วรงค์ เดชกิจวิกรม แถลงว่า หากกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นของรัฐบาล ผมไม่ไว้ใจ แต่ถ้าภาคประชาชนมีส่วนร่วม ผมเชื่อมั่น เพราะภาคประชาชนมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ ผมกังวลว่าสื่อของรัฐถูกแทรกแซงและให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ผมอยากให้คณะกรรมการชุดนี้ หาช่องทางให้สื่อเป็นอิสระ แต่ไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมต้องขอขอบคุณ ภาคประชาชนที่มีส่วนในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พ.ศ. .... ถ้าผมเรียนจากความรู้สึกตรง ๆ เลยว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้เป็นร่าง ของกระทรวงโดยตรง เป็นของรัฐบาลโดยตรงผมไม่ไว้ใจครับ เพราะผมก็มีความรู้สึกว่า วันนี้รัฐบาลก็สร้างความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจให้กับภาคประชาชน รวมทั้งประชาชน แล้วก็ นักการเมืองด้วยกัน เนื่องจากรัฐบาลคุมศักยภาพทุกอย่างครับ คุมสื่อด้วย แล้วเราก็มี ความรู้สึกว่าบางครั้งเองรัฐบาลก็เข้าไปแทรกแซงสื่อ แต่วันนี้อย่างน้อยสิ่งที่ดีใจ คือผมเชื่อมั่น ในภาคประชาชนในการทำหน้าที่โดยเฉพาะการบริหารกองทุน สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกองทุน สสส. ผมเชื่อว่าเขามีเสรีภาพและมีความเป็นอิสระ แม้แต่สื่อทีวีไทย ไทยพีบีเอสที่เราพูดถึงกัน ผมก็เชื่อมั่นว่าภาคประชาชนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็น คณะกรรมการมีความเป็นอิสระแล้วก็ในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของสังคม ดังนั้นกฎหมาย ฉบับนี้ที่เสนอขึ้นมาโดยมีภาคประชาชนเข้ามาร่วมกับรัฐบาล ผมสบายใจครับ ขอให้พวกท่าน ภูมิใจว่าผมคนหนึ่งแล้วที่เชื่อพวกท่าน แต่ถ้าให้รัฐบาลหรือนักการเมืองทำเพียว (Pure) ผมไม่เชื่อ ปัญหามีอยู่ว่าผมคิดว่าทุกคนรับรู้เหมือนกันว่าขณะนี้สังคมมีปัญหาและสื่อก็เป็นปัญหาหลัก อันหนึ่งที่ทำให้สังคมแตกแยก ผมคิดว่าแม้แต่ท่านรัฐมนตรีที่อยู่ในที่นี้ท่านประธานนั่งอยู่ตรงนี้ และท่านตัวแทนภาคประชาชนที่เข้ามา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้สังคมไม่ปกติ จริงอยู่ ประเด็นที่ท่านเขียนเข้าไปในหลักการและเหตุผลของกฎหมายว่าเพื่อให้ส่งเสริมการเรียนรู้ พฤติกรรมที่ดีของเด็ก ผมว่าไม่ค่อยน่าเป็นห่วงในความรู้สึกของผม ท่านบ่งบอกว่าต้องการให้ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ผมว่าก็พอ มันจะมีวิธีการในการทำหรือแม้แต่ส่งเสริม ให้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แต่จุดที่น่ากังวลคือความแตกแยกของสังคมวันนี้ มันรุนแรงมาก มันร้าวลึกมาก ดังนั้นประเด็นตรงมันเป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า ถ้าท่านมีการจัดตั้งกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ คำว่า สร้างสรรค์ ก็คือความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ อย่างน้อยท่านน่าจะมีส่วนในการที่ทำให้สื่อมีส่วนทำให้เกิด ความสามัคคีของประชาชนในชาติ ฉะนั้นคำถามถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผมขออนุญาต แบบตรงไปตรงมาครับ สื่อพิเศษเฉพาะกลุ่ม เมื่อสักครู่เพื่อนพูดถึงบลูสกาย พูดถึงเอเชีย อัพเดท ผมถือว่าเป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม อันนั้นผมไม่กังวลครับ คนที่จะดูเอเชีย อัพเดทเขาก็มีความรัก ความศรัทธาในเอเชีย อัพเดท คนที่ดูบลูสกายก็มีความรักความศรัทธาในบลูสกาย แต่ถ้าคนที่แน่จริง ควรจะดูทั้ง ๒ ช่อง เพราะว่าบางครั้งช่องนี้ให้ข้อมูลถูก ช่องนี้ให้ข้อมูลผิด แล้วใช้สติ ของตัวเองในการไตร่ตรอง ตรงนี้ไม่เป็นอะไร เพราะถือว่าเขาเปิดมาเฉพาะกลุ่มแล้วก็คนที่ เข้าไปดูก็ควรจะมีวิจารณญาณในการดู แล้วก็การประกาศค่ายชัดเจนของสื่อพวกนี้มันชัดเจนว่า บลูสกายเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ เอเชีย อัพเดทเชียร์พรรคเพื่อไทย อย่างนี้ไม่ค่อยน่ากังวล แต่จุดที่ฝากคณะกรรมการหรือภาคประชาชนที่จะเข้าไปสื่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ ช่อง ๑๑ ซึ่งเป็นของรัฐโดยตรงหรือทีวีไทย รวมทั้งหนังสือพิมพ์ ที่มีการซื้อขายตามท้องตลาด ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด คมชัดลึก ไทยโพสต์ อะไรก็แล้วแต่ ผมว่าตรงนี้ผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นจุดที่น่ากังวลครับ ผมอยากให้คณะกรรมการชุดนี้ ลองหาช่องทางทำอย่างไรก็แล้วแต่เราต้องให้สื่อเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง แต่ขณะเดียวกันต้องเป็นอิสระบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง วันนี้ความขัดแย้งทางการเมืองส่วนหนึ่ง เพราะว่าการให้ข้อมูลเท็จผ่านสื่อสาธารณะ ผ่านบลูสกายผมไม่ว่า หรือผ่านเอเชีย อัพเดท ก็ไม่เป็นอะไร เพราะเขารู้อยู่แล้วว่า ๒ ช่องนี้บางครั้งเสนอก็อาจจะเสนอเข้าข้างพวกตัวเอง ซึ่งเราแฟร์ (Fair) ในการที่จะพูดอย่างนี้ แต่ช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ ช่อง ๑๑ ทีวีไทย ไทยรัฐ เดลินิวส์ ไทยโพสต์ ข่าวสด อะไรก็แล้วแต่หนังสือพวกนี้ อันนี้สำคัญเพราะว่า ประชาชนเสียเงินบริโภค ผมอยากจะฝากเป็นข้อคิดเห็นว่าพวกท่านเมื่อผลักดันกฎหมาย ฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งมีกองทุนทำอย่างไรจะให้สื่อเหล่านี้ สิ่งที่ผมต้องการคือเสนอสิ่งที่ถูกต้องครับ ผมยกตัวอย่างให้ท่านเห็นง่าย ๆ เมื่อไม่กี่วันมานี้มีเพื่อนสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านแถลงข่าวว่า การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งนี้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งสไกป์ (Skype) มาบอกว่า ส่งเสาไฟฟ้าไปก็ชนะ ท่านคงรับทราบผ่านสื่อนะครับ ท่านรัฐมนตรีคงเห็น แต่ท่านเชื่อไหมครับว่า เวลาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่ประชาชนจ่ายเงินซื้อ มันเสนอคนละมุม ถ้าเสนอคนละมุม มันก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งถูกฝ่ายหนึ่งผิดถูกไหมครับ ถ้าผมพูดกันตรง ๆ เลยหนังสือพิมพ์จำนวนไม่น้อย ที่ลงข่าวประชดประชันว่าท่านสุขุมพันธุ์แข่งกับเสาไฟฟ้า อันนี้คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ผม ขออนุญาตเอ่ยชื่อหนังสือพิมพ์มติชนวาดการ์ตูนเป็นเสาไฟฟ้ารูปท่านสุขุมพันธุ์มีผู้แข่งขันอยู่ ท่านหนึ่งเหมือนกับมาแข่งกับเสาไฟฟ้า ก็กลายเป็นว่าเสาไฟฟ้าคือท่านสุขุมพันธุ์ แต่ขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่สไกป์ส่งใครลงมาเป็นเสาไฟฟ้าก็ชนะ ซึ่งหมายถึงว่าท่านพงศพัศ ผมกำลังจะชี้ ให้เห็นว่าเห็นไหมครับนี่คือสื่อที่เสียสตางค์ ประชาชนบริโภคสื่อพวกนี้มันต้องอิงบนฐานของ ข้อเท็จจริง ผมคิดว่าสื่อคอลัมนิสต์ (Columnist) มีสิทธิที่จะแสดงทัศนะอะไรก็ได้ เพราะว่า สื่อต้องมีเสรีภาพ แต่สำคัญที่สุดต้องเรียกร้องผ่านรัฐมนตรีและคณะกรรมการที่จะต้องเข้าไป มันต้องมีข้อเท็จจริงครับ ถ้าโกหกหลอกลวงมันก็ไม่ใช่สิครับ และวันนี้สังคมกำลังเปิดกว้าง ให้สื่อเหล่านี้ ผมใช้คำว่าสื่อสาธารณะเสนอข้อเท็จให้กับพี่น้องประชาชน ผมจำได้ว่า ผมอ่านคอลัมนิสต์หลายฉบับหนังสือพิมพ์หลายฉบับก็ดี ในหนังสือพิมพ์บางฉบับก็มีทั้งดี และไม่ดีผสมกัน หนังสือพิมพ์ที่ดี ๆ ในมติชนบางคอลัมน์ (Column) ก็เป็นคอลัมน์ที่ผม โอเค (OK) เลยนะ คืออ่านแล้วมันใช่ เหตุผลมันใช้ได้ แล้วก็มีข้อเท็จจริงเท่าที่ผมรับรู้มาใช่ แต่หนังสือพิมพ์บางฉบับคอลัมนิสต์ที่เวลาเขียนเรารู้อยู่แล้วว่าโกหกข้อมูลก็ไม่จริง บางครั้งผมเป็นแหล่งข่าวเองผมอ่านแล้วไม่ใช่ แต่คอลัมนิสต์ไปเขียนอีกอย่างหนึ่ง เป็นการบิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีแล้วทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม คำถามถามว่าท่านรัฐมนตรี ท่านคณะกรรมการภาคประชาชนท่านคิดว่าท่านจะดูแลสื่อเหล่านี้อย่างไร เจตนาผมเชื่อว่า ทุกคนในสากลในโลกนี้ยอมรับผมเน้นย้ำสื่อต้องเสรีแต่ต้องเสรีบนความจริงครับ ไม่ใช่ว่า เสรีเป็นความเท็จใส่ร้ายป้ายสีทำให้เกิดความแตกแยก และผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ท่านตัวแทนภาคประชาชน ท่านรัฐมนตรี ท่านเป็นรัฐบาลต้องให้ประชาชนรักกัน ท่านต้องให้ ประชาชนสามัคคีให้ได้ พวกผมไม่มีอำนาจที่จะไปทำให้ประชาชนสามัคคีกันแต่ผมเชื่อว่า รัฐบาลทำได้ ดังนั้นอยากจะเรียกร้องไปยังรัฐบาลซึ่งถือว่าท่านเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด และที่ผม ต้องจี้ไปที่ท่านเนื่องจากว่าท่านสามารถมีอิทธิพลต่อสื่อเหล่านี้ ทำอย่างไรก็แล้วแต่ให้สื่อเสนอ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมุมมองความคิดเห็นเสนอได้ แต่แฟคท์ (Fact) ข้อเท็จจริงต้องมี เพราะวันนี้มันแตกแยกก็เพราะว่าใส่ร้ายป้ายสี ใส่ร้ายป้ายสีประชาชนก็ทะเลาะกัน ถ้ารัฐบาล ต้องการให้ประชาชนอยู่แบบทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดไปช่วยไม่ได้ครับ แต่ผมเรียกร้อง เพราะผมอยากให้สังคมสงบ อยากให้เห็นว่าพวกเราไปไหนก็ได้ รัฐมนตรีไปบ้านผมผมไป ต้อนรับท่านได้ ในสภาเราก็ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ เวลาท่านไปเยี่ยมผมที่จังหวัดพิษณุโลก ผมไปต้อนรับท่าน มันควรจะต้องเป็นอย่างนั้น แต่วันนี้มันมีการประโคมใส่ไปเรื่อย ๆ ความขัดแย้ง ความแตกแยกก็มากขึ้น ผมจึงต้องย้ำที่จะเรียกร้องผ่านสื่อสาธารณะ ช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ ช่อง ๑๑ ช่องทีวีไทย และหนังสือพิมพ์ที่ประชาชนต้องซื้อ แต่สื่อ เลือกค่ายโดยเฉพาะผ่านดาวเทียมไม่ว่าจะเป็นบลูสกาย เอเชีย อัพเดท ตรงไปตรงมา เพราะทุกคนรับรู้อยู่แล้วว่าสองฝั่งนี้เขาเลือกข้าง ฉะนั้นคำถามท่านแน่ใจหรือครับว่า ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. .... ที่ตั้งขึ้นมาจะทำให้ เกิดเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ท่านคิดไว้ ผมอ่านในหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ ท่านมีวัตถุประสงค์หลายข้อ สรุปโอเคก็คือการเสนอสาระที่ดีต่อเยาวชน ความสัมพันธ์ ที่ดีในครอบครัว แล้วก็ความมีส่วนร่วมของประชาชน แต่หัวใจที่มันหนักกว่านั้นก็คือ ความแตกแยกของสังคม ผมจึงอยากจะฝากเป็นข้อคิดเห็นผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีแล้วก็ ตัวแทนภาคประชาชนว่าผมคิดว่าการมีเงินแค่นี้ไม่พอครับ ท่านต้องยอมรับกองทุนนี้ ตั้งขึ้นมาผมตีให้ว่าหลัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท อย่างดีผมคิดว่าท่านน่าจะมีกองทุนขนาดสัก ไม่ถึงหลัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าอย่างนั้น ถามว่ากองทุนของทุนสามานย์มันเยอะมาก เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท ขายหุ้นทีหนึ่งได้เงินมาเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท ตัดสินใจคนเดียว จะไปแทรกแซงสื่อฉบับโน้นฉบับนี้โป๊ะเดียวผ่านคอลัมนิสต์ ผ่านรายการโน้น ผ่านรายการนี้ พลังอำนาจต่าง ๆ มันมากจนทำให้แม้แต่ละครเรื่องเหนือเมฆ ๒ ก็ยังบอกว่าฝ่ายการเมือง แทรกแซง ดังนั้นข้อสังเกตกองทุนนี้ที่ตั้งขึ้นมาวัตถุประสงค์ดีมากผมสนับสนุน แต่ผมเชื่อว่า ขนาดของกองทุนมันไม่ใหญ่มากอย่างดีก็แค่ ๑๐๐ ล้านบาท แต่กองทุนของนักธุรกิจ ที่เรียกว่าทุนสามานย์มันเยอะมากมันเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท การใช้จ่ายก็ต่างกันเยอะแยะแล้ว ผมเชื่อว่าเอามดไปสู้ช้างไม่มีทางสู้ได้ ดีไม่ดีวันดีคืนดีท่านก็อาจจะถูกกลืนแต่ยังเชื่อมั่น ท่านอยู่ว่าท่านไม่ถูกกลืน ดังนั้นแล้วเราจะมีทางออกอย่างไรกับสังคม เราจะปล่อยให้ สื่อสารมวลชนในสังคมไทยเป็นอย่างนี้อยู่อีกหรือ แล้วเราจะปล่อยให้ลูกหลานของเราโตขึ้นมา ท่ามกลางสังคมอย่างนี้อีกหรือ ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีก็มีลูกก็ไม่ต้องการให้ลูกโตในสังคมที่ มันแตกแยก สื่อโกหกสื่อบิดเบือน ท่านผู้แทนภาคประชาชนก็คงไม่ต้องการให้ลูกหลานของเรา โตอย่างนี้ท่ามกลางสังคมที่มันไม่ดี แต่วัยของเรามันวัยอีกไม่กี่ปีผมเชื่อว่า ๒๐ ปี ๓๐ ปี อย่างมากตายแล้ว แต่ลูกเกิดมาใหม่ยังอยู่ในสังคมไทยอีกนาน เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหม เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวแล้วก็ถ้าท่านคิดว่าจะทำให้สังคมมันน่าอยู่มันอาจจะเป็นทางออกที่ดี ๑. ผมเห็นด้วยเรื่องกองทุนที่จะต้องมีเงินเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้แต่ข้อสังเกตคือกองทุนอย่างเดียว เงินอย่างเดียวที่ท่านมีอยู่มันไม่พอเพราะกองทุนของระบบทุนนิยมสามานย์มันใหญ่มาก ท่านสู้ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นข้อที่ ๒ เป็นไปได้ไหมครับว่าคนที่ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนสาธารณะ ผมกำลังจะเปรียบเทียบว่าอย่างอาชีพแพทย์นอกจากต้องจบปริญญาตรีแพทยศาสตรบัณฑิตแล้ว เนื่องจากว่าอาชีพนี้มีอิทธิพลต่อคนไข้สูงมากเราจะปล่อยให้แพทย์ไปรักษาคนไข้แบบตามใจหมอ อย่างเดียวไม่ได้ ดังนั้นหมอจะต้องมีมาตรฐาน หรือแม้แต่ทนายความครับเป็นนักกฎหมาย ไปเจอทนายความ เจ้าเล่ห์ ชาวบ้านไม่ยอมจ่ายสตางค์ก็ว่าความแบบเพื่อให้เขาแพ้คดี เขาจึงจะต้องมีมาตรฐาน ของวิชาชีพ นั่นคือใบประกอบวิชาชีพ ผมก็เกิดความคิดว่าเป็นไปได้ไหม