อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอแนะการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยเสนอให้คณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 9/1 และ 9/2 ที่วุฒิสภาแก้ไข ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... วุฒิสภาได้แก้ไขใน ๔ มาตรา และเพิ่มเติมเข้าไปอีก ๒ มาตรา ซึ่งเป็นประเด็นที่แตกต่างจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้เคย ให้ความเห็นชอบไป ใน ๖ มาตราที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ประเด็นส้าคัญ ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่มีความแตกต่างไปจากร่างที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร
ประเด็นแรก ก็คือการที่วุฒิสภาไปเพิ่มเติมในมาตรา ๖ ให้การเข้าชื่อเสนอ กฎหมายอาจขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ตามกฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมืองได้ ในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าเราควรให้ การสนับสนุน เนื่องจากว่าในการด้าเนินการเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายนั้นภาคประชาชน มีภาระ มีค่าใช้จ่ายที่จะต้องด้าเนินการ การด้าเนินการที่ผ่านมานั้นก็เป็นลักษณะที่ต้อง ควักเนื้อกันเอง มีค่าใช้จ่ายจ้านวนมาก เป็นต้นว่าแม้กระทั่งค่าถ่ายเอกสาร เอกสารที่ใช้ ประกอบในการเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือการเคลื่อนไหวกับพี่น้องประชาชนเพื่อให้ เห็นชอบกับการเสนอร่างกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งการที่วุฒิสภาไปแก้ไขให้เพิ่มในส่วนนี้ก็คือ การให้ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองตามกฎหมายว่าด้วย สภาพัฒนาการเมืองได้นี้เป็นการเปิดช่องทางให้ภาคประชาชนได้มีโอกาสในการเสนอ กฎหมายได้สะดวกมากขึ้น
อย่างไรก็ตามในประเด็นที่ ๒ ที่วุฒิสภาไปแก้ไขก็คือการให้ผู้ริเริ่มในการเสนอ กฎหมายขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เป็นผู้ด้าเนินการรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิ เลือกตั้งเพื่อเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น นี่เป็นประเด็นใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา แม้ว่าจะมี ข้อดีก็คือว่าท้าให้ภาคประชาชนหรือพี่น้องประชาชนที่จะเสนอกฎหมายนั้นสามารถที่จะใช้ กลไกของ กกต. ในการไปรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาเข้าชื่อเสนอได้ ๑๐,๐๐๐ คน ก็ตามนะครับ แต่ว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมคิดว่าการเสนอกฎหมายนั้น เป็นเรื่องของภาคประชาชน เป็นเรื่องของผู้ที่สนใจในกฎหมายที่ตัวเองต้องการน้าเสนอแท้ ๆ และผมก็เชื่อมั่นว่าผู้ที่ริเริ่มเสนอกฎหมายนั้นสามารถที่จะรวบรวมรายชื่อของประชาชนที่จะ สนับสนุนเพื่อลงชื่อในการเสนอร่างกฎหมายสามารถด้าเนินการได้ด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาที่เรา เห็นในร่างพระราชบัญญัติ แม้กระทั่งที่บรรจุอยู่ในระเบียบวาระนี้ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็ตาม ก็จะเห็นว่าเขาสามารถที่จะรวบรวมรายชื่อพี่น้องประชาชนมาด้าเนินการได้เอง แล้วก็ตรง ตามเจตนารมณ์ของเขาก็คือว่า สามารถจะรวบรวมคนในกลุ่มที่ให้ความสนใจกับเรื่องนั้น ๆ แล้วก็เข้าใจกับเจตนารมณ์ในการเสนอกฎหมายนั้น ๆ ได้เอง ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเด่นที่มีความส้าคัญ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าที่วุฒิสภาพยายามไปแก้ไขตรงจุดนี้ก็เพื่อเปิดโอกาสเปิดช่องทาง แต่ท่านประธานครับ ปัญหาของภาคประชาชนในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการหาชื่อคนมาให้ครบ เท่าจ้านวนที่จะเสนอร่างกฎหมาย แต่ภาคประชาชนมีปัญหาก็คือว่าวันนี้เมื่อเสนอรายชื่อ เข้ามาแล้วกระบวนการในการตรวจสอบรายชื่อเป็นไปด้วยความล่าช้า ท้าอย่างไรที่จะให้ กระบวนการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นด้าเนินการได้อย่างรวดเร็ว หรือท้าอย่างไร ที่ร่างของภาคประชาชนเมื่อน้าเสนอเข้ามาแล้วจะได้รับการบรรจุเข้าระเบียบวาระโดยเร็ว ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เราก็ถกเถียงกันกว้างขวาง ท่านประธานก็เห็นอยู่แล้วว่านั่นคือปัญหาของ ภาคประชาชนมากกว่า ไม่ใช่ปัญหาที่ว่าจะต้องไปมีหน่วยงานเข้ามาช่วยในการด้าเนินการ รวบรวมรายชื่อ ท่านประธานครับ กระบวนการในการตรวจสอบรายชื่อที่ล่าช้านั้นผมทราบว่า เป็นปัญหาของรัฐสภาเอง ซึ่งท่านจะด้าเนินการอย่างไรในอนาคตก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ว่า เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องด้าเนินการ บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่บทบาท ของการไปรวบรวมรายชื่อ แต่มีบทบาทส้าคัญก็คือการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาสามารถที่จะเชื่อมโยงประสานงานกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อตรวจสอบรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาเข้าชื่อกันเสนอกฎหมาย ตรงนั้นเป็นประเด็น ที่ผมคิดว่าภาคประชาชนมีความต้องการมากกว่า เพราะฉะนั้นการที่วุฒิสภาไปปรับปรุงแก้ไข ในประเด็นนี้โดยเพิ่มมาตรา ๙/๑ และมาตรา ๙/๒ เข้าไปนั้น ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่น่าจะ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาให้พี่น้องภาคประชาชนในการเสนอกฎหมายนัก ก็อยากจะน้าเสนอ เรียนกับท่านประธานว่าน่าที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเพื่อหาข้อยุติในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