วิทยา แก้วภราดัย วิจารณ์การทำงานรัฐบาลที่กลับหัวกลับหาง โดยชี้ว่ารัฐบาลลดวงเงินกู้จาก ๒.๒ ล้านล้านบาทเหลือ ๒ ล้านล้านบาทแต่ขยายโครงการให้กว้างขึ้น ทั้งยังเตือนถึงปัญหาความล่าช้าในการประมูลรถและกำหนดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงซึ่งอาจทำให้รถที่ซื้อมาถูกวางกองนิ่งจนเกิดปัญหาในอนาคต
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมรับร่างฉบับนี้มาแล้วก็มานั่งพิจารณาอยู่ในสภาด้วยความรู้สึกที่ยังงง ๆ ครับ ท่านรัฐมนตรี คือผมทราบข่าวว่ารัฐบาลจะกู้เงินสัก ๒.๒ ล้านล้านบาทเมื่อสักเดือนกว่า ๆ ก็คิดว่ายังเป็นเรื่องอีกนานครับกว่าเราจะเจอกัน เพราะเข้าใจว่าจะกู้ทีหนึ่ง ๒.๒ ล้านล้านบาท มันก็ต้องมีรายละเอียดโครงการ ต้องมียุทธศาสตร์ ทำยุทธศาสตร์เสร็จแล้วมาทำรายละเอียด โครงการ ทำรายละเอียดโครงการแล้วก็ต้องฟังความคิดเห็นประชาชนบ้าง ก็คิดว่าอีกสักพัก คงจะมาครับ ก็เป็นเรื่องประหลาดแล้วก็เป็นเรื่องปกติสำหรับรัฐบาล คือเรื่องไหนที่ต้องทำ แล้วมักจะไม่ทำครับ เรื่องไหนที่ไม่จำเป็นต้องทำแล้วก็จะรีบทำก่อน ยกตัวอย่างเรื่อง ที่จะต้องแถลงผลการปฏิบัติตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ ช่วงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ก็รับปากกับประชาชนทั้งประเทศครับ เลือกผู้ว่า กทม. เสร็จ จะมาแถลงผลงานในสภา นี่เลือกตั้งผู้ว่า กทม. เสร็จไปเดือนหนึ่งแล้วครับ รับรองผู้ว่า กทม. เสร็จ ก็ปรากฏไม่ครับไปเอาเรื่องเงินกู้แล้วก็ลดจาก ๒.๒ ล้านล้านบาท มาเหลือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คราวนี้การลดผมก็ไม่มั่นใจว่าเป็นการลดตามยุทธศาสตร์หรือว่าตั้งเป้าว่าอยากได้สตางค์ แค่ไหนแล้วค่อยไปคิดยุทธศาสตร์ แล้วค่อยไปคิดงานเอา พร้อมลดกันง่าย ๆ ครับ แล้วสภา ก็แปลกครับ วันนี้พิจารณาเรื่องกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว อาทิตย์นี้ควรจะเรื่อง แถลงนโยบาย ปรากฏว่าไปอีกแล้วครับไปแก้รัฐธรรมนูญ ผมเตือนไว้ก่อนนะครับ เขาพยากรณ์อากาศไว้ครับว่าเดือนเมษายนนี้จะร้อนจนเลือดไหลออกจมูก พยายามหาเรื่อง ร้อน ๆ เข้ามาครับ ที่ท่านขอกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าเป็นการทำงานที่กลับหัว กลับหางกันหมด วันแรกบอกว่า ๒.๒ ล้านล้านบาท คราวนี้เหลือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอเหลือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งานก็ทำท่าจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไปครับ ทีแรกแถลงไป แถลงมารถความเร็วสูงสั้นเข้าบ้าง ยาวเข้าบ้าง สุดท้ายพอเหลือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คราวนี้ยาวเต็มสายเลยครับ ผมดูโครงการแล้วก็เข้าท่าครับ แต่ที่ติดใจเมื่อสักครู่ครับ ตอนที่ ท่านรัฐมนตรีบอกว่าเดือนกันยายนจะประมูลรถกันแล้ว คราวนี้ผมไม่แน่ใจเราเอารถมา ล็อก สเปกรางหรือจะทำอะไรกัน เราตั้งหลัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วจะมาประมูลรถ สมมุตินะครับท่านครับ ถ้าทำเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ วันนี้เวนคืนก็ยังไม่ได้เวนคืน สำรวจเส้นทางก็ออกเป็น ๕ แพร่งเส้นทาง จะผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีดีหรือจะผ่าน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาดี จะไปเข้าทางจังหวัดพิษณุโลกดี หรือจะไปอีกซีกหนึ่งดี ยังไม่รู้ เส้นทางครับ สมมุติว่าเกิดซื้อรถไฟมาวางกองนิ่งไว้อีก ๒ ปีข้างหน้าครับ ปรากฏว่าเวนคืนยังไม่ได้ ประชาชนก็คัดค้าน คนหนึ่งบอกว่าจะไปทางจังหวัดพิษณุโลก คนหนึ่งบอกจะไปอีกซีกหนึ่ง ซึ่งในแผนที่ท่านก็เขียนไว้ครับ มันรวมทั้งหมด ๕ เส้นทางที่จะต้องเข้ามาพิจารณากัน ใน ๕ เส้นทางนี้ถ้าเถียงกันไม่จบ รถไฟที่มากองอยู่จะเป็นปัญหาหรือเปล่าครับท่านรัฐมนตรี วันนี้เทคโนโลยีเขาวิ่ง ๒๕๐-๓๕๐ ถ้าท่านซื้อมา ๔๐๐ กว่าอย่างที่ท่านว่าได้นะครับ ผมก็ไม่แน่ใจครับกว่าจะทำรางเสร็จความเร็วรถไฟโลกนี้จะไปถึงไหน
ประการที่ ๒ ที่ผมจะหนุนก็ลำบาก ใจก็ไม่ชอบหรอกครับไปกู้สตางค์อย่างนี้ แล้วก็อยู่ในสภามา ๒๐ กว่าปียังไม่เคยเกิด แล้วตั้งแต่จำความได้ครับ ยังไม่เคยเห็นประเทศไทย กู้สตางค์มากอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอกฎหมายในนามรัฐบาล ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปกู้สตางค์ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็โอน สตางค์ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านเป็นคนจ่ายสตางค์ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีก็ดีครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย คือการกู้อย่างมโหฬาร และยืนยันครับที่นั่งยิ้มในสภาทั้งหมดไม่อยู่ถึงวันใช้หนี้ครั้งสุดท้าย หรอกครับ ไปก่อนทั้งนั้น อีก ๕๐ ปีข้างหน้าผมเข้าใจว่าไม่เหลือสักคนแล้วตรงนี้ แต่มัน ทั้งหมด ๓ ท่านนี้ร่วมกันทำแล้วคนทั้งประเทศเขาจะร่วมกันรับผิดชอบครับ ที่สำคัญครับ ผมอ่านในรายการที่ท่านจะทำรถไฟความเร็วสูง จะได้ต่อเนื่องกับที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ ท่านทำรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ-หนองคายก็ใช้ได้ครับ จังหวัดหนองคายก็จ่อ สปป. ลาว ได้ข่าวว่าจากประเทศจีนเขาจะทำมา สปป. ลาว เวียงจันทน์จะเจรจาอย่างไรไม่รู้แต่เป็น ทิศทางสายอาเซียนที่จะมาแล้วเราก็จะจ่อจากเวียงจันทน์เข้ามาจังหวัดหนองคาย แล้วก็มา กรุงเทพฯ แล้วก็อ่านต่อครับว่าท่านทำโครงการรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ อย่างนี้ยิ่งดีใหญ่ครับ ทะลุจาก สปป. ลาวมาจังหวัดหนองคาย มากรุงเทพฯ ไปปาดังเบซาร์ เข้าประเทศมาเลเซียไปประเทศสิงคโปร์ วันข้างหน้าขุดอุโมงค์ครับต่อประเทศอินโดนีเซีย ๒๐๐ ล้านคนรอที่โน้นครับ เพราะฉะนั้นเป็นเส้นทางที่น่าสนใจครับ ก็บอกแล้วครับว่า เรื่องที่ควรจะทำไม่ทำครับ ๒ เส้นทางนี้มีรายละเอียดชัดเจนแล้วก็เส้นทางแบ่งไม่ได้ครับ จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดหนองคายครับ ออกจากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดสระบุรี ผ่านอำเภอภาชี ผ่านจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็ผ่านจังหวัดขอนแก่น แล้วก็เข้าจังหวัดอุดรธานี แล้วก็ไปจังหวัดหนองคาย เส้นทางนี้ชัดเจนครับ กำหนดแผนงานไว้ชัดเจน เช่นเดียวกันครับเส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปปาดังเบซาร์มีเส้นเดียวครับ ไม่ต้องสำรวจกันใหม่ ถ้าทำตรงนี้เรียบร้อย ท่านเขียนไว้ เต็มยศเลยครับ แต่ปรากฏอย่างที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่อภิปรายไปครับ เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ใช้สตางค์จริง ๆ ท่านใช้แค่ ๑๒๔,๓๒๗ ล้านบาท ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ พอ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูจริง