ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ พูดถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศไทย และเสนอแนะว่าควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งให้ยกระดับประเทศไทยให้เจริญเติบโต และควรพิจารณาเงินกู้ภายในประเทศก่อน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานควรดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด และควรเตรียมความพร้อมของผู้เข้ามาประมูลและกระบวนการประมูลที่ชัดเจน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับงานจะมีคุณภาพและไม่มีอุปสรรคในการทำงาน นอกจากนี้ยังพูดถึงการควบคุมการประมูลรถไฟและเรียกร้องการปฏิรูปการบริหารจัดการของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุน
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ผมได้ใช้เวลาคิดและพิจารณาทบทวนเรื่องร่าง พ.ร.บ. เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ของระบบขนส่งคมนาคมของประเทศมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรครับ เนื่องจาก เป็นการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นประเทศที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งจะผูกพันถึงอนาคตของลูกหลานและอนาคตของประเทศไทย การตัดสินใจเรื่องการลงทุนนั้น ท่านประธานครับ เราจะต้องพิจารณาเรื่องหลักการก่อนเป็นลำดับแรก เราจะต้องตัด รายละเอียดปลีกย่อยออกไปก่อนมิฉะนั้นแล้วอาจจะทำให้เราตัดสินใจที่ผิดพลาดไปได้ ความหมายคือถ้าหลักการต้องทำโดยเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องจึงค่อยมาพิจารณาในรายละเอียด ของการปฏิบัติตามแผนงานอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ผมเริ่มคิดด้วยการตั้งคำถาม กับตัวเองว่าเราจะต้องใช้เงินลงทุนขนาดนี้หรือไม่ และถ้าเราไม่ลงทุนอะไรจะเกิดขึ้น หลังจากนั้น ผมก็พยายามลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ และหาคำตอบได้ดังนี้ สิ่งที่เราเข้าใจคือเงินจำนวนนี้ จะถูกใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทางระบบรางหรือรางรถไฟนั่นเอง โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเป็นโครงสร้างหลัก หรือเราจะเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังที่จะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในทุกด้านของประเทศ ก็ว่าได้ครับ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งนี้เองที่จะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง ประเทศที่ยากจนกับประเทศที่ร่ำรวย เราอาจจะคุ้นเคยเข้าใจกันมาโดยตลอดนะครับว่า ทรัพยากรของประเทศคือสิ่งที่จะทำให้ประเทศมั่งคั่ง แต่ความมั่งคั่งจากทรัพยากรอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอครับท่านประธานหากไม่มีการลงทุนให้กับประเทศเพื่อเพิ่มเติมการสร้างผลประโยชน์ ตอบแทนกลับคืนสู่ประเทศ ตัวอย่างเช่น ทำไมประเทศในแอฟริกาหรือประเทศไนจีเรีย ซึ่งมีทรัพยากรที่มั่งคั่งมหาศาล เช่น สินแร่ เพชร ทองคำ น้ำมัน แต่ประเทศกลับทำให้ ประชาชนยากจน นั่นเป็นเพราะว่าทรัพยากรเหล่านั้นไม่ได้ถูกลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่พูดนี้คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศเกิดความมั่งคั่งและยั่งยืนครับ ประเทศไทย ไม่ได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เราได้พูดกันก่อนหน้านี้ว่า รถไฟรางคู่มีความยาวรวมทั้งประเทศทั้งหมด ๒๔๘ กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลส่วนใหญ่ ซึ่งการลงทุนก่อสร้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ หรือประมาณ ๒๕ ปีมาแล้ว ส่วนที่เหลือเป็นระบบรางเดี่ยว ซึ่งผลจากการที่ประเทศเราไม่ได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งเป็นระยะเวลายาวนานนี่เองครับ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถ เจริญเติบโตเต็มตามศักยภาพที่เรามี ตัวอย่างชี้วัดง่ายที่สุดครับท่านประธาน และชัดเจนที่สุด ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระบบเศรษฐกิจโลภาภิวัตน์ เราพูดกัน เรื่องของโลจิสติกส์ หรือในเรื่องของค่าขนส่ง ค่าขนส่งของประเทศเราสูงมากครับท่านประธาน ประเทศสิงคโปร์มีต้นทุนค่าขนส่งเฉลี่ย ๙ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ประเทศสหรัฐอเมริกามีต้นทุน ค่าขนส่งเฉลี่ย ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ประเทศในสหภาพยุโรปมีต้นทุนค่าขนส่งเฉลี่ย ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ประเทศไทยมีต้นทุนค่าขนส่งเฉลี่ยคิดเป็น ๑๕.