สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖

สมชาย ใจดี หารือปัญหาน้ำท่วมในเขตของตน และเรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไข พร้อมเสนอแผนงบประมาณสนับสนุน นอกจากนี้ยังได้หารือเรื่องร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และไม่เห็นด้วยในเรื่องของการกู้เงินของรัฐบาล โดยกล่าวถึงการกู้เงินครั้งนี้จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์เราก็เป็นที่ชัดเจนต่อพี่น้องประชาชนแล้ว ในเรื่องของ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานก็คือว่าเราเห็นด้วยที่จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่เห็นด้วย ในเรื่องของวิธีการหาเงินของรัฐบาลซึ่งก็คือการกู้ แล้วก็ยังไม่เห็นด้วยในเรื่องของ วิธีการใช้เงินของรัฐบาลที่จะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันในอนาคต แต่ก่อนที่ผมจะไปถึง ตรงนั้นนะครับ ผมต้องขอเท้าความความเป็นมาของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะว่ามีข่าว มานานครับในการที่จะร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วก็รัฐบาลก็ใช้สารพัด ข้ออ้างในการที่จะกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทันทีที่มีข่าวก่อนหน้านั้นในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งท่านชนินทร์ที่เป็นประธาน ก็นั่งอยู่ตรงนี้ ท่านก็ได้เรียกผู้ที่ชี้แจงเข้ามาประชุมร่วม คำชี้แจงในเวลานั้นที่มีความจำเป็น จะต้องออก พ.ร.บ. ก็คือว่าวงเงินต่าง ๆ ที่ใช้ลงทุนถ้าหากใส่ไว้ในงบประมาณรายจ่าย จะทำให้เพดานกู้เต็มเพดาน นั่นเป็นคำชี้แจง ณ เวลานั้น ต่อมาก็มีการถกเถียงกันเรื่องหนี้สาธารณะ จะเกินกรอบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกิตติรัตน์ก็ออกมา ยืนยันว่าไม่ พร้อมกับทำตัวเลขจำนวนหนึ่งขึ้นมายืนยันว่าหนี้สาธารณะจะไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ปรากฏว่าในสมมุติฐานที่ใช้ประกอบการในการทำหนี้สาธารณะนั้น กำหนดว่าหลังจากปีงบประมาณ ๒๕๖๐ แล้วรัฐบาลจะไม่กู้อีก ผลสรุปก็คือขัดแย้งกันเอง ตั้งแต่เริ่ม ตอนแรกบอกว่าบรรจุไว้ในงบประมาณไม่ได้เพราะจะเต็มวงเงินกู้ แต่พอมาดู หนี้สาธารณะพยายามจะทำตัวเลขให้ต่ำ สมมุติฐานก็บอกว่าจะไม่กู้อีกหลังจากปี ๒๕๖๐ ขัดแย้งกัน แน่นอนที่สุดข้ออ้างข้อแรกข้อนี้ถึงเวลานี้ก็เลิกใช้ไปเป็นอันตกไป ก็ปรากฏข้ออ้าง ข้อที่ ๒ ก็คือว่ารัฐบาลจะต้องมีแผนลงทุนที่ชัดเจน มีแหล่งเงินทุนที่ชัดเจนเพื่อที่จะให้ความมั่นใจ ต่อภาคเอกชนและภาคประชาชน ก็เป็นที่มาของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่ผมบอกว่าผมไม่เห็นด้วย ในเรื่องของการทำโครงสร้างพื้นฐานโดยการกู้ของรัฐบาลนั้น เพราะว่าการจะทำโครงสร้าง พื้นฐานซึ่งจริง ๆ แล้วในเรื่องนี้ท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ก็ได้กล่าวย้ำไปแล้วเมื่อเช้านี้ วิธีการจะทำ โครงสร้างพื้นฐานเงินทุนหามาได้จากหลายแหล่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณก็ดี หรือในเรื่องของการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนก็ดี ก็ไม่ต้องกู้แล้วก็พี่น้องประชาชนไม่ต้องแบกภาระ ทางด้านดอกเบี้ย คำถามก็คือว่าแล้วทำไมรัฐบาลไม่ทำ ผมเรียนว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้พูดกันติดปาก บอกว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่แท้ที่จริงเมื่อผลปรากฏออกมาแล้ว ผมไม่อยากจะเรียกว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่ผมอยากจะเรียกก็คือ เป็นร่าง พ.