สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖

ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ เสนอการแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณของประเทศ โดยเสนอให้รัฐบาลปรับลดการใช้จ่ายในโครงการพิเศษที่ใช้งบประมาณสูงเกินความจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงของหนี้สาธารณะที่อยู่ที่ 44% ของจีดีพี และเตรียมร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมกับประเทศในกลุ่มอาเซียน

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังชล ผมขออภิปราย เพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... วันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประเทศไทยที่หยุดชะงักมานานกว่า ๑๐ ปี ตั้งแต่มีการก่อสร้าง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อปี ๒๕๔๕ ด้วยงบลงทุนประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่สามารถ รองรับผู้โดยสารได้ถึง ๔๕ ล้านคนต่อปี แต่ในปี ๒๕๕๕ มีผู้โดยสารมาใช้บริการถึง ๕๑ ล้านคน ซึ่งเกินจากขีดความสามารถในปัจจุบันที่รองรับได้แล้ว นับว่าเป็นการตัดสินใจของรัฐบาล ในอดีตที่มีความกล้าที่จะผลักดันโครงการระดับใหญ่เช่นนี้ หากไม่มีการผลักดันโครงการเช่นนี้นั้น ผมคิดว่าประเทศไทยนั้นจะสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประเทศในด้านของการท่องเที่ยว และการลงทุนเป็นจำนวนมหาศาล ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปี ๒๕๕๘ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งมีตลาดที่ใหญ่ มีประชากรกว่า ๖๐๐ ล้านคน และมีมูลค่าทางระบบของเศรษฐกิจกว่า ๖๐ ล้านล้านบาท แต่เมื่อมาดูตัวเลขในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้าง ขั้นพื้นฐานแล้วนั้นน่าใจหาย ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๔๙ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ที่อันดับ ๒ และอันดับที่ ๒๙ นอกจากนี้ต้นทุนในการแข่งขัน ด้านระบบการจัดส่งสินค้าหรือโลจิสติกส์ต่อจีดีพีเราก็อยู่ในระดับ ๑๕.๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งเป็นภาระที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ๘ เปอร์เซ็นต์ และ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเอกชน ทั้งคนไทย ทั้งชาวต่างชาติที่สามารถเข้าถึงข้อมูลในการลงทุนของรัฐบาลที่ชัดเจนและมีความต่อเนื่อง ให้ความมั่นใจว่าโครงการต่าง ๆ นั้นจะต่อเนื่องต่อไปแม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ท่านประธานครับ ในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. นี้ได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ ๓ ยุทธศาสตร์ ในเวลา ที่จำกัดผมขอพูดถึงยุทธศาสตร์ที่ ๒ เกี่ยวข้องกับคอนเนคทิวิตี นั่นคือการเชื่อมโยงการโดยสาร และการขนส่งเพื่อเชื่อมโยงในภูมิภาคทั้งประเทศ ซึ่งมีหลายโครงการ อาทิเช่นโครงการ ในการสนับสนุนนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณมา เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรที่ติดขัดในท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งได้มีการรองรับปริมาณขนถ่ายตู้สินค้า อยู่ที่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตู้ แต่ปัจจุบันนั้นก็เพิ่มขึ้นเป็น ๖,๐๐๐,๐๐๐ ตู้แล้วเป็นต้น โครงการ รถไฟความเร็วสูง ๔ เส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย กรุงเทพฯ-หัวหิน-สงขลา และส่วนต่อขยายของสุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ลิงค์ไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี เมืองพัทยา จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นการเดินทางทั่วภูมิภาคของประเทศ ซึ่งในโครงการสุวรรณภูมิไปยังจังหวัดระยองนั้นถือว่าเป็นเส้นทางที่มีระยะทางสั้นที่สุดเพียง ๒๒๑ กิโลเมตร และลงทุนเป็นจำนวนเงินที่น้อยเช่นกันถ้าเทียบกับ ๔ สายทาง เมื่อดูจาก ตัวเลขทางเศรษฐกิจของ ททท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในปี ๒๕๕๕ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่รถไฟจะผ่านมีนักท่องเที่ยวเข้าไปถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน นำรายได้ให้กับประเทศประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนในจังหวัดชลบุรีมีนักท่องเที่ยวเข้าถึง ๑๑ ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศ ๙๕,๐๐๐ ล้านบาท และใน ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นนักท่องเที่ยวที่ไปยังเมืองพัทยาถึง ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ในจังหวัดระยองมีนักท่องเที่ยวเข้ามาสู่จังหวัด ๔,๖๐๐,๐๐๐ คน ทำรายได้ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท และในอนาคตถ้ารัฐบาลมีงบประมาณที่เพียงพอจะจัดสรรงบประมาณ ไปยังจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด นั่นก็จะเป็นการเชื่อมโยงทั้งระบบสู่ประเทศ สู่จังหวัด ในภาคตะวันออก จะทำให้เกิดการสร้างาน เกิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ลดปัญหาด้านจราจร และการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย ดังนั้นในปี ๒๕๖๒ ซึ่งมีการคาดการณ์ทางตัวเลข เศรษฐกิจของ ททท. ก็คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเฉพาะจังหวัดชลบุรีอย่างเดียวถึง ๒๐ ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจึงถือว่าเป็นเส้นทางที่คุ้มค่าต่อการลงทุน อีกเส้นทางหนึ่งนะครับ สุดท้ายนี้ต้องขอฝากความห่วงใยของพี่น้องประชาชนผ่านไปยัง ท่านประธานเพื่อไปสู่รัฐบาลว่าอยากจะให้รัฐบาลนั้นมีมาตรการในการตรวจสอบในการป้องกัน การทุจริตอย่างเป็นระบบ ให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีการตรวจสอบโครงการได้ทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส แล้วก็ให้ประชาชนทุกท่านได้ร่วมกันตรวจสอบ

และประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันนั้นอยู่ร้อยละ ๔๔ ของจีดีพี และรัฐบาลเองก็คาดการณ์ว่าในโครงการ ๗ ปีต่อจากนี้ไปนั้นจะมีหนี้สาธารณะ ไม่เกินร้อยละ ๕๐ ซึ่งถือว่าอยู่ในวินัยของการคลังที่ดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม เราอาจจะมี ปัจจัยปัญหาภายนอกประเทศที่ไม่สามารถจะควบคุมได้ ดังนั้นผมก็อยากเสนอให้ทางรัฐบาลนั้น ได้พิจารณาในการปรับลดการใช้จ่ายในโครงการพิเศษที่ใช้งบประมาณสูงเกินความจำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมต่อไป เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบ โครงข่ายที่มีความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าหนี้สาธารณะนั้นจะไม่เกินจากระดับ ที่มีความเหมาะสมได้ ขอบคุณครับ