ๆ ผมก็ซักถามท่านรัฐมนตรีไว้แล้วครับว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คือทำจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็ลงสายใต้ไปปาดังเบซาร์ จริง ๆ ท่านก็รับครับว่าทำไปแค่อำเภอหัวหิน เพราะในยุทธศาสตร์ที่วางเชื่อมอาเซียนทั้งหมดก็ปิดบัญชีครับ ยุทธศาสตร์ท่านปิดไม่มิดครับ เงินตั้งไว้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าแผนงานที่จะทำกรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ มันก็จู๋อยู่แค่จังหวัดนครราชสีมากับอำเภอหัวหินครับ ทางนี้ ก็บอกครับว่าที่ควรจะทำ เพราะมันเส้นทางชัดเจนท่านไม่ทำ ที่ซึ่งยังไม่ควรจะทำเลยครับ เพราะท่านต้องเถียงกันอีกมาก คือเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ในแผนของท่านเองครับ ท่านลงรายละเอียดมีทั้งหมดอยู่ ๕ สายทางครับที่จะต้องตัดสินใจ คือไม่พร้อมอะไรสักอย่าง แต่ก็ตัดสินใจทำก็ไม่เป็นไรครับ เพราะผมก็อยากได้รถไฟความเร็วสูง ประชาชนก็อยากได้ รถไฟความเร็วสูงครับ แต่ที่ท่านทำไว้แค่จังหวัดนครราชสีมา แล้วคนจังหวัดหนองคาย ก็ได้สมุดเล่มนี้ไปกอดไว้เล่มหนึ่งว่าจะทำกรุงเทพฯ-หนองคาย คนจังหวัดอุดรธานีเมื่อเช้า ก็อภิปรายไปแล้วครับว่าถ้าได้รถไฟความเร็วสูงคราวนี้ไม่ต้องไปรอเครื่องสนามบิน ๑ ชั่วโมง จะได้นั่งรถไปลงจังหวัดหนองคาย ก็หมายความพับไว้ครับ ๗ ปีนี้ไม่มี แล้วผมยืนยันได้ครับว่า เส้นทางทั้ง ๓ เส้นทางถ้าท่านทำเสร็จครับ ที่ท่านบอกว่าหลายประเทศเขาขาดทุน เราต้อง ยอมรับการขาดทุน แน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ๓ เส้นทางนี้ขาดทุนย่อยยับแน่ครับ ท่านเดินทางไปหัวหินระยะทางที่จะสร้างเส้นทางกรุงเทพฯ ไปหัวหินผมเข้าใจว่าประมาณ ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปโคราช ๒๕๒ กิโลเมตร เขาบอกว่ารถไฟ ความเร็วสูงเฉลี่ยค่าโดยสารกิโลเมตรละประมาณ ๒.๘๐-๔.๕๐ บาท เอาเฉลี่ยประเทศไทย ราคากลางกิโลเมตรละ ๓.๕๐ บาท เพราะฉะนั้นใครที่จะเดินทางไปโคราชด้วยรถไฟความเร็วสูง ท่านจะต้องจ่ายสตางค์ค่าโดยสารประมาณ ๘๘๒ บาท เช่นเดียวกันถ้าท่านจะไปเที่ยวทะเลหัวหิน ท่านก็จะมีอัตราการจ่ายค่าโดยสารขนาดนั้นละครับ ซึ่งก็ตั้งใจว่าเส้นทางสายนี้เสร็จ ถ้าการรถไฟแห่งประเทศไทยยังต้องรับผิดชอบรถไฟความเร็วสูงก็แบกภาระกันต่อครับ อย่างน้อย ๆ รัฐบาลอีก ๘ ปีข้างหน้ารถเส้นนี้เสร็จก็เตรียมสตางค์เผื่อไว้ว่าปีละกี่แสนล้านบาท สำหรับชดเชยความเสียหายรถไฟทั้ง ๓ เส้นทาง เพราะฉะนั้นที่ท่านกู้วันนี้มันเป็นภาระ สำหรับประชาชนอีก ๕๐ ปี เป็นภาระของประเทศชาติอีก ๕๐ ปี คนเขาก็สงสัยกันว่า มันรีบร้อนอะไรกันหนักหนาต้องกู้ คิดจะเอาอะไรกัน ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ ไม่ได้กล่าวหาใคร แล้วก็ท่านรัฐมนตรีเป็นคนหนุ่มที่ผมชื่นชมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขออนุญาตชื่นชมว่า ท่านเป็นคนเก่ง แต่ผมก็พูดอย่างนี้ไว้เลยว่าคือถ้าท่านคิดดีต่อบ้านเมืองเอาประเทศชาติ บ้านเมืองเป็นที่ตั้ง เอายุทธศาสตร์ชาติเป็นที่ตั้ง เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ก็ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ได้ทำโครงการนี้จนบรรลุเสร็จครับ แต่ถ้าใครก็ตามที่คิดโครงการนี้ขึ้นมา ภายใต้ประโยชน์ตนก็รอดูว่าจะมีโอกาสได้ใช้สตางค์หรือไม่ แล้วก็ผมขอให้อย่าได้จับสตางค์นี้ แม้แต่บาทเดียวถ้าเริ่มต้นจากประโยชน์ตน