๒ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ซึ่งค่าขนส่งที่สูงนี้ครับท่านประธาน จะทำให้ผู้ประกอบการคนไทยทั้งในระดับอุตสาหกรรม เกษตรกรรมมีต้นทุนที่สูงขึ้น สินค้าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ และทำให้การแข่งขันนั้นยากขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเป็นเครื่องจักร ในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจครับ เมื่อประเทศไทยขาดการลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐานอันนี้มานานการโตทางเศรษฐกิจของประเทศจึงต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรเป็นเครื่องชี้วัดทำให้เห็นขนาดของการเจริญเติบโต ของประเทศได้เป็นอย่างดี ผมจะใช้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาครับท่านประธาน พบว่าประเทศต่าง ๆ มีการปรับเพิ่มขึ้นดังนี้ครับ ประเทศสิงคโปร์มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้น ๑๕๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้น ๗๖ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศไทยเรา รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นเพียง ๒๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในช่วงระยะเวลาเดียวกัน นั่นหมายความว่าในอนาคตอันใกล้นี้หากประเทศไทยเรายังไม่มีการพัฒนาที่จะทำให้เศรษฐกิจ ของประเทศเจริญเติบโตมากกว่านี้แล้ว เราจะกลายเป็นประเทศที่ยากจนเมื่อเปรียบเทียบกับ ประเทศเหล่านี้ครับ ในด้านอุตสาหกรรมส่งออกมีผลการศึกษาของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พบว่าสถานการณ์แข่งขันของประเทศไทยในด้านการส่งออกของประเทศไปยังกลุ่มอาเซียน มีแนวโน้มสูญเสียแบ่งการตลาดกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งที่เข้มแข็งและมีสัดส่วน ในการตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนคิดเป็น ๑๔.๔ เปอร์เซ็นต์แล้วในขณะนี้ ในขณะที่ประเทศไทย มีสัดส่วนในการตลาดอยู่ที่ ๑๔.๖ เปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่นับรวมถึงประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้เลยเราไปแล้วนะครับท่านประธาน ฉะนั้นนั่นหมายความว่าหากตลาดสินค้าส่งออก ในประเทศไทยถูกประเทศเหล่านี้แย่งชิงไป ประเทศไทยที่เคยมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมส่งออก ในภูมิภาคนี้จะสูญเสียโอกาสที่เคยมี และจะกลายเป็นผู้ตามหลังประเทศเหล่านี้ครับ หากนับเวลาในการรวมกลุ่มของประเทศอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่คุ้นเคยกัน เราเรียกกันว่าเออีซีนะครับท่านประธาน จะเริ่มวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ นับจากวันนี้ ก็เหลือเวลาประมาณ ๓๐ เดือน เมื่อการรวมประเทศอาเซียนมีผลบังคับใช้ นั่นหมายความว่า แรงงานทุนสินค้าและการลงทุนจะสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระภายในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยจะประสบการแข่งขันอย่างรุนแรงมากขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในเวลาเดียวกัน จะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้ใช้ความได้เปรียบในทำเลที่ตั้ง ภูมิศาสตร์ที่สมาชิกบางท่าน ได้กล่าวไปแล้วให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญหรือที่เราเรียกว่าจะใช้ประเทศไทยเป็นฮับ หากเราต้องการจะช่วงชิงความได้เปรียบนี้ครับท่านประธาน และเป็นผู้นำในประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน เราจะต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างฉับไวในการตัดสินใจและใช้ทำเลที่ตั้ง