สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๐ มกราคม ๒๕๕๖

เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. ซึ่งเสนอโดยนายกรัฐมนตรี พูดถึงประโยชน์ของกฎหมายดังกล่าว เช่น คุ้มครองมนุษย์ที่เป็นผู้บริโภคสัตว์ต่าง ๆ การผลิตอาหารสัตว์ที่ไม่ต้องนำเข้าได้ และการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงสัตว์โดยใช้พืชสมุนไพร

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ตาก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ต่อร่างพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยนายกรัฐมนตรี โดยภาพรวมเมื่ออ่านจากบันทึกหลักการและเหตุผลรวมทั้งหมวดต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ผมเห็นว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติที่ดีมีประโยชน์และเหมาะสมอย่างยิ่งที่สมควรจะช่วยกันผลักดันให้ กฎหมายนี้เมื่อออกไปแล้วได้ถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลท่านประธานครับ การที่เราต้องออกร่างพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. .... มองในรูปหนึ่ง ก็คือว่าเป็นการคุ้มครองมนุษย์นี่เองที่เป็นผู้บริโภคสัตว์ต่าง ๆ ถ้าสัตว์ต่าง ๆ ที่รับประทาน อาหารหรือเจริญเติบโตมาด้วยวิธีธรรมชาติที่ไม่ขัดกับกฎของสิ่งมีชีวิตมนุษย์ที่เสพก็จะได้มี ประโยชน์ในการบำรุงร่างกายตามช่วงของอายุแต่ละคน อยากกราบเรียนว่าประเทศไทยเรา มีศักยภาพที่สูงส่งทางด้านที่จะผลิตอาหารสัตว์โดยที่ไม่ต้องนำเข้าได้ ถ้าได้รับการสนับสนุน ที่ดีจากนโยบายรัฐบาล และจะเกิดวงจรที่ครบสมบูรณ์ในการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรพี่น้อง ในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงสัตว์นอกจากที่จะผลิตเพื่อเลี้ยงคนแล้ว ผมกราบเรียนว่าจุดเด่น ของเราที่มีก็คือเรื่องพืชสมุนไพร สมุนไพรในการเลี้ยงสัตว์นี่ครับ เราสามารถที่จะสกัดมาได้ เขาใช้เธิร์ม (Therm) ที่นักวิทยาศาสตร์เขาใช้คำว่าเป็นโพร ไบโอติก (Probiotic) ซึ่งจะเป็น อาหารที่เมื่อผสมกับอาหารหลักแล้วจะทำให้ใช้เลี้ยงสัตว์เกือบทุกประเภทครับ ทำให้สัตว์ เจริญเติบโตได้ด้วยวิถีทางธรรมชาติ สัตว์มีความแข็งแรงและมีภูมิต้านทาน รวมถึงผู้ที่บริโภค ในส่วนที่สัตว์นั้นได้เลี้ยงโดยถูกวิธีดังกล่าวแล้วก็จะทำให้ผู้บริโภคนั้นมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น ผมกราบเรียนว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้กำหนดไว้ในหลายหมวดหมู่นะครับ แต่ก็ ยังเป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดว่าหมวดที่สำคัญก็คงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคณะกรรมการ ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ซึ่งหมวด ๑ ในมาตรา ๙ ก็ได้กำหนดในเรื่องของคณะกรรมการ ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ซึ่งก็ได้แก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวงและอธิบดีของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นส่วนใหญ่บวกกับกระทรวงพาณิชย์นะครับ แล้วก็เลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา ในส่วนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญที่จะพูดถึงต่อไปก็คือคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒินะครับ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน ๕ คนเป็นกรรมการ ในจำนวนนี้ จะต้องแต่งตั้งจากเกษตรกร ๓ คน นั่นก็หมายความว่าเกษตรกร ๓ คนที่จะต้องถูกแต่งตั้ง ต้องอยู่ในฐานะของทรงคุณวุฒิ ซึ่งผมก็เชื่อมั่นว่าในรายละเอียดน่าจะต้องมีการปรับว่า มีคุณวุฒิทางด้านใด ผมมีความเห็นว่าผู้ที่ทรงคุณวุฒินี้น่าจะเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงปศุสัตว์ ในการที่จะคิดสูตรต่าง ๆ หรือมีความเห็น มีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องสูตรอาหารการเลี้ยงสัตว์ของแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปีก สัตว์สี่เท้า เป็นพวก โค สุกร หรือกระบือ อย่างนี้เป็นต้น เหตุที่จำเป็นจะต้องได้ผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ รวมทั้งมีความสามารถมาเข้าสู่คณะกรรมการชุดนี้ก็เพื่อให้หน้าที่การทำงานที่จะควบคุม