ร.บ. บังคับให้ประชาชนใช้หนี้ครับ ๒,๐๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดคร่าว ๆ ดอกเบี้ย ๔ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ตีออกมาก็ประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ท่านประธานคิดดูครับว่า เยอะขนาดไหน ทอนออกมาเป็น ๑ นาที นาทีละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ทุกนาทีที่ผมพูดไปนี้ พี่น้องประชาชนเสียเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาททุกนาที คิดเป็นวันวันหนึ่งกว่า ๑๐๐ ล้านบาท หนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเยอะขนาดไหน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะประเมินออกมา ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าก็เป็นข่าวที่สื่อมวลชนนำไปลงเรียบร้อยแล้วบอกว่าพี่น้องประชาชน จะต้องใช้หนี้กัน ๕๐ ปี ต้นและดอกเบี้ยรวมกัน ๕.๑๖ ล้านล้านบาท เมื่อสักครู่ท่านกิตติรัตน์ ท่านก็พยายามชี้แจงบอกว่ามีความหวังว่าอยากจะให้ดอกเบี้ยในส่วนนี้เป็นรายได้กับ พี่น้องประชาชนทุกคน พูดในลักษณะที่ว่าอยากจะให้พี่น้องประชาชนมาซื้อพันธบัตร ที่รัฐบาลจะออก ผมขอเรียนว่าเป็นไปได้ยาก เพราะตามปกติแล้วการประมูลพันธบัตร หรือการกู้เงินคนได้ประโยชน์คือแบงก์หรือคนรวยที่มีเงินไปซื้อพันธบัตร พี่น้องประชาชนที่หาเช้ากินค่ำหมดสิทธิครับ แล้วก็ต้องจ่ายภาษีทุกปีเพื่อไปชำระดอกเบี้ย ให้กับรัฐบาลมาทำโครงสร้างพื้นฐานนี้ ผมขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งครับว่าที่ท่านกิตติรัตน์ บอกในเรื่องของหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ท่านพูดเสมือนว่า รัฐบาลนี้เป็นการปลดภาระดอกเบี้ยของหนี้กองทุนฟื้นฟูให้กับประชาชนสามารถจะนำ งบประมาณไปทำอย่างอื่นได้ ข้อเท็จจริงอันนี้ผมคิดว่าบิดเบือนครับ เพราะถ้าเท้าความกันไป จริง ๆ แล้วในเรื่องของดอกเบี้ยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ไม่เอาจากงบประมาณรัฐบาลก็จริง แต่ว่าไปเอาจากกองทุนสถาบันประกันเงินฝากซึ่งอันนั้น ก็เป็นเงินของประชาชนอีกส่วนหนึ่งเช่นเดียวกัน กระเป๋าซ้ายหรือไม่ก็กระเป๋าขวาละครับ มันไม่ไปไหน เพราะฉะนั้นในเรื่องที่บอกว่าปลดภาระให้ประชาชนนี่เป็นเรื่องที่ท่านพูด แล้วมีความบิดเบือน ยิ่งไปกว่านั้นในสมมุติฐานที่รัฐบาลทำบอกว่าหนี้สาธารณะจะไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนั้นเอาตัวเลขมาดูกันจริง ๆ ผมขอบอกว่าผมไม่เชื่อ เพราะว่า สมมุติฐานที่ทำนั้นพยายามจะบิดเบือนให้ตัวเลขหนี้สาธารณะต่ำกว่าความเป็นจริง บอกว่า ขยายตัวจีดีพีจาก ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี บอกว่าจำนำข้าวจะไม่ขาดทุนแล้วหลังจากปี ๒๕๕๖ บอกว่ารัฐบาลจะไม่กู้แล้วจากงบประมาณหลังจากปี ๒๕๖๐ เป็นไปได้หรือครับ ผมทำตัวเลข ขึ้นมาเองซึ่งก็เคยแถลงไปแล้วเข้าข้างรัฐบาลที่สุดอยู่ที่ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คนอื่นทำเยอะกว่าผมนะครับ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ทำออกมาบอกว่าเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหามันคืออะไร ปัญหาก็คือว่าต่อไปในอนาคตเราจะไม่มีงบลงทุนในงบประมาณรายจ่าย อีกแล้วครับ เพราะงบลงทุนนั้นถูกเอาไปใช้คืนดอกเบี้ยในการทำโครงสร้างพื้นฐานโดย การออกร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าขอเปลี่ยนชื่อใหม่ครับ ไม่ใช่เป็นร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผมจะเปลี่ยนชื่อเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่บังคับ ให้พี่น้องประชาชนใช้หนี้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ คำถามถึงคาอยู่ในใจว่าทำไมรัฐบาล ไม่ใช้งบประมาณมาทำเรื่องนี้ อยู่ในวิสัยที่ทำได้ครับ จัดสรรงบประมาณเสียใหม่อะไร ที่รั่วไหลก็ตัดออกเสีย โครงการจำนำข้าวรั่วไหลมีข่าวว่าขาดทุนกันแล้วก็มีการทุจริตกัน ขาดทุนปีหนึ่ง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาททำไมต้องทำต่อ ก็เพียงแค่ท่านเปลี่ยนเป็นโครงการ ประกันรายได้ อยากจะให้เกษตรกรได้รายได้สูงก็ประกันที่ราคาสูงหน่อยเราก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ แล้วก็นำเงินที่รั่วไหลนั้นมาทำเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่จะว่านี้เราก็จะกู้น้อยลง ถ้าบริหารมีฝีมือจริงถึงกลับไม่ต้องกู้ในบางปี งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลต่อปีเพดานการกู้ ก็เหลือเฟือ ปี ๒๕๕๗ เพดานการกู้อยู่ที่ ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาทปี ๒๕๕๘ ก็ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีถัดไปก็ยิ่งสูงขึ้นอยู่ในวิสัยที่สามารถจะจัดทำในงบประมาณรายจ่าย ได้อย่างสบาย ทำไมรัฐบาลไม่ทำ ท่านกิตติรัตน์บอกว่าเหตุผลที่ไม่ทำไม่อยากใส่ในงบประมาณ เพราะกลัวว่างบประมาณจะขาดดุลเรื้อรังนั้น ท่านบอกว่าเป็นเหตุผลซึ่งเป็นแนวความคิด ของท่านก็คือว่าถ้าจะเอาหนี้ก้อนนี้ไปซุกที่อื่นแล้วก็บอกว่าเพื่อที่เอาไปซุกแล้วคนจะเห็นแต่ งบประมาณอย่างเดียว แล้วก็จะบอกว่าคนอื่นเห็นแล้วจะเชื่อมั่น ผมไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของท่านนะครับ เพราะอย่างว่าละครับ กระเป๋าซ้ายหรือกระเป๋าขวาไม่อยู่ในหนี้งบประมาณก็ไปอยู่ในหนี้ส่วนอื่น โผล่ออกมาเป็นหนี้สาธารณะเหมือนกัน ซุกอย่างไรก็ซุกไม่มิด และอันนี้ละครับผมจะ เปรียบเปรยตั้งแต่ในเรื่องของการโกหกเป้าการส่งออก เพราะอันนี้เป็นแนวคิดของการโกหก สีขาว บอกว่าจะให้งบประมาณไม่ขาดดุลเรื้อรังแล้วเอาหนี้ไปซุกไว้ที่อื่นแล้วก็ให้คนอื่น เห็นแล้วดูเชื่อมั่น นี่เป็นแนวคิดของการโกหกสีขาว ตบแต่งบัญชีหลอกลวงนักลงทุน พี่น้องประชาชน ทำไมไม่ใช้งบประมาณครับ คำตอบก็คือการใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้มันคล่องคอครับท่าน เพราะรายละเอียดในบัญชีแนบท้ายไม่มีสถานะทางด้านกฎหมาย ครม. สามารถปรับเปลี่ยนได้ เรื่องนี้ก็เคยมีข่าวนะครับว่าข้าราชการกระทรวงการคลังเสนอให้นำรายละเอียดในบัญชี แนบท้ายเข้ามาเป็นบัญชีแนบท้ายเพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย ท่านกิตติรัตน์บอกว่า อย่างไรรู้หรือเปล่าครับ ท่านบอกว่าท่านไม่เอาเพราะมันไม่คล่องตัว ผมคิดว่าท่านต้อง ชี้แจงนะครับที่บอกว่ามันไม่คล่องตัวนี้มันไม่คล่องตัวหรือว่ามันไม่คล่องคอครับ ผมจะต้อง ใช้เวลาสักนิดหนึ่ง เมื่อสักครู่ท่านวราเทพก็ได้กรุณาชี้แจงความเห็นของท่าน และผมคิดว่า ความเห็นของท่านได้ถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานในสภาแล้ว แต่ก็ต้องฟังความเห็นของผมนะครับ ว่าระบบงบประมาณเทียบกับระบบ พ.ร.บ. ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้แตกต่างกันอย่างไร งบประมาณทั่วไปกระทรวงทำเรื่องไปที่สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณรวบรวมตัวเลขเสนอ ไปยัง ครม. มาสิ้นสุดที่สภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของภาษีอากรตรวจสอบครับ โครงการไหนสมควรทำหรือไม่สมควรทำ ถ้าสมควรทำ แพงไปหรือไม่ ควรตัดทอนงบเท่าไร ขั้นตอนสิ้นสุดอยู่ตรงนั้น แต่ว่าระบบ พ.ร.บ. ที่รัฐบาล กำลังจะออกนี้มันกลับด้านกันครับ กลับด้านก็คือว่าแทนที่จะเป็นงบประมาณปกติคือ จาก ครม. ไปให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติ กลับด้านเป็นว่าให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติเงินก่อน แล้ว ครม. ค่อยไปอนุมัติโครงการทีหลัง มาตรา ๑๔ เขียนไว้ว่า ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติ ตามมาด้วยมาตรา ๑๕ เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ให้มีการดำเนินโครงการตามเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ผลก็คือในวันนี้ท่านกำลังมาขออนุญาต สภาผู้แทนราษฎรที่จะกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ ครม. ไปทำตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ อนุมัติโครงการ ดำเนินโครงการ กระบวนการมันกลับด้านกันกับการพิจารณา งบประมาณปกติ มาดูบัญชีแนบท้ายครับ มี ๓ ยุทธศาสตร์ก็จริง แต่ละยุทธศาสตร์มีกรอบวงเงินก็จริง แต่ในยุทธศาสตร์นั้นโครงการข้างในสามารถโยก สามารถปรับเปลี่ยนได้ หรือไม่ทำก็ได้ เพราะไม่ได้มีสถานะทางด้านกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นในมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ ที่บอกว่า ต้องให้ ครม. อนุมัติก่อน ปรากฏไปดูในรายละเอียดของบัญชีแนบท้าย ๒๐๐ กว่าหน้านี่ละครับ มีโครงการถึง ๑.๔ ล้านล้านบาทที่ยังไม่ได้ผ่าน ครม. ไม่มีมติ ครม. รองรับ อีก ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่มติ ครม. รองรับส่วนใหญ่ก็เป็นมติของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ในเรื่องของรถไฟ ๑.๔ ล้านล้านบาทที่ไม่มีมติ ครม. รองรับกำลังจะใช้ ครม. รองรับต่อไป ถึงเป็นอำนาจ เบ็ดเสร็จของ ครม. เป็นการให้สภาเซ็นเช็คเปล่าให้ ครม. ไปกรอก กรอกว่าใช้อะไร กรอกว่า ราคาเท่าไร คล่องคอไหมครับ เรื่องนี้ท่านวราเทพอย่างที่ผมเกริ่นไปสักครู่ท่านชี้แจงว่า รายละเอียดในบัญชีแนบท้ายเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผมต้องขอขอบคุณในความเห็นของท่าน และผมก็คิดว่าในสภานี้ได้บันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานแล้ว และแน่นอนที่สุดหน้าที่ของพวกเรา ทุกคนก็จะต้องติดตามว่าท้ายที่สุดแล้วเป็นจริงอย่างที่ท่านพูดหรือไม่

ในเรื่องการชำระหนี้ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เฉกเช่นกับ การอนุมัติโครงการในเรื่องของการชำระหนี้ แผนการชำระหนี้ที่เขียนไว้ที่ออกตามสื่อมวลชน และที่มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ ปรากฏว่ารัฐบาลนี้ไม่ต้องชำระต้นเงินกู้ครับ ชำระแค่ ดอกเบี้ย ส่วนต้นเงินกู้ท่านผลักภาระไปให้รัฐบาลชุดอื่น ชำระดอกเบี้ยแค่ประมาณปีละ ๑๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นยังไม่พอนะครับ ในมาตรา ๙ บอกว่ารัฐบาลจะใช้คืนหนี้ เงินกู้นี้เมื่อไรก็ได้ จะยืดไปเมื่อไรก็ได้ จะขยายอายุต่อไปเมื่อไรก็ได้ ผลสรุปก็คือว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความชัดเจนเรื่องเดียวครับ คือชัดเจนว่าจะกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกนั้น เล่นแร่แปรธาตุได้หมด จะเปลี่ยนโครงการก็ได้ เงินไม่พอในโครงการเอาเงินจากงบประมาณ ไปเติมก็ได้ ถึงเวลาแล้วไม่อยากคืนหนี้ขยายการชำระหนี้เงินกู้ก็ได้อีกครับ แล้วอย่างนี้ ประชาชนไม่จ่ายดอกเบี้ยกันท่วมหรือครับ นี่ละครับเป็นที่มาที่พวกเราทุกคนในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ และผมคิดว่าถ้ารัฐบาลยืนยันที่จะออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมก็ต้องมีข้อเรียกร้องครับ ข้อเรียกร้องของผมก็คือว่าในเมื่อพี่น้องประชาชนจะต้องรับภาระ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสูงกว่า พ.ร.บ. งบประมาณโดยทั่วไป ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ต้องมีมาตรฐาน ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันในเรื่องของการใช้หนี้เงินกู้ให้สูงกว่า พ.ร.บ. งบประมาณ โดยทั่วไปเช่นเดียวกัน

เรื่องแรก เรื่องการชำระหนี้ ยิ่งชำระเร็วยิ่งเป็นภาระกับพี่น้องประชาชนน้อย เพราะเสียดอกเบี้ยน้อย แต่ในแผนการชำระหนี้รัฐบาลชุดนี้ไม่จ่ายคืนเงินต้น สิ่งที่ผมจะ เรียกร้องก็คือว่าท่านจะต้องใส่ไว้ในกฎหมายฉบับนี้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะต้องชำระหนี้เงินต้นด้วย จะเป็นอัตราส่วนเท่าไร จะเป็นจำนวนเงินเท่าไร เดี๋ยวเราเอาไปคำนวณกันในชั้นกรรมาธิการ

ข้อเรียกร้องที่ ๒ จะเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณซึ่งท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ ท่านก็ได้พูดไปสักนิดหนึ่งแล้วครับ กรอบงบประมาณสมดุลหรือที่เรียกกรอบว่ารัฐบาลจะไม่กู้แล้ว มันไม่เคยมีความหมายเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ซึ่งท่านกรณ์ท่านออกกรอบเอาไว้ ท่านบอกว่าหลังจากปี ๒๕๕๘ รัฐบาลจะไม่กู้ในระบบงบประมาณแล้ว พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ ท่านเปลี่ยนเป็นปี ๒๕๖๐ ข้อเรียกร้องของผมก็คือว่าถ้าท่านจะออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ท่านก็ต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อผูกมัดตัวเอง อย่างเช่น การให้สัตยาบันหรือบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับนี้ว่าในปี ๒๕๕๘ ท่านจะไม่กู้ในงบประมาณอีกแล้ว รับได้ไหมครับ ผมคิดว่าถ้าท่านรับได้พี่น้องประชาชน ก็สบายใจไปเปราะหนึ่งเพราะยืนยันว่าท่านจะไม่กู้หลังจากปี ๒๕๕๘ เอาละ กู้จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นหนี้สูง แต่ก็ยังสบายใจไปได้เปราะหนึ่ง

ข้อเรียกร้องที่ ๓ เรื่องการป้องกันการทุจริตที่เป็นข้อกล่าวหาว่าให้สภา เซ็นเช็คเปล่าไปให้ ครม. กรอกเอาเอง ก็แน่นอนที่สุดว่าท่านจะต้องนำรายละเอียดในบัญชี แนบท้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย

ข้อเรียกร้องที่ ๔ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างที่หัวหน้าอภิสิทธิ์ก็ได้เป็นห่วง เช่นเดียวกัน ในมาตรา ๑๕ บัญญัติไว้ครับ บริหารโครงการตามหลักเกณฑ์ที่ ครม. กำหนด แต่ไม่เคยเขียนไว้เลยว่า ครม. จะต้องทำตามกฎหมายฉบับใดบ้าง หรือถ้าจะให้พวกเราอุ่นใจ พี่น้องประชาชนอุ่นใจ ก็คือท่านจะต้องบัญญัติในกฎหมายว่า ครม. ไม่มีอำนาจการยกเว้น ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ พวกผมไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ถ้าท่านดึงดันจะออกผมก็มีข้อเรียกร้อง ๔ ข้อนี้ แน่นอนที่สุดท่านอาจจะชี้แจงในสภาครับ ท่านบอกว่าในเรื่องของวินัยการคลังท่านจะพยายามทำให้ดีที่สุด ในเรื่องของระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้าง การป้องกันการทุจริตท่านจะทำให้ดีที่สุด แต่ผมขอเรียนกับท่านประธาน ตามตรงว่าครั้งนี้รับปากลอย ๆ ผมขอไม่รับครับ ในเรื่องของเป้าการส่งออกท่านก็โกหกสีขาว มาแล้วรอบหนึ่ง ในรายการนายกพบประชาชนที่ท่านกิตติรัตน์มาออก บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยริเริ่มรถไฟความเร็วสูง ท่านก็โกหกอีกรอบหนึ่ง แล้วครั้งนั้นคงไม่ใช่สีขาวหรอกครับ เป็นโกหกสีดำ ผมมาในวันนี้ยื่นข้อเรียกร้องให้ท่านบัญญัติไว้ในกฎหมาย ถ้าท่านจะรับปาก ในสภาผมขอไม่รับครับ เพราะผมไม่รู้ว่าท่านจะโกหกอะไรอีก ที่เรียกร้องก็เพราะผมคิดว่า กรณีนี้จะเป็นกรณีตัวอย่าง โครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ทั้งหมดที่ได้ยิน ได้ฟังมา ได้รับการชี้แจงมาในคณะกรรมาธิการ ทั้งหมดมีอยู่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และถ้า รัฐบาลติดใจในการออกร่าง พ.ร.บ. กู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปทำ อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้างหน้าออกร่าง พ.ร.บ. เงินกู้อย่างเดียวกันจะเกิดอะไรขึ้นครับ แทนที่พี่น้องประชาชนจะใช้หนี้ ๕๐ ปี ผมคิดว่าคงเป็น ๑๐๐ ปี แทนที่พี่น้องประชาชนจะใช้หนี้ต้นและดอกเบี้ยรวมกัน ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คงเป็น ๑๐ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าท่านทำตาม ที่ผมเรียกร้องไม่ได้ก็บรรจุไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเสียเถอะครับ มิฉะนั้นท่านจะโดน ข้อกล่าวหาที่ว่ายอมให้พี่น้องประชาชนจ่ายหนี้ทั้งต้นทั้งดอกเบี้ยเพื่อที่ท่านจะโกงหรือไม่ ก็ขอจบการอภิปรายไว้ตอนนี้นะครับ แล้วก็ขอยืนยันว่าเราไม่เห็นชอบในหลักการของ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอบคุณครับ