ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวถึงบทบาทของเขาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยหารือเรื่องรถไฟความเร็วสูงและพูดถึงการซื้อรถไฟความเร็วสูง การออกแบบทางและระบบสัญญาณ และการเลือกรถไฟจากหลายประเทศ นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาท่าเรือกันตังและเรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขออนุญาตกล่าวตอบข้อสังเกตของท่านสมาชิกนะครับ ก็คงมีอยู่ ๓-๔ ประเด็น
ประเด็นแรก เรื่องรถไฟความเร็วสูง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมว่าทุกประเทศ ที่ทำรถไฟความเร็วสูงก็ต้องมีการมาถกเถียงกันว่ามันคุ้มทุนหรือไม่ หรือว่าเป็นมูลค่า ทางเศรษฐกิจอย่างไร ก็ต้องกราบเรียนว่าผมว่าทุกประเทศถ้าเอาเป็นตัวค่าตั๋วอย่างเดียว เอาค่าตั๋วอย่างเดียวมาชดเชยการลงทุนไม่คุ้มครับ ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า ไฟแนนเชียล อินเทอร์นัล เรท ออฟ รีเทิร์น (Financial Interual Rate of Return) เอฟไออาร์อาร์ (FIRR) ไม่คุ้มพราะว่าค่าตั๋วไม่สามารถจะไปจ่ายโครงสร้างพื้นฐานได้ ตัวที่จะคุ้มก็คือตัวมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือว่าอีไออาร์ก็คือเป็นตัวที่สามารถจะมีมูลค่าเพิ่มจากการสร้างเมือง การกระจายรายได้ การสร้างโอกาสใหม่ ๆ ผมว่ามันก็พิสูจน์ในหลายประเทศที่ทำมาแล้ว ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไต้หวันที่มีโครงการมาแล้ว ผมคิดว่าของกระทรวงคมนาคมเอง เรามีการศึกษาเบื้องต้น พรี-ฟีซิบิลิตี (Pre-feasibility) ตีก็ประมาณปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ สนข. จากนั้นมีการทำของประเทศญี่ปุ่น ของประเทศจีนมาศึกษาในช่วงปีที่แล้ว สนข. ศึกษารายละเอียดยื่นอีไอเออยู่ เพราะฉะนั้นตัวเลขในเบื้องต้นตัวอีไออาร์อยู่ระหว่าง ๑๔-๑๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่พอรับได้ จากนั้นขั้นตอนก็จะมีขั้นตอนอีกครับ คือพอเรา ทำสรุปเสร็จก็ต้องมีการทำอีไอเอ ทำประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นของประชาชน ผ่านสภาพัฒน์ เข้า ครม. อนุมัติ ก็เป็นขั้นตอนที่ต้องทำตามขั้นตอนต่อไป สำหรับการเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูง กับเพื่อนบ้าน ต้องกราบเรียนว่าคำว่า เชื่อมต่อโลก ไม่ใช่เชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูง อย่างเดียว มีทั้งรถไฟทางคู่ซึ่งแผนเราเชื่อมแน่นอนครับ ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าเชื่อมไปทาง สปป. ลาว เชื่อมไปทางปาดังเบซาร์ รถไฟความเร็วสูงไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปเชื่อมกับใคร เพราะ สปป. ลาวก็ยังไม่ชัดเจน ผมเพิ่งคุยกับท่านรัฐมนตรีสมมาดเมื่อเช้านี้เองจากทาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สปป. ลาว ท่านก็ยังไม่ชัดเจนว่าตกลงใครจะลงทุน เพราะแผนเดิมที่ประเทศจีนจะขอไรท์ ออฟ เวย์ (Right of way) ๕๐๐ เมตรตลอดเส้นทาง เป็นไปไม่ได้แล้ว แต่เดิมประเทศจีนจะมาลงทุนให้ขอเส้นทาง ๕๐๐ เมตรตามข่าวนะครับ แต่นั่นไม่สำเร็จก็จะเป็นการกู้เงิน เพราะฉะนั้นยังมีโครงการที่ต้องพัฒนาต่อยังไม่ชัดเจน ส่วนด้านใต้เราที่ประเทศมาเลเซียกับประเทศสิงคโปร์เขาแค่คุยกันเบื้องต้นยังไม่ได้ลงรายละเอียด ก็คือระหว่างกัวลาลัมเปอร์กับทางประเทศสิงคโปร์แต่ก็ไม่ได้ขึ้นไปถึงปาดังเบซาร์ เพราะฉะนั้น การเชื่อมโลกถึงเวลาเราเชื่อมแน่ แล้วก็การลงทุนผมคิดว่าเราไม่สามารถเอาเงินทั้งหมดไปลงกับ รถไฟความเร็วสูงได้เพราะมีโครงการอื่นที่มีความจำเป็น นั่นก็เป็นการจัดสรรในความเหมาะสม ตามลำดับเวลา แต่ก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่ารถไฟความเร็วสูงทุกคนอยากได้ หาคนติยากต้องเรียนตรง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นเราต้องมีหน้าที่ดูตัวเลขให้เข้มข้น แล้วต้องไปคุย เรื่องผลตอบแทนที่ชัดเจน แล้วก็ต้องพยายามหาวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มจากโครงการ คงไม่ใช่ เหมือนรถไฟที่จะวิ่งไป มันต้องมีการสร้างเมืองใหม่สร้างโอกาส เอาท้องถิ่นมาร่วม เอาผลิตภัณฑ์โอทอป (OTOP) เข้ามาหากิจกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่ว่าจะเป็นรถไฟ ที่วิ่งเหมือนสมัยก่อนอยู่แล้ว ส่วนการบริหารจัดการนะครับ ในเบื้องต้นในงานก่อสร้างคงต้องให้ ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบในเบื้องต้นก่อนเพราะว่าเป็นเจ้าของเขตทางส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันเราก็มีตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาการบริหารจัดการ อาจจะเป็นหน่วยธุรกิจ อยู่ภายใต้การรถไฟแล้วก็หมุนออกมาเป็นบริษัทต่างหากเพื่อดูแลระบบรถไฟความเร็วสูง ที่อยู่เหนือราง อันนี้ก็ยังพอมีเวลาถ้าเกิดผ่านการอนุมัติความเห็นชอบก็ยังมีเวลาที่จะจัดตั้ง ตัวบริษัทที่บริหารจัดการอีกสัก ๓-๔ ปีอย่างน้อยก็ยังพอมีเวลา ตอนนี้เราเองก็มีโครงการ ร่วมมือกับหลายประเทศครับเพราะว่าเราทำเอ็มโอยูทั้งประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ ทางประเทศฝรั่งเศส เราเริ่มส่งพนักงานรถไฟไปฝึกอบรม โครงการกับทางประเทศจีน ก็จะมีพนักงานรถไฟ ๑๐๐ นายไปอบรมแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องรถไฟความเร็วสูง แล้วก็จะไป ประเทศญี่ปุ่นต่อ แล้วก็จะไปทางยุโรปต่อ เรารับทุกประเทศ ดูอันที่ดีที่สุด เทคโนโลยี ที่เหมาะสมที่สุดนะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องการซื้อตัวรถอันนี้ก็เป็นประเด็นครับ ก็ต้องขอบพระคุณสำหรับ ข้อคิดเห็นนะครับ แต่ต้องขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ รถไฟความเร็วสูงไม่ใช่รถไฟปกติ เป็นรถไฟ ที่วิ่งด้วยความเร็ว ๒๕๐-๔๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง กระพริบตาทีหนึ่งรถวิ่งไปแล้ว ๗๐ เมตร เพราะฉะนั้นความปฏิสัมพันธ์ระหว่างรถกับรางมันต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือพนักงานขับรถ ไม่สามารถดูสัญญาณสีหรือสัญญาณข้างทางได้ ต้องใช้ระบบซิกนาลิง (Signaling) ที่เชื่อมโยง กับทางแล้วมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นทั่วไปในโลกนี้การออกแบบทางมันจะ ขึ้นกับระบบรถที่ใช้เพราะจะมีองค์ประกอบหลายอย่างครับ ทั้งระบบสัญญาณ ระบบส่งพลัง ส่งกำลัง น้ำหนักตัวรถ ความละเอียดอ่อนของรางว่าจะทรุดตัวได้ต่างกันกี่มิลลิเมตร ทั้งหมด นี้มันจะขึ้นกับสภาพรถด้วย ที่ผ่านมาในต่างประเทศข้อมูลเท่าที่ได้รับมานี่ส่วนใหญ่แล้วต้องรู้ ตัวรถก่อนว่าใช้เทคโนโลยีของประเทศใด แล้วก็จากนั้นสามารถออกแบบงานระบบ งานราง งานติดตั้งสัญญาณต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันได้ อันนี้ก็เป็นแนวปฏิบัติที่ทำอยู่ทั่วโลก ซึ่งอันนี้ ก็เป็นแนวคิดซึ่งเรามีข้อมูลจากที่ปรึกษาแล้วก็สรุปมานะครับ ที่ผ่านมาประเทศเกาหลีใต้ ทำอย่างนี้ครับ ประเทศจีนทำอย่างนี้ แต่มีประเทศไต้หวันอย่างเดียว ประเทศไต้หวันก็เริ่มด้วย ทำรางก่อน โดยเอาระบบของประเทศเยอรมนีมาใช้ แต่สุดท้ายไปลงเอยที่รถไฟของประเทศญี่ปุ่น ก็ต้องมาปรับระบบราง ระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ค่าใช้จ่ายบานปลายเป็น ๒ เท่า ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่เราก็รับมาพิจารณาด้วย อันนี้คงต้องกราบเรียนว่าเราดำเนินการ อย่างรอบคอบครับ ส่วนการที่มีโอกาสเลือกรถไฟฟ้าในหลายบริษัทผมว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะว่าเทคโนโลยีมีหลายประเทศทำได้ เราไม่ได้ปิดกั้นว่าเราต้องใช้ประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะฉะนั้นแนวคิดตอนนี้เรายังไม่จับมือใครครับเรายังไม่ไปจับมือหรือว่าไปทำบริษัท ร่วมทุนกับใคร เพราะว่าเราอยู่อย่างนี้เรามีสิทธิเลือกเทคโนโลยี จะเป็นประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสเปน ประเทศเกาหลีใต้ เราเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้นะครับ เพราะฉะนั้นขั้นตอนยังมีอีกครับ ส่วนการเร่งรัดโครงการก็ต้องกราบเรียนครับว่าหน้าที่รัฐมนตรีก็คือ ต้องเร่งรัดโครงการครับ เพราะว่าไม่เร่งรัดงานก็ช้ามาก ๆ ครับ นโยบายรัฐบาลแถลงไว้เรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องที่เราจะเร่งรัดประกาศว่าต้องเร่งรัดพยายามดำเนินการผลักดัน โครงการให้ได้ แต่มันก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง ไม่มีทางลัดขั้นตอนได้ จะต้องมี การศึกษารายละเอียด มีการทำอีไอเอ มีการส่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ส่ง ครม. อนุมัติ ผมผลักดันอย่างนี้ก็ยังไม่แน่ใจเลยครับว่าสุดท้ายแล้วมันจะได้ เริ่มกระบวนการจริง ๆ เมื่อไร แต่หน้าที่เราก็ต้องผลักให้เต็มที่ครับ ผมคิดว่าเป็นข้อคิดเห็น ที่ท่านสมาชิกให้ไว้ก็คงจะรับไปประกอบการพิจารณาครับ ส่วนเรื่องราคารถก็อย่างที่เรียนครับ มันมีหลายเวอร์ชัน (Version) การศึกษา ตั้งแต่ สนข. สมัยทำพรี-ฟีซิบิลิตีเบื้องต้น ของประเทศจีน ของประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ที่ทาง สนข. กำลังศึกษารายละเอียดตอนนี้อยู่ เดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่เอาตัวเลขมาเขายังส่งมาไม่ทันนะครับ เดี๋ยวจะมีตัวเลขแล้วจะได้กราบเรียน ในรายละเอียดอีกทีหนึ่งนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องท่าเรือกันตังจากทุ่งสง ก็ต้องกราบเรียนว่า ปัจจุบันเรามีทางรถไฟเป็นสเปอร์ ไลน์ (Spur line) สเปอร์ ไลน์คือทางรถไฟที่แยกจาก สายหลักนะครับ แยกออกไปเหมือนก้างปลา ระยะทางประมาณ ๙๓ กิโลเมตร แต่ปัจจุบัน ยังไม่ได้ใช้เชื่อมต่อกับท่าเรือ คือแต่ก่อนคงใช้แต่หยุดใช้ร่วมกับท่าเรือเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทยได้งบประมาณในการทำทางให้แข็งแรงขึ้น ปัจจุบันยังเป็นทางเดี่ยวอยู่ เพราะว่าปริมาณรถยังไม่เยอะ อนาคตถ้ามีปริมาณรถหรือว่าปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น เราคงขยายเป็นทางคู่ได้ ส่วนท่าเรือกันตังเองตอนนี้ก็มีการพัฒนาท่าเรือขนานไปอีกอันหนึ่ง ท่าเรือนาเกลือนะครับ ซึ่งก็ทำให้ปริมาณสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมาก ตอนนี้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ตัน ผมติดค้างท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวนอยู่ว่าจะลงไปดูแต่ยังไม่ลงไปดู ในโอกาสอันใกล้ คงขอโอกาสแวะไปดู แล้วดูสิว่าจะปรับปรุงท่าเรือกันตังให้เชื่อมโยงได้อย่างไร แต่เรื่องน้ำ ก็เป็นเรื่องสำคัญครับ แต่ปัญหาก็คือว่าในแง่ของข้อจำกัดของกรมเจ้าท่าเอง ความสามารถ ในการดำเนินการและโครงการที่มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว ฉะนั้นที่เราหยิบมาดำเนินการ ๕ โครงการก็ถือว่าเป็นโครงการนำร่องของกรมเจ้าท่า มีบางโครงการซึ่งเรายังไม่แน่ใจ เพราะอาจจะมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมค่อนข้างรุนแรง พวกยกเขื่อน ยกระดับแม่น้ำ เจ้าพระยาอย่างนี้คงต้องดูให้แน่ใจก่อน แต่ก็ต้องรับข้อเสนอไปครับว่าทางน้ำเป็นเรื่องสำคัญครับ ถูกที่สุด แต่อย่างที่เรียนว่าเส้นทางน้ำธรรมชาติบางทีก็มีข้อจำกัด มันก็ไปตามเส้นทางของมัน ก็จะรับข้อคิดเห็นไปนะครับ ก็คิดว่าเดี๋ยวท่านประเสริฐคงจะมีประเด็นเพิ่มเติม ขอบพระคุณครับ
(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป