อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการครอบคลุมและความละเอียดอ่อนในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีประเด็นหลักเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเขาคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ยังไม่สมบูรณ์ และจำเป็นต้องมีผู้แทนจากกรมป่าไม้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และเรียกร้องให้คณะกรรมการมีความเป็นอิสระ และให้หน้าที่เสนอรายงานประจำปี
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภิปรายสนับสนุนประกอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหาร จัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. .... ด้วยเหตุผลที่เห็นสอดคล้องกับผู้เสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือรัฐบาลที่กำหนดหลักการให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการบริหาร จัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ด้วยเหตุผลหลัก ๓ ประการก็คือว่า สภาพความเสื่อมโทรม ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้นยังต้องการการบริหารจัดการที่มีความละเอียดอ่อน เนื่องจากว่ายังขาดเอกภาพ ยังขาดการบูรณาการในการบริหารจัดการ ยังขาดการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน และกฎหมายที่มีอยู่ยังไม่อาจจะครอบคลุมในการคุ้มครองทรัพยากรได้ แต่ท่านประธานครับ เมื่อผมได้ดูในรายละเอียดของร่างกฎหมายฉบับนี้แล้วกระผมไม่แน่ใจว่า โจทย์ที่รัฐบาลตั้งไว้ทั้ง ๓ ประเด็นนี้จะได้รับการคลี่คลายตามที่รัฐบาลมีความมุ่งหวังหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้นผมดูตามนิยามและดูตามข้อมูล ที่รัฐบาลนำมาประกอบในครั้งนี้ก็จะเห็นว่าเรายังมองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในลักษณะที่ยังแคบอยู่และไม่ครอบคลุมกับสภาพความเป็นจริง ความจริงแล้วถ้าจะบอกว่า ทรัพยากรทางทะเลนั้นมันมีอะไรบ้าง มันมีมากกว่าที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้อย่างน้อย ที่สุดทะเลมีปลา มีแหล่งอาหาร มีแร่ธาตุ มีน้ำและมีผลประโยชน์อย่างมหาศาล ในเรื่องของพลังงาน ก๊าซธรรมชาติต่าง ๆ ก็อยู่ในทางทะเล นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะต้อง เข้าไปร่วมบริหารจัดการและให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วม ชายฝั่งนอกจากป่าไม้ป่าชายเลน สัตว์น้ำระบบนิเวศวิทยาที่ละเอียดอ่อนแล้ว สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็อยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลนี้เหมือนกัน ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ดูเหมือนว่าจะดูในเรื่องของระบบนิเวศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่เพียงพอ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากเวลามีจำกัดกระผมขอตั้งข้อสังเกตกับร่างกฎหมายนี้ สัก ๔ ประเด็น
ประเด็นแรก ในองค์ประกอบของคณะกรรมการ กฎหมายฉบับนี้คล้าย ๆ กับว่าต้องการจะให้มีคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาทำหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ถามว่าคณะกรรมการระดับชาติในลักษณะเช่นนี้ เคยมีไหมครับ ก็เคยมีในแผนแม่บทในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แต่ว่าคณะองค์ประกอบของการทำงานซึ่งเอาหน่วยงานต่าง ๆ มานั่งประชุมร่วมกันนั้น ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติแล้วก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ และเมื่อรัฐบาลได้พยายามที่จะตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาตามกฎหมายฉบับนี้เรียกว่าคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหาร จัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน แล้วก็มีรัฐมนตรี มีข้าราชการระดับปลัดกระทรวงเข้าไปเป็นคณะกรรมการ ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะยังมีความไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้านเพียงพอ อย่างน้อยที่สุดผมยังไม่เห็นว่า มีคณะกรรมการที่มีปลัดกระทรวงนั่งกันเต็มไปหมดจะมีผลในทางปฏิบัติจริง ๆ จะบริหาร จัดการได้จริง ๆ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ก็พบว่า แต่งตั้งจากรัฐมนตรีที่ไม่ได้เน้นภาคประชาชน ไม่ได้เน้นคนที่มีประสบการณ์ ความรู้ความเชี่ยวชาญ ในด้านการจัดการการมีส่วนร่วมเข้ามา ซึ่งนี่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าจะทำให้ กฎหมายฉบับนี้สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็อยู่ตรงนี้ด้วยนะครับ
