สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๑๖ มกราคม ๒๕๕๖

สงกรานต์ จิตสุทธิภากร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยขอให้คณะกรรมาธิการจำกัดคำนิยามของคำว่าสื่อ และเสนอแนะว่าควรใช้การแทรกแซงโดยไม่ทำให้คนรู้ว่าแทรกแซง เพื่อควบคุมสื่อด้วยวิธีการที่ไม่ทำให้คนรู้ว่าถูกควบคุม และเรียกร้องให้มีความเป็นอิสระของกองทุน ไม่ให้การเมืองแทรกแซง และใช้เงินกองทุนในทางที่ดี เพื่อประโยชน์ของประเทศ

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมจะขออภิปรายเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พ.ศ. .... ซึ่งผมเห็นด้วยกับร่างของดอกเตอร์ผุสดี ตามไท ที่ได้เสนอไว้ แต่อย่างที่หลายคนได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ผมจะขออนุญาตมีข้อสังเกตว่าในการที่จะมี กองทุนนี้แล้ว เมื่อมีการจัดตั้งกองทุนนะครับ แล้วควรจะมีข้อสังเกต มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ขออนุญาตเป็นหัวข้อประมาณ ๒-๓ ข้อ

ข้อที่ ๑ ผมอยากให้ทางคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นใหม่ได้จำกัดคำนิยาม ของคำว่าสื่อด้วยครับ เพราะผมจำได้ว่าผมนี่โตมากับสื่อในสมัยแรกคุณพ่อซื้อโทรทัศน์ เครื่องแรกผมจำได้ครับ ตอนเย็นหัวค่ำหลังจากรับประทานข้าวแล้ว ๑ ทุ่ม พ่อแม่ลูก ๗ คน ๘ คน นั่งดูทีวีจอเดียวกันครับ การดูทีวีซึ่งมีอยู่เครื่องเดียวในบ้านผมว่าในสมัยปัจจุบัน มันเป็นไปไม่ได้แล้วครับ แต่มันสะท้อนอะไรหลายอย่างครับ เพราะอะไรครับ คนที่เป็น ผู้ปกครองก็ต้องเลือกเปิดทีวีที่ดีกับบุตรหลานด้วยแล้วคิดว่าดีกับครอบครัวที่สุดนะครับ แต่ท่านลองคิดดูสิครับว่าในปัจจุบันนี้บ้านหนึ่งนี่นะครับทีวีแทบจะอยู่ในทุกห้องที่มีอยู่ของบ้าน เดี๋ยวนี้กระจายไปถึงห้องนอน กระจายไปถึงห้องรับประทานข้าว เดี๋ยวนี้ดูบนถนนก็ได้ครับ เพราะตามสี่แยกมีจอแอลซีดี (LCD) ใหญ่ฉายโฆษณาให้เราดู ฉะนั้นคำว่าสื่อนี่อยากให้ คณะกรรมาธิการซึ่งจะดูนี่ครับ ต้องดูครับว่าปัจจุบันนี้สื่อดีหรือสื่อไม่ดีนั้น มันไม่มีใครที่จะไป สกัดกั้นได้ครับ เพราะว่าสื่อเดี๋ยวนี้มันเข้าไปอยู่ทุกที่ ผมมีลูกอายุ ๑๐ กว่าขวบ ทุกวันนี้ ตอนเข้าห้องน้ำต้องถามก่อนว่าพกไอแพด มินิเข้าไปหรือเปล่า เพราะไม่รู้ว่าเขาเข้าไป เขาจะดูอะไร อันนี้ก็คือข้อนิยามข้อหนึ่งที่ผมอยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการว่า ท่านต้องตีความคำว่าสื่อให้ดีครับ เพราะว่าถ้าท่านตีความแบบโบราณก็คือว่าทีวี วิทยุ หรืออะไรอย่างนี้ครับ มันไม่ได้ละครับ

ข้อที่ ๒ อำนาจของสื่อครับ ผมว่าคนปัจจุบันนี้ ยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะคนไทย ค่อนข้างแปลก ผมมีประสบการณ์ ผมพูดเรื่องจริงเกี่ยวกับตัวผม แต่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ไปลงอีกแบบหนึ่ง ปรากฏว่าเขาเจอผม เขาเชื่อสิ่งที่พูดในหนังสือพิมพ์มากกว่าตัวผมครับ ฉะนั้นมันสะท้อนว่าอะไรที่ปรากฏในสื่อนั้นมักจะได้รับความเชื่อถือมากกว่าปกติ แต่ในปัจจุบัน ข้อแตกต่างก็คือว่าสมัยก่อนสื่อที่เป็นของรัฐก็จะโดนควบคุมโดยคณะกรรมการต่าง ๆ แต่ในยุคปัจจุบันท่านเห็นไหมว่าเฉพาะทีวีดาวเทียมมีเป็นร้อย ๆ ดวง แล้วเป็นร้อย ๆ ช่อง บางช่องโฆษณาเรื่องที่ใครก็รู้ว่าไม่มีสาระเลยครับ น้ำยา ปุ๋ยมหัศจรรย์รักษาได้ทุกโรค อะไรอย่างนี้ ก็โฆษณาอยู่ ก็ไม่มีใครไปคุม แต่ท่านอาจจะไม่เชื่อ บางคนเชื่อมากแล้วก็โทรศัพท์สั่งซื้อ แล้วโดนเขาหลอกเยอะแยะไปหมด อันนี้ท่านต้องควบคุมนะครับ เพราะว่าในปัจจุบันนี้ สิ่งที่สื่อแสดงออกมานั้นคนส่วนใหญ่เชื่อ ผมถามว่าทำไมเขาเชื่อ เพราะชีวิตปัจจุบันนี้ เขาแทบจะไม่มีสังคมรอบข้างแล้ว เช้าตื่นตีสี่ตีห้าส่งลูกไปเรียนหนังสือ ตัวเองต้องไปทำงาน กลับมา ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่ม จะมีเวลาไปคุยกับข้างบ้าน ทำสภากาแฟได้คุยกันเรื่องโน้นจริง ไม่จริง ข้อมูลเพิ่มเติมไม่มีครับ ฉะนั้นอะไรที่ออกมาในทีวีเขาเชื่อหมดในสิ่งที่เขาเสพอยู่นะครับ ข้อที่ ๒ เพราะท่านเขียนไว้ว่าท่านจะทำกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผมขออนุญาตบอกว่าท่านต้องใช้ตามคำพูดของท่านนะครับ คือปลอดภัยแล้วก็สร้างสรรค์ คำว่า สร้างสรรค์ สำคัญที่สุด เพราะถ้าท่านบอกว่าให้รัฐบาลให้เงินท่านปีละ ๕๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วท่านบอกว่าท่านจะไปจ้างบริษัททำหนังดี ๆ ทำละครดี ๆ แล้วมาฉาย ในช่วง ๒ ทุ่มเพื่อให้คนดูสิ่งดี ๆ ผมว่าเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าระบบการค้าทุกวัน มันรุนแรงแล้วเป็นธุรกิจมากขึ้นจนขนาดที่ว่าสิ่งที่ธรรมดามันไปไม่ได้ คนชอบดูละครกัน ๒ ทุ่ม ก็ดูตบ ๆ ตี ๆ กันอย่างที่เห็นละครับ ฉะนั้นคำว่าสร้างสรรค์ของท่านผมกำลังคิดว่า อยากให้ท่านใช้ตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง คำว่า เด็กเป็นศูนย์กลาง ก็คือท่านดูสิครับ ท่านถอดตัวเอง ออกนะครับ อย่าคิดความเป็นผู้ใหญ่ของท่าน ลองมาดูว่าชีวิตประจำวันของเด็กทุกวันนี้ตื่นมา เขาเจออะไรบ้าง เขาได้ยินอะไรบ้าง เขาเห็นอะไรบ้าง เขาเสพอะไรบ้าง แล้วท่านก็แทรกแซง โดยใช้วิธีที่ผมใช้คำว่า แนบเนียน โดยอาจจะปนในสื่อเหล่านั้นซึ่งให้เขาได้รับรู้ หรือท่าน อาจจะขอร้องก็ได้ว่าในการแสดงละครต่าง ๆ ท่านอาจจะมีคำว่า คำแบบนี้ห้ามใช้ กิริยาแบบนี้ ห้ามใช้ ในขณะเดียวกันเรื่องง่าย ๆ อย่างเช่นถ้าตัวละครจะข้ามถนน ท่านบอกให้เขาข้ามถนน บนทางม้าลายได้ไหม แค่นี้ละครับ ท่านซ่อนไปเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ดีกว่าที่จะไปทำละครเอง ซึ่งผมว่ามันเป็นไปไม่ได้

ข้อที่ ๓ ก็คือเมื่อท่านตั้งกองทุนขึ้นมาแล้ว ท่านอย่าให้การเมืองเข้ามา แทรกแซงนะครับ ท่านต้องมีความเป็นอิสระ ความเป็นอิสระคืออะไร เพราะคำว่า ปลอดภัย สร้างสรรค์ มันตีความได้หลายอย่าง มันสร้างสรรค์กับฝ่ายโน้นหรือเปล่า มันสร้างสรรค์กับ ฝ่ายนี้หรือเปล่า แล้วเงินก้อนนี้ถ้าเกิดใช้ในทางที่ดีก็ดีกับพวกเราทั้งหมด ดีกับลูกกับหลาน ของเรา แต่ถ้าเกิดมันไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง ไปมอมเมาบางเรื่อง ไปสร้างค่านิยม บางเรื่องที่ไม่เหมาะ อย่างปัจจุบันนี้ อย่างที่ท่านประธานก็ได้ยิน ผมก็ได้ยิน มีคนไปทำโพลล์ (Poll) บอกว่าโกงแล้วถ้ามีส่วนร่วมด้วยถือว่าดีอย่างนี้ไม่ได้ครับ รู้ว่าเขาโกงอยู่ แต่ตัวเอง มีส่วนได้ส่วนเสียเขายอมรับได้ ผมว่าโพลล์แบบนี้ผมไม่เห็นด้วย ฉะนั้นการใช้คำว่า สร้างสรรค์ ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งอย่าให้เกิดประโยชน์กับคนบางกลุ่ม ขอให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย โดยรวมทั้งประเทศ ผมคงมีแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