สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ มกราคม ๒๕๕๖

รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยเรียกร้องให้ภาคประชาชนเป็นหลักในการดำเนินการ ต้องการให้กองทุนนี้เน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมาก นอกจากนี้ยังต้องการให้การตรวจสอบกองทุนใช้สมัชชาหรือสภาประชาชน และให้คณะกรรมการกองทุนไม่ให้หน่วยราชการเข้ามามาก

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่านประธานคะ สำหรับร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พ.ศ. .... ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่จะต้องพยายาม ที่จริงแล้วดิฉันเห็นคุณเข็มพรและคณะพยายามที่จะ เสนอกฎหมายนี้เข้ามาแล้วก็ผลักดันเข้ามา แล้วมีการมาพูดคุยในคณะกรรมาธิการกันอยู่ครั้งหนึ่ง โดยที่ทราบว่าทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ทั้งกระทรวงวัฒนธรรมแล้วก็ทั้งฝ่ายภาคประชาชนได้ทำงานร่วมกัน แล้วก็หารือกันมา แต่มันก็มีบางประเด็นที่ยังเห็นต่างกันอยู่ เพราะฉะนั้นก็เลยมีการนำเสนอ เข้ามานี้นะคะ แล้วก็อยากจะเรียนว่าที่จริงแล้วภาคประชาชนใช้ความพยายามสูงมากในการที่จะ ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เขามีการพูดคุยกันตามภาคต่าง ๆ แล้วดิฉันก็ได้ไปร่วมฟังด้วย ร่วมทราบด้วย ก็ฟังว่าเวลาอภิปรายวันนี้เวลาพูดถึงสื่อหลายท่านพูดถึงสื่อกว้างขวาง ดิฉันเคยไปที่ภาคเหนือที่คณะอันนี้จัดเห็นการแสดงของเยาวชน เป็นการแสดงที่สะท้อนภาพ ของสังคม ของเยาวชนชีวิตของเขาดีมากเลย เพราะฉะนั้นการแสดงที่เขาแสดงต่าง ๆ การแสดงละครของเขาก็เป็นสื่อชนิดหนึ่งซึ่งเราต้องให้ความสนใจ สำคัญก็คือเรื่องกลไก ของการกระจายสื่อที่ในกฎหมายนี้ก็กำหนดเอาไว้ เพราะฉะนั้นต้องทำให้เป็นจริงแล้วก็ ทำให้ดี ดิฉันก็อภิปรายเพื่อที่จะฝากผู้ที่จะเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งดิฉันไม่ได้เป็นด้วย หลายคนเข้าใจผิด เข้าใจว่าต้องเข้าใจ ดิฉันเชื่อนะคะ คณะที่ร่างกฎหมายมาภาคประชาชนนี่ ทราบว่าเด็กก็คือเด็ก แต่ผู้ใหญ่หลายคนคิดว่าเด็กคือผู้ใหญ่ตัวเล็ก ๆ เราจะเห็นในรายการทีวี หลายรายการที่บอกเป็นรายการเพื่อเด็ก เอาเด็กมาทำทุกอย่างเลียนแบบผู้ใหญ่หมดเลย ไม่ได้ทำแบบเด็ก มานั่งอ่านข่าว มานั่งคุยกัน เล่าข่าวเหมือนผู้ใหญ่ แล้วก็เล่าข่าวซึ่งดิฉันเห็นแล้ว รู้สึกว่ามันก็ไม่ใช่รายการของเด็ก แต่มันเป็นรายการให้เด็กมาทำเพื่อให้ถูกใจผู้ใหญ่ ดิฉันอยากจะฝากแค่นี้ว่ากฎหมายฉบับนี้กองทุนนี้ก็เป็นกองทุนซึ่งที่จริงแล้วสมัยนั้น เมื่อสภาที่แล้วท่านประธานก็เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างกฎหมาย กสทช. ด้วยกัน แล้วซึ่งมีอยู่ภาคหนึ่งที่บอกว่าจะต้องตั้งกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะตามกฎหมายของ กสทช. นั่นก็เป็นความตั้งใจ ดิฉันว่าเมื่อมีกฎหมายนี้ขึ้นมาก็มารองรับประกอบซึ่งกันและกัน อยากจะให้เน้นเหมือนอย่างที่ของภาคประชาชน ดิฉันอยากจะเรียนว่าเมื่อมีของรัฐบาล กับของภาคประชาชนมันต่างกันไม่มาก แต่อยากจะให้ยึดของภาคประชาชนนี้เป็นหลัก เพราะว่าภาคประชาชนจะเป็นคนไปทำดำเนินการเรื่องอย่างนี้ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม หรือหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะสนับสนุน ต้องเน้นที่การเรียนรู้ของประชาชน คงไม่ใช่พัฒนาทักษะ ของการผลิตสื่ออย่างเดียว ต้องเน้นที่การเรียนรู้ของประชาชนด้วยนะคะ ที่จะเน้นเรื่องศีลธรรม วัฒนธรรม เรื่องคุณธรรมทั้งหลาย แต่ในขณะเดียวกันอย่าลืมนะคะ เรื่องสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน เรื่องที่จะสอนให้เขาต้องเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน พูดเรื่องความเสมอภาค พูดเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติอย่างเข้าใจอย่างถูกต้องก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นต้องใช้สื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชนแล้วก็สังคม ดิฉันเห็นด้วยที่ท่านบอกว่า ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มวิชาชีพ ต้องเป็นกลุ่มต่าง ๆ เมื่อมีกองทุนอยากจะให้เน้นส่งเสริม แล้วก็สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มาก แล้วก็อยากจะเน้นด้วยว่าดิฉันเห็นด้วย กับการที่มีร่างบอกว่า การตรวจสอบกองทุนต้องใช้สมัชชาหรือใช้สภาประชาชน ต้องอย่าให้ตกไปนะคะ แล้วคณะกรรมการกองทุนอย่าเอาหน่วยราชการเข้ามามาก ถ้าให้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานน่าจะดีกว่าให้ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพราะว่าให้ ข้าราชการประจำมาเป็นประธานนี่ดิฉันเคยเห็นมาหลายงานแล้ว ส่วนใหญ่เวลาพิจารณา จะไว้ใจหน่วยราชการ เพราะฉะนั้นถ้าข้าราชการขอทุนมาก็จะให้ แล้วภาคประชาชน ก็จะไม่ให้อะไรอย่างนี้นะคะ ก็ฝากท่านไว้ด้วย แล้วเวลาผู้ทรงคุณวุฒิกรุณาพอเสียที ที่จะบอกว่า เอาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านอะไรเข้ามานี่นะคะ อย่างละ ๑ คนอะไรอย่างนี้ดิฉันเห็นมีเยอะ มันจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่รู้เรื่องในเรื่องของ สิทธิเสรีภาพ การกำหนดหน้าที่ของประชาชนหรือกลุ่มของผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี กลุ่มชาติพันธุ์อย่างนี้ซึ่งจะเข้าใจ ต้องการความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็ฝากท่านแล้วกันว่าเวลาพอสุดท้ายก็คือถ้าสมมุติว่าเราจะจัดเรตติ้ง อายุ ๑๓ ปี ๑๘ ปี ในขณะเดียวกันถ้าเราจัดอย่างนี้แล้วแต่เราไม่สามารถที่จะกำกับได้ว่าเวลาที่จะนำเสนอ ถ้าอย่างในโทรทัศน์ทั่ว ๆ ไปมันต้องกำหนดได้ด้วย ถ้า น ถ้า ๑๓ ขวบ อายุยังไม่ถึง ๑๓ ขวบ ต้องได้รับคำแนะนำ มันต้องไปเปิดหลัง ๔ ทุ่ม แต่ดิฉันทราบว่าอ้ายอย่างนี้ค่ะ ละครหลังข่าว เอาไปไว้ ๔ ทุ่มไม่ได้เลย ก็ฝากว่ามันต้องมีกติกาเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ การลงทุนลงแรงของภาคประชาชนได้รับการสนับสนุนแล้วก็ขอให้ผ่านไปด้วยดี ท่านลงแรง มากจริง ๆ ใช้ความพยายามมากจริง ๆ กว่ากฎหมายฉบับนี้จะเข้า ที่จริงมีคนพยายามที่จะบอกว่า ให้เข้ามาเลยไม่ต้องรอภาคประชาชนเพราะคุยกันมาอยู่แล้ว แต่การที่มีภาคประชาชน เป็นกฎหมายเสนอภาคประชาชนด้วยนี่นะคะ ดิฉันก็ว่าเห็นข้อดีก็คือท่านจะได้มีโอกาสที่จะแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเข้ามาอยู่ในนี้ ๑ ใน ๓ แล้วจะได้พูดกันอย่างสมน้ำสมเนื้อหน่อยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