อีกส่วนหนึ่ง เราต้องยอมรับว่าบริเวณทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้น ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับอำนาจหน้าที่ของกรมป่าไม้ซึ่งในอนาคตกรมนี้ก็จะรวมเอา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้ามาอยู่ในกรมนี้ด้วย ผมคิดว่าในคณะกรรมการ ชุดนี้จำเป็นที่จะต้องมีผู้แทนจากกรมป่าไม้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อที่จะช่วยผ่องถ่ายอำนาจ ในการดำเนินงานของอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเขาจะต้องใช้อำนาจนั้น แทนกรมป่าไม้ในบางพื้นที่
เรื่องที่ ๒ เรื่องของอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ก็เห็นด้วยว่าการเขียนไว้ ที่ให้คณะกรรมการมีอำนาจในการเสนอนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง แผนเหล่านี้ต้องมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายครับ แต่ทีนี้ เมื่อท่านมีคณะกรรมการที่เป็นเพียงปลัดกระทรวงเข้ามานั่งกันอยู่ แผนที่จะเป็นจริง ในทางปฏิบัตินั้นจะเป็นจริงได้อย่างไรนะครับ ประเด็นที่สำคัญที่สุดนะครับ บทบาทหน้าที่ ที่ท่านเขียนไว้ว่า ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย และแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ อันนี้มีความจำเป็น และสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าคณะกรรมการไม่มีความเป็นอิสระ คณะกรรมการตั้งขึ้นมาโดยเพียงเพื่อ ให้ครบองค์ประกอบนั้นแล้วทำงานโดยเกรงว่าจะลูบหน้าปะจมูกกันผมคิดว่าจะเกิดปัญหา ตามมาอย่างแน่นอนนะครับ นี่คือในเรื่องของอำนาจหน้าที่ และที่สำคัญผมคิดว่าควรจะเพิ่มเติม ให้หน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ต้องเสนอรายงานประจำปีให้กับสาธารณชนได้รับทราบ อย่างน้อยที่สุดกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เราได้ติดตามตรวจสอบด้วย
เรื่องที่ ๓ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มากก็คือเรื่องบทบาทของชุมชนชายฝั่ง ในเรื่องนี้ท่านอุตส่าห์แยกไว้ถึง ๑ หมวด แต่ว่า ๑ หมวดนั้นมีเพียง ๑ มาตรา แล้วก็เป็น มาตราที่ผมคิดว่าเป็นเพียงนามธรรมเท่านั้น เรายังไม่เห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่จะเกิดขึ้น ได้จากการสนับสนุนให้ชุมชนชายฝั่งได้มีบทบาทในการมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ สุดท้ายแล้ว เราก็จะเห็นว่าการให้บทบาทของชุมชนชายฝั่งตามมาตรา ๑๓ ซึ่งมี ๓ อนุมาตรานั้น เป็นบทบาทหน้าที่ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งต้องทำอยู่แล้ว ไม่ต้องเขียน กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงไม่เห็นความแตกต่าง ความน่าสนใจกับการที่ท่านให้บทบาทกับภาคประชาชนหรือว่า ชุมชนในเรื่องนี้นะครับ
ท่านประธานครับ สุดท้ายก็คือเรื่องอำนาจของอธิบดี อำนาจของรัฐมนตรี และอำนาจของคณะกรรมการที่จะมากขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้ ตรงนี้เป็นดาบสองคมนะครับ แน่นอนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งซึ่งมีปัญหาสะสมมายาวนานจำเป็น จะต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดเด็ดขาด เช่นการประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อจะเข้าไปดูแลปัญหาความเสื่อมโทรมทั้งหลาย แต่ว่าทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้น ไม่ใช่ทรัพยากรของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นของพี่น้องประชาชน ที่เขาใช้พื้นที่ใช้ทรัพยากรอยู่ตรงบริเวณนั้นด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าไปบริหารจัดการ ตรงนี้ การใช้อำนาจตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ที่ผ่านมาความขัดแย้งระหว่างพี่น้องประชาชนผู้ใช้ทรัพยากร ใช้พื้นที่กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในพื้นที่เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมา และตราบใดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เปลี่ยนวิธีคิด ในเรื่องนี้ปัญหาก็จะไม่สิ้นสุด ท่านต้องให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ไปบริหารจัดการเรื่องนี้ ต้องมองพี่น้องประชาชนในพื้นที่บริเวณนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศด้วย ไม่ใช่มอง ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นเป็นเพียงผู้รุกล้ำหรือผู้ทำผิดกฎหมาย
นี่เป็น ๔ ประเด็นที่ผมอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะจัดตั้งขึ้น ได้ไปช่วยพิจารณาแล้วผมจะร่วมในการแปรญัตติในเรื่องนี้ต่อไป ขอบคุณครับ