ให้เป็นประโยชน์และได้เปรียบอย่างชาญฉลาด นั่นคือเราจะต้องทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผมขอใช้คำว่า ทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองหลวงของอาเซียนให้ได้ ซึ่งจะมีความเป็นไปได้อย่างสูงมาก ถ้าหากประเทศไทยเราสามารถเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ของคมนาคมขนส่งเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เราจะเป็นเมืองหลวงของอาเซียนในอนาคตได้ครับ ท่านประธานครับ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาชี้แจงให้เห็นแล้วครับว่าทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลาง ระบบการขนส่ง เป็นกุญแจสำคัญครับ ไม่ต้องดูไปไกลครับ เพียงแค่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อสมัยก่อนมีทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางขนส่งทางน้ำและสามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับ ประเทศไทยได้ในอดีตนะครับ ประเทศไทยมีด้านอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง มีทางด้าน เกษตรกรรมที่มั่งคั่ง และมีฐานบุคลากรที่สำคัญโดยมีคุณภาพมาก เมื่อรวมกับทำเลที่ตั้ง เราจะมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียน ระบบ ขนส่งการคมนาคมจะมีประสิทธิภาพ ช่วยผนวกรวมประเทศไทยเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วครับท่านประธาน จะเอื้อประโยชน์ในการเคลื่อนย้ายผลผลิตในประเทศไทยไปสู่ ตลาดใหม่ ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของตลาดสินค้า ของอาเซียน ที่ไม่ว่าจะเป็นการผลิตอุตสาหกรรม เกษตรกรรม สามารถส่งสินค้าถึงผู้ซื้อ ได้โดยตรง จะทำให้ประชากรมีรายได้ที่ดีขึ้นครับท่านประธาน จากเหตุผลดังกล่าว ที่ผมได้กล่าวมาแล้วนะครับ ผมคิดว่าผมสรุปเพื่อที่จะมาอ้างอิงตอบคำถามกับตัวเองได้ ๒ ประการครับ
ข้อที่ ๑ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมขนส่งของประเทศคือพื้นฐานที่สำคัญ ในการที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ เพราะเป็นเครื่องจักรที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศ เจริญเติบโตและจะยกระดับประเทศไทยของเราขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
ข้อที่ ๒ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมของประเทศจะเชื่อมโยง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น และสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย ผนวกรวมเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจะให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่สำหรับสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองหลวงของอาเซียนได้ กระผมจึงสามารถ ตอบคำถามที่ตัวกระผมตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้นะครับว่าเรามีความจำเป็นที่จะลงทุนด้วย ปริมาณเงินขนาดนี้หรือ คำตอบที่ชัดเจนคือ ไม่ว่าต้องลงทุนเท่าใดตามโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นครับท่านประธาน และต้องลงทุนพร้อมกัน ในระบบเครือข่าย หากไม่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศแล้ว นั่นต่างหากครับท่านประธาน จะเป็นความเสี่ยงอย่างมหาศาลสำหรับอนาคตของประเทศไทย เมื่อคำตอบชัดเจนว่าการลงทุนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ก็ต้องมาดูเรื่องโอกาสในเรื่องของการกู้เงิน ถ้าเราไม่มีเงินทุนของตนเองเราก็ต้องกู้ครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าเราจะใช้เงินกู้ในประเทศ หรือต่างประเทศ การกู้เงินจากต่างประเทศนั้นจะต้องประสบปัญหาเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะต้อง มีการตั้งเงื่อนไขโดยผู้ที่ให้กู้ เราก็จะเกิดข้อเสียเปรียบในฐานะที่เราเป็นผู้กู้ครับท่านประธาน ประเทศผู้กู้อาจจะกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ เช่นคัดเลือกบริษัทที่รับเหมาก่อสร้างเป็นของประเทศนั้น กระผมเห็นว่าการกู้เงินจากต่างประเทศนั้นควรจะเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายที่เราจะใช้ครับ ท่านประธาน เราควรจะพิจารณาเงินกู้ภายในประเทศก่อนโดยศึกษาสภาพคล่องภายในประเทศ เพื่อสามารถจะรองรับและเป็นประโยชน์มากกว่าการกู้เงินต่างประเทศ ในเรื่องการกู้เงิน สามารถทำได้ตราบเท่าที่รักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะระดับไม่เกิน๕๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี เรื่องนี้พูดกันมากครับท่านประธาน โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะความเสี่ยง ซึ่งสมาชิกบางท่านได้พูดไปแล้วนะครับ ผมเพียงแต่จะยกตัวอย่างอาจจะซ้ำกันเล็กน้อย แต่ก็อยากจะยกตัวอย่างนะครับว่า คำถามที่ถามกันมากว่าหนี้สาธารณะในสัดส่วน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีนั้นเป็นสัดส่วนที่สูงเกินไปหรือไม่ เราสามารถเปรียบเทียบจากประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีหนี้สาธารณะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ประเทศเยอรมัน ประเทศอังกฤษ ประเทศแคนาดา ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้มีเปอร์เซ็นต์สัดส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ระหว่าง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ถึง ๑๐๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ดังนั้นกรณีของเราถ้ามีสัดส่วน หนี้สาธารณะอยู่ที่ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน และจะเพิ่มสัดส่วนเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีนั้น ก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะรักษาวินัยทางการเงินการคลังได้ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญครับท่านประธาน คือการกู้เงินครั้งนี้เป็นการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งจะสร้างประโยชน์ ผลตอบแทนให้กับประเทศในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมเห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมมีประเด็นที่จะฝากกับรัฐบาลและเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ประสิทธิภาพของการใช้เงิน หรือโครงการต่าง ๆ นั้นเดินไปได้ด้วยดีหรือไม่ครับ ประเด็นต่าง ๆ นั้นก็คือการกู้จะต้อง มีประสิทธิภาพ การใช้เงินจะต้องมีประสิทธิภาพ กระผมขอฝากพิจารณาเป็นประเด็นดังนี้นะครับ
ข้อ ๑ การกู้ต้องใช้ตามแผนยุทธศาสตร์ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่รัฐบาลกำหนดอย่างเคร่งครัด จะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าในอนาคตจะมีรัฐบาลใหม่ เข้ามาบริหารประเทศการลงทุนนี้ก็จะต่อเนื่องไป เพราะมีการศึกษาโครงการเหล่านี้มานานมาก หลายสิบปีศึกษากันมาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นเราควรจะหยุดเรื่องการศึกษาแล้ว เราควรจะเริ่มปฏิบัติ และเดินหน้าโครงการ
ข้อ ๒ การกำหนดสัดส่วนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของคมนาคมขนส่ง ของประเทศในแต่ละรูปแบบจะต้องกำหนดอย่างมีวิสัยทัศน์ครับท่านประธาน จะต้อง มองไกลครับ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี และจะต้องคิดถึงเรื่องระบบการบำรุงรักษาด้วย เช่น จะสร้างท่าเรือก็ต้องคิดว่าจะขุดลอกในอนาคตได้ไหม มีงบประมาณต่อไหม ไม่ใช่สร้างท่าเรือแล้ว เมื่อไม่มีงบขุดลอกท่าเรือก็ไม่มีประสิทธิภาพ เงินที่ใช้ไปกับการสร้างท่าเรือก็เสียไป โดยเปล่าประโยชน์นะครับ
ข้อ ๓ การเตรียมความพร้อมของโครงการ ต้องมีการเตรียมความพร้อมรวมถึง ผู้ที่เข้ามาประมูลจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณภาพ ไม่ใช่คิดแต่เพียงว่าขอราคาถูกอย่างเดียว
ข้อ ๔ กระบวนการในการประมูลจะต้องมีความชัดเจน สร้างความมั่นใจ ให้ได้ว่าผู้ที่มาประมูลงานได้จะเป็นผู้ที่มีคุณภาพ ไม่มีอุปสรรคในการทำงานในการหยุดชะงัก เช่นเกิดยกเลิกการประมูลอีกโครงการก็ล่าช้าไปอีก ฉะนั้นการเตรียมความพร้อมช้าหน่อย ผมคิดว่าจะเกิดประโยชน์นะครับ
ข้อ ๕ อันนี้สำคัญมีการพูดกันมากครับ การควบคุมการประมูลต้องมีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ผมก็ดีใจในช่วงแรกและผมคิดว่าเราก็ต้องปฏิบัติกันต่อไป ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้เดินทางไปพบคณะกรรมการตรวจสอบต่าง ๆ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นที่ดี เราก็จะต้องตรวจสอบกันไป ทั้งฝ่ายค้าน ประชาชน หรือคณะกรรมการต่าง ๆ ที่มีความเป็นห่วงการลงทุนครั้งนี้ จะต้องตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ให้เกิดผลงานอย่างสูงสุดเพื่อที่จะเป็นประโยชน์ รัฐบาลจะต้องดำเนินการในส่วนของ ผู้รับผิดชอบในการชนะการประมูลครับ ถ้าเขาประมูลได้แล้วก็จะต้องสนับสนุนเขา เช่น การเวนคืนที่ดินซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลต้องเข้ามาดำเนินการและจัดการให้เรียบร้อย ก่อนที่จะดำเนินการ โครงการโฮปเวลล์เป็นประวัติศาสตร์ที่เราเจ็บปวดกันมานาน โฮปเวลล์ ประมูลไปแล้วโฮปเวลล์เขาต้องไปไล่ที่เอง ไปเวนคืนที่เอง นี่เป็นปัญหา ก็เลยอยากฝากไว้ว่า อย่าให้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะถ้าโครงการชะงักจะทำให้มีผลเสียหายมากกว่า
ข้อ ๖ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องมีการปรับโครงสร้างในการทำงาน ขององค์กร การลงทุนระบบรางจะเป็น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของร่าง พ.ร.บ. นี้จาก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือระบบราง การรถไฟแห่งประเทศไทยหลายคนมีความเป็นห่วง ผมก็มีความเป็นห่วง ในฐานะที่เคยกำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทยมาก่อนนะครับ เคยพูดกันถึงว่าเราต้องปรับ โครงสร้างของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้เหมาะสมในการที่จะพัฒนา ฉะนั้นถ้าเราจะลงทุน เงินถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ การที่จะมีการบริหารจัดการรองรับเงินทุนต่าง ๆ ในการลงทุนนั้น มีความสำคัญครับท่านประธาน ผมจึงอยากเรียนเรื่องนี้โดยเฉพาะการรถไฟแห่งประเทศไทย มีหลายท่านห่วง
ข้อ ๗ ข้อสุดท้าย การออกกฎหมายใด ๆ ที่จะทำให้โครงการนี้เดินหน้า อย่างมีประสิทธิภาพ ออกกฎหมายในการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดของโครงการนี้ ถ้ามีความจำเป็นรัฐบาลก็ควรจะออกนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เรามีความจำเป็น ที่จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างขนานใหญ่ เรามีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงิน การตัดสินใจในวันนี้เป็นก้าวสำคัญสำหรับรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา ภาระความผูกพันที่จะเกิดขึ้น จะเป็นภาระให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานเช่นเดียวกัน ดังนั้น ท่านประธานครับ รัฐบาลจะต้อง ให้ความมั่นใจว่าการใช้เงินกู้ครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์สูงสุด หากสภาแห่งนี้ ได้อนุมัติร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ฉบับนี้ กระผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมที่รัฐบาลจะต้อง ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนชาวไทยได้ว่าประชาชนชาวไทยจะได้รับประโยชน์จากการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งนี้อย่างไร และจะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำ ในกลุ่มประเทศอาเซียนได้หรือไม่ ผมขอทิ้งคำถามเหล่านี้ให้ทางรัฐบาลไว้เป็นผู้ตอบ
และข้อสุดท้ายครับท่านประธาน ผู้ผลักดันโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มีความสำคัญมาก ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นยุคไหนจากนี้ไปถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลง ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องมานั่งหัวโต๊ะและบัญชาการให้โครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เดินหน้าอย่างไม่มีอุปสรรค เพราะหน่วยงานหลายหน่วยงานจะไมมีการตัดสินใจ ฉะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้นำในการตัดสินใจในครั้งนี้นะครับ ท้ายที่สุดนี้ผมเห็นด้วย ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจะนำประเทศไทยไปอีกระดับหนึ่งและเป็นเมืองหลวง ของอาเซียนครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน สวัสดีครับ