การผลิตอาหารสัตว์ให้ได้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นและจะเป็นผลดีกับผลผลิตทางการปศุสัตว์ ของเรา ในขณะนี้ทั่วโลกมีกระแสก็คือว่าการที่จะสร้างกำแพงทางด้านภาษีศุลกากรจะเริ่มมี ข้อจำกัดลงมากขึ้น ๆ สิ่งที่จะมีแนวโน้มสูงสุดก็คือว่ากระบวนการกีดกันทางการค้า ในรูปที่ไม่ใช่เกี่ยวกับทางด้านศุลกากร หรือไม่ได้เกี่ยวกับทางด้านภาษีจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นที่สำคัญก็คือเขาจะมาดูเรื่อง แหล่งการเลี้ยงสัตว์ แหล่งเลี้ยงสัตว์นั้นสถานที่เป็นระบบปิดหรือระบบเปิด เช่นการเลี้ยงสัตว์ปีก เป็นต้น โดยเฉพาะไก่อย่างนี้นะครับ ขณะนี้ทั่วโลกที่ควบคุมจริง ๆ ต้องการให้เราเลี้ยงระบบปิด การเลี้ยงระบบปิดเป็นการเลี้ยงที่ต้องลงทุนต้นทุนสูง ผมเชื่อมั่นว่าเกษตรกรรายย่อยหรือแม้แต่ การเป็นสหกรณ์ของเราในขณะนี้ก็คงไม่สามารถที่จะสร้างโรงเลี้ยงระดับใหญ่ เพราะการเลี้ยง ระบบปิดเป็นการเลี้ยงที่ต้นทุนสูง ต้องควบคุมทั้งความสะอาด อากาศ อุณหภูมิ ความชื้นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นรูปแบบที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือการกีดกันทางการค้าว่าด้วย เนื้อสัตว์ต่าง ๆ มีการเลี้ยงเป็นอย่างไร เลี้ยงให้สัตว์ได้อยู่อย่างธรรมชาติ ปลอดภัยจาก การติดต่อเชื้อโรคได้หรือเปล่า เลี้ยงด้วยอาหารประเภทใด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กำลังจะเป็นสิ่งที่ เป็นการกดอำนาจการแข่งขันของประเทศที่มีเศรษฐสถานะน้อยกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อเรานำกฎหมาย ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์มาบังคับใช้แล้ว ผมก็อยากฝากให้คณะกรรมการที่จะเกิดขึ้น ในการตั้งคณะกรรมการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เราควรจะต้องดูด้วยว่าระดับใดที่เป็นระดับ ที่พอเหมาะพอสมกับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยที่ทำการเลี้ยงเกี่ยวกับปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นพวกที่เลี้ยงเกี่ยวกับปลาน้ำจืด กุ้ง ปู รวมถึงสัตว์บกและสัตว์ปีก เป็นต้น เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะเหตุว่าถ้าเราไปสุดโต่งเกินไปมันก็จะมีปัญหากับผู้เลี้ยงรายย่อย เพราะฉะนั้นคนที่จะควบคุมตลาดอาหารสัตว์ต่อไปในอนาคตก็จะมีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เป็นห่วง แต่เพราะมันเป็นอย่างนี้เส้นทางเดินมันถูก บังคับว่าต่อไปมันจะเป็นอย่างนี้ ทุนใหญ่ก็ต้องชนะทุนเล็กโดยตลอด ไม่ว่าในสภาพมิติใด ๆ ทางสังคมหรือการเมืองก็แล้วแต่จะเป็นอย่างนี้โดยตลอด ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเหนือกว่า คือผู้ที่ได้เปรียบ เพราะฉะนั้นผมจึงเชื่อมั่นว่าการที่จะควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะ ที่จะเป็นผลิตผลจากคณะกรรมการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ประเภทนี้ท่านจะต้องใช้ ความระมัดระวังดูแลในเรื่องผลกระทบและผลประโยชน์ของผู้ที่ได้ในแต่ละฝ่ายด้วย เพราะภาพรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็คือว่าล้วนแต่มีการเสียสตางค์ขึ้นค่าทะเบียนต่าง ๆ อันนี้ก็คือ เป็นสิ่งที่ผมห่วงใย โดยทั้งหมดผมอยากจะเสนอว่านอกจากจะมีกฎหมายเพื่อควบคุมเราก็น่าจะ มีกฎหมายหรือบอกไปในทางส่งเสริม คำว่า ส่งเสริม ก็คือว่าส่งเสริมหรือสนับสนุนแนวทาง ให้มีการจัดตั้งสูตรการเลี้ยงอาหารสัตว์ที่ถูกต้องเหมาะสมกับทุนรอนด้วย ซึ่งกรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและรู้เรื่องนี้ดีว่าทำอย่างไรที่เราจะสามารถผลิตอาหารสัตว์ ให้ได้มีคุณภาพแล้วก็ต้นทุนที่ต่ำ เพื่อใช้ในการต่อสู้การแข่งขันของอาหารสัตว์ที่มาจาก ต่างประเทศ รวมถึงพันธุ์พืชต่าง ๆ ที่จะต้องปลูกขึ้นมาก็ต้องดูว่าพันธุ์พืชตัวใดที่ให้ผลผลิต ต่อไร่สูงเพื่อนำมาเลี้ยงอาหารสัตว์เช่นถั่วเหลืองเป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่าเป็นความท้าทาย ของผู้ที่จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมถือโอกาสนี้ให้ความเห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ และหวังว่าจะเป็นร่างที่มีประโยชน์ต่อพี่น้อง เกษตรกรไทยที่ทำอาชีพปศุสัตว์ ขอบคุณครับ