองเพียงแค่ว่าจะเสริมสร้างการเชื่อมโยงในโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่เขายก ประเทศของเขาจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางที่เราเรียกว่าเป็นมิดเดิล อินคัม (Middle Income) แต่เราติดกับอย่างไรครับ เราติดกับเพราะว่าเราไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่แนวทาง ทิศทางของการลงทุน และครั้งนี้เป็นการลงทุนที่ต้องกู้ด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราถึงติดกับ ที่เรียกว่า มิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) อย่างไรครับ การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้ ตอบโจทย์เลยว่าจะทําให้ประเทศอัพเกรด (Upgrade) ขึ้นมาได้อย่างไร จะทําให้ประเทศพ้น จากภาวการณ์เป็นประเทศกําลังพัฒนา ด้อยพัฒนาได้อย่างไร ไปสู่การเป็นประเทศพัฒนา แล้วที่มีรายได้ต่อหัวของประชากรเกิน ๑๒,๐๐๐ เหรียญได้อย่างไร วันนี้ยังติดกับมาแล้ว ที่ท่านบอกว่า ๑๕ ปีที่มันเป็นเดอะ ลอสต์ ดีเคด (The lost decade) นั่นละครับ ผมถึง บอกว่าจะลงทุนอะไร คําแปรญัตติในเรื่องโครงการสําคัญมาก ถ้าท่านไม่ปรับ ผมก็บอกว่าตัวเลข ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรารับหลักการมาในการให้อํานาจ กระทรวงการคลัง แต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะลงทุนอะไร แน่นอนที่สุดทั้งหมด ๑๐๐ กว่าโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ไปทั้งในเรื่องของระบบราง ระบบรถไฟ ความเร็วสูง ระบบทางน้ําหรือทางอากาศ หรือว่าการไปเชื่อมต่อมิสซิงลิงก์ (Missing link) ถนนเพื่อที่จะไปส่งเสริมให้เกิดการค้าชายแดน เกิดเมืองชายแดน หรือเมืองเศรษฐกิจภูมิภาค อาจจะใช้เพียง ๑.๕ ล้านล้านบาท อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทละครับ เพราะเราใช้ลดลงมาได้ กู้น้อยลงได้ แต่ใช้เครื่องมือ เช่น อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ (Infrastructure Fund) พรอพเพอร์ตี ฟันด์ (Property Fund) เป็นการนํารายได้ในอนาคต อย่าคิดแต่เพียงใช้เงิน อนาคต คิดหารายได้ในอนาคตเอามาใช้วันนี้ด้วย ท่านคิดด้านเดียวตลอดครับ คิดกู้ ใช้เงินอนาคต แต่ไม่เอารายได้อนาคตมาลดภาระหนี้วันนี้ตั้งแต่เริ่มต้นซึ่งสามารถทําได้ พิสูจน์แล้ว แม้แต่เอกชนบริษัทเล็ก ๆ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่กี่สัปดาห์ ตัวอย่างที่ผมจะสรุป ให้ท่านประธานได้ฟังก็คือว่าถ้าการจะอัพเกรด ยกประเทศนี้ขึ้นมาสู่การเป็นประเทศที่ให้พ้น จากมิดเดิล อินคัม แทรพ (Middle income trap) ให้ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น ๑ เท่าตัว ถนนมันสร้างไม่ได้หรอกครับนอกจากของจริงคืออาชีพ รายได้ ธุรกิจ เศรษฐกิจที่ขยายตัว เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบว่าเรามีโคชแองจิน ซึ่งท่านรัฐมนตรีบรรยายอยู่เสมอ ผมก็ฟัง ตลอดครับ เหมือนเครื่องบินมีเครื่องยนต์ ๔ เครื่อง เครื่องหนึ่งก็คือโครงสร้างพื้นฐาน หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานก็คือโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมครับ อินฟราสตรัคเจอร์ ของประเทศไม่ใช่มีแค่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างเดียวแต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจที่จะ ลงทุนอีก ๗ ปีข้างหน้า แล้วจํากัดการลงทุนด้านอื่นเพราะเพดานเงินกู้มันกําหนดไว้ ดังนั้น เครื่องยนต์หนึ่งก็คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานซึ่งต้องทําและเห็นด้วย แต่อีก ๓ เครื่องยนต์ ในรายงานของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ไม่ทราบว่ากรรมาธิการได้ผ่านตาบ้างหรือไม่ สะกิดใจ สะกิดความคิดท่านบ้างหรือไม่ ก็คือว่าในรายงานของ อาเดิล แฮนสัน ที่เวิลด์แบงก์ สรุปในกรณีที่ดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) หรือ เวิล์ด อิคะโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) ได้ทํารายงานเพื่อเป็นการวัดระดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่เรียกว่า โกลบอล คอมเพทิ ทิ ฟเนส อิ นเด็ กซ์ (Global Competitiveness index) ดั ชนี ชี้ วั ด ศักยภาพและขีดความสามารถระดับโลกของทุกประเทศ เขาจะสรุปแต่ละประเทศ แล้วก็บอกสถานะระดับของการแข่งขันในทุกด้านและสรุปว่าประเทศนั้น ๆ จะก้าวพ้น ความล้าหลังยากจนได้อย่างไร กรณีของประเทศไทยรายงานของเวิลด์แบงก์ที่ดับเบิลยูบีเอฟ ได้เอามาประมวลไว้เขาบอกว่าประเทศไทยจะก้าวพ้นความเป็นประเทศด้อยพัฒนา หรือกําลังพัฒนาสู่การเป็นประเทศรายได้สูงนั้นเหมือนอย่างประเทศญี่ปุ่น เหมือนอย่าง ประเทศเกาหลี ประเทศไต้หวัน ประเทศสิงคโปร์ ได้ก้าวพ้นไปนั้นก็จะต้องส่งเสริมในเรื่อง ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ ในเรื่องของการศึกษาเท่านั้น แต่ทําไมรัฐบาลจึงมองเครื่องยนต์เดียวละครับ แล้วเครื่องบินประเทศไทยมันจะเทกออฟ (Take off) ได้อย่างไร อีก ๓ เครื่องยนต์คือวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัยพัฒนา นวัตกรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลังงาน ถ้า ๔ เครื่องยนต์นี้ท่านประธานคิดดูนะครับ ๔ เครื่องยนต์ของเครื่องบินที่สําคัญ ก็คือฐานรากประเทศนี้ที่จะยกขึ้น เรื่องถนนหนทาง โครงสร้างพื้นฐานนะครับ ๒. ก็คือเรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ๓. ก็คือเรื่องของ นวัตกรรม การประดิษฐ์คิดค้นใหม่ ๆ การวิจัยและพัฒนา การต่อยอดด้วยเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ เศรษฐกิจนวัตกรรม แล้วก็ ๔. ก็คือในเรื่องของพลังงาน