สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๓๐ มกราคม ๒๕๕๖

อรรถพร พลบุตร พูดถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในทะเลไทย โดยเรียกร้องให้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. การประมง เพื่อให้สิทธิชุมชนในการกำหนดมาตรการกฎหมาย การคุ้มครอง การจัดการ และการปกปักษ์รักษา

นายอรรถพร พลบุตร เพชรบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็ต้องตอบ คุณวรชัยว่า ถ้าคุณวรชัยเข้าใจวิถีชีวิตของชาวประมงอย่างแท้จริงก็จะไม่พูดประโยค เมื่อสักครู่นี้ขึ้นมา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าบรรยากาศการอภิปรายในวันนี้กับเมื่อวันพุธ ที่แล้วตอนค่ำต่างกันมาก วันพุธตอนค่ำที่ท่านประธานปิดการประชุมเพื่อเลื่อนมาพิจารณา ในวาระนี้เราต่างมีความเชื่อมั่นร่วมกันว่า ในสภาแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล หรือคุณวรชัย เชื่อมั่นในพลังสิทธิของชุมชน เราจึงเลื่อนการพิจารณามาเป็นสัปดาห์นี้ เพื่อรอให้ร่างพระราชบัญญัติของประชาชนเสนอผ่านคุณธีระชาติแห่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาร่วมกัน เราตั้งความหวังว่า ๗ วันนั้นท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งน่าจะ เชื่อมั่นในพลังของชุมชน ซึ่งคุณวรชัยอาจจะไม่เข้าใจในเรื่องพวกนี้ก็จะลงนามรับรอง เป็นงบการเงิน ซึ่งนั่นคือการรับรองให้สิทธิของชุมชนได้เกิดขึ้นในกฎหมายฉบับนี้ แต่ ๗ วันผ่านไปสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นครับ ที่จริงวันนี้ถ้าเรายังเชื่อและเราจำเป็น ต้องเชื่อในสิทธิของชุมชนจากวิกฤตการณ์ของท้องทะเลที่ผ่านมามันไม่มีคำตอบอื่น วันนี้เพียงท่านประธานปิดการประชุมและไปประชุมในสัปดาห์ต่อไปแล้วให้ท่านนายกรัฐมนตรี ลงนามใน ๗ วัน ร่างกฎหมายของประชาชนเขาก็จะมีส่วนพิจารณาในสภาแห่งนี้ นั่นคือ ความบริบูรณ์ของประชาธิปไตย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มี ผลประโยชน์หรอกครับ เราต้องการให้ประชาชนเขาได้มีพลังอำนาจในการดูแลชายฝั่ง และท้องทะเลซึ่งเป็นสมบัติของเขา ผมกราบเรียนท่านประธานว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายซึ่งบูรณาการกฎหมายหลายๆ ฉบับเข้ามาประหนึ่งเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อสอดคล้องกับการตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ก็คือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ถูกต้องครับ แต่ถ้าเรายืนบนโลกความเป็นจริงเราก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามันไม่ใช่ไม่มีกฎหมายนะครับ มันมีกฎหมายเยอะไปหมดที่ครอบคลุมทะเลและชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. การประมง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่อง กับกรมเจ้าท่าหรือกรมชลประทาน หรือแม้กระทั่งกฎหมายอาญาเยอะมากครับ มีหน่วยงาน มากมายก่ายกองที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อดูแลชายฝั่งและท้องทะเลไทย และวันนี้ อะไรมันเกิดขึ้นหรือครับ ออกไปในทะเลมันมีความหวังอะไรเหลืออยู่บ้าง มันวิกฤติที่สุด อยู่แล้วในขณะนี้ ประเด็นมันจึงไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเป็นด้านหลัก ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่องค์กร เป็นด้านหลักครับ แน่นอนถ้าเราไปเชื่อว่าถ้าเอากฎหมายมารวมเป็นกฎหมายเฉพาะขึ้นมา มีองค์กรโดยเฉพาะขึ้นมามันจะแก้ปัญหาได้ เราเชื่อได้เพียงเสี้ยวเดียวครึ่งเดียวครับ ปัญหาจริง ๆ มันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นเลยครับ ถ้าปัญหาอยู่ที่ตรงนั้นทะเลไทยวันนี้ไม่ไร้ความหวัง เช่นนี้ครับ ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าที่ผ่านมา คุณวรชัยพูดถูกอย่างหนึ่งครับ ปกติผมไม่ค่อยเชื่อคุณวรชัยหรอก แต่เมื่อสักครู่ผมเชื่อ ก็คือตรงที่ว่าก็ประชาชนไม่มีโอกาส ต่อสู้เลยในกฎหมายเดิม เรือเล็กเรือชายฝั่งเขามีโอกาสอย่างไร ทะเลของเขา ชายฝั่งของเขา เขาก็มองการล่มสลายของป่าชายเลนที่พวกนายทุนใหญ่ไปทำรีสอร์ท (Resort) ไปทำนากุ้ง พังทั้งระบบนั่นละ ทั้งภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกใช่หรือไม่ แล้วเจ้าของแผ่นดิน เขามีโอกาสหรือไม่ ในที่สุดก็ต้องไปต่อสู้ ตายไปก็มี ติดคุกไปก็มี นอนอยู่ในมุ้งแห่งความสิ้นหวัง ก็มากมายครับ นาน ๆ จะชนะสักทีให้มีรอยยิ้ม ดูเรื่องท่อแก๊สอำเภอจะนะสิครับ ดูเรื่องโรงไฟฟ้า ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์สิครับ ดูเรื่องโรงกลั่นจังหวัดเพชรบุรีสิครับ ประชาชนชาวประมง เขาไม่มีที่ยืนในกฎหมายที่ผ่าน ๆ มา แล้วมันจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร แก้ไม่ได้ครับ ฉะนั้นกฎหมายที่จะออกใหม่นี่ดีครับ เรามาบูรณาการเป็นหนึ่งเป็นเนื้อเดียวกันเป็นฉบับเดียว ที่มีเอกภาพในการดูแลจัดการ ดีครับ แต่ถ้าไม่ให้พี่น้องประชาชนชาวประมง รวมทั้ง ผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ชายฝั่งและในทะเลได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมันก็คือประวัติศาสตร์ เล่มเดิมละครับที่ทำให้ทะเลไทยเป็นทะเลแห่งความสิ้นหวังอยู่ในทุกวันนี้ ขณะที่เราพิจารณา กฎหมายฉบับนี้มันก็มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องควบคู่ขนานกันไปคือ พ.ร.บ. การประมง พ.ศ. .... ที่ไม่เคยแก้มา ๕๐ ปี พวกเราก็ทำงานตรงนี้อย่างหนัก ท่านรู้ไหมครับว่า พ.ร.บ. การประมง พ.ศ. .... ที่กำลังพิจารณาในวาระที่สองและต่อสู้กันอย่างหนักอยู่ ในทุกวันนี้ ประเด็นไหนที่เป็นประเด็นที่เปลี่ยนแปลง ก็คือประเด็นการตั้งคณะกรรมการ จังหวัดครับ คือการย้อนไปให้สิทธิชุมชนในการกำหนดมาตรการกฎหมาย การคุ้มครอง การจัดการ การปกปักษ์รักษา ไม่ได้อยู่ที่ประมงอำเภอ หรืออยู่ที่ประมงจังหวัด หรืออธิบดี กรมประมง รอยแผลในทะเลที่ทำให้ทะเลไทยวันนี้กลายเป็นทะเลทรายที่มีน้ำมันให้คำตอบ อื่นไม่ได้ เวลาผมน้อย ผมอยากจะพูดมากไปกว่านี้ แต่ผมก็ขอสรุปกับท่านประธานในเรื่อง สุดท้ายว่างานนี้ไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล งานนี้เป็นงานที่เราต้องเดินเป็นแถวเป็นแนว เดียวกัน และท้องทะเลไทยจะแก้ปัญหาได้ทั้งชายฝั่งและท้องทะเลมันต้องมี ๓ อย่างครับ อย่างที่ ๑ ต้องมีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ กฎหมายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวทะเล ๒. ต้องมีองค์กรที่มีประสิทธิภาพเข้าใจ เข้าถึงและตระหนักในทุกข์ร้อน และความล่มสลายของท้องทะเลอย่างแท้จริง และ ๓. ต้องมีกองทุนพัฒนาการประมง เพื่อให้กฎหมายเหล่านี้มีผลบังคับใช้และมีทางเลือกมีทางออกสำหรับท้องทะเลไทย ผมจึง อภิปรายวันนี้เพื่อที่จะได้ประกาศให้ชัดเจนว่าพรรคฝ่ายค้านจะผลักดันให้มีมาตรา ๑๒ เกิดขึ้นในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่จะให้สิทธิชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกปักษ์รักษาหม้อข้าวชีวิต และความหวังของเขาโดยที่เราไม่มีผลประโยชน์ดังที่ถูกกล่าวหาแต่ประการใด ขอบคุณ ท่านประธานครับ