จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องการปรับปรุงพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่ทำให้ธุรกิจประกันภัยมีผู้ถือหุ้นต่างชาติได้มากขึ้น และอาจจะทำให้ธุรกิจประกันภัยของไทยตกอยู่ในมือของต่างชาติ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องการแก้ไขเงินกองทุนประกันวินาศภัย โดยมีใจความว่า มาตรา 80/7 เปิดช่องให้กองทุนประกันวินาศภัยหาแหล่งรายได้ใหม่จากกู้ยืมเงินและออกตราสารทางการเงิน ซึ่งอาจทำให้ภาระตกแก่ประชาชน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายประกันภัย โดยเรียกร้องให้ไม่เปลี่ยนจากมุ่งเน้นความเสียหายแก่ประชาชนให้เป็นบริษัท
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติ ประกันวินาศภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ที่ทาง ครม. ได้นำเข้าแล้วก็จะมาเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ ในเรื่องของธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็น ๑ ในธุรกิจที่มีการทำธุรกรรมเกี่ยวกับด้านการเงิน ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องมีความมั่นคง เพื่อสร้างความมั่นใจกับการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ก็เป็นกฎหมายที่ดีครับ ผมต้องกราบเรียนว่าผมใช้เวลาศึกษากฎหมายนี้อาจจะไม่นานนัก เพราะว่าดูจากเอกสารที่ประกอบมากับทางสภาผู้แทนราษฎร ผมต้องกราบเรียนว่า เป็นกฎหมายที่เข้าใจได้ยาก แล้วก็เป็นกฎหมายที่ต้องใช้เทคนิคเกี่ยวกับเรื่องของธุรกิจ เกี่ยวกับการประกันภัยเป็นจำนวนมาก อ่านแล้วก็ยังมีประเด็นที่ยังติดค้างอยู่บางส่วน ผมเองต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ เข้าประเด็นในประเด็นที่เป็นปัญหาคำถามที่มีความสงสัย ในร่างมาตรา ๓ นี้เป็นการยกเลิกความในมาตรา ๙ ของพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย ในปี ๒๕๓๕ แล้วก็เปลี่ยนความในมาตรา ๙ แทน ถ้าดูในรายละเอียดนี้เป็นการปรับปรุง โครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัท โดยต้องการที่จะเอื้ออำนวยให้มีความเข้มแข็ง มากยิ่งขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าบริษัทประกันในปัจจุบันนี้เกี่ยวกับด้านประกันวินาศภัย ประกันชีวิต บางครั้งมันมีความจำเป็นจะต้องระดมทุนจากต่างประเทศ มีการนำเงินลงทุน จากต่างชาติเข้ามา เมื่อนำเงินเข้ามาบางครั้งแน่นอนครับ คนที่จะเอาเงินมาลงมาจาก ต่างชาตินี้เขาก็ขอตำแหน่งในกรรมการบริหารบ้าง ขอสัดส่วนผู้ถือหุ้นเพื่อให้มันสะท้อนกับ ภาพความเป็นจริงบ้าง ในอดีตที่ผ่านมามีปัญหามาโดยตลอด บริษัทประกันของไทย ต้องยอมรับอย่างนี้ว่าเป็นบริษัทที่มีขนาดกลางถึงเล็กเมื่อเทียบกับในระดับโลก เมื่อมีปัญหา ในเรื่องการประกันภัยต่าง ๆ บางครั้งต้องยอมรับว่าบริษัทประกันเราไม่สามารถรองรับ ในภาระที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่า ประกันช่วง ก็คือส่งต่อ ความเสี่ยงไปยังบริษัทประกันในต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง อันนี้เป็นประเพณีปฏิบัติที่เขาทำกัน มาโดยตลอดในวงการเกี่ยวกับเรื่องของธุรกรรมการประกันภัย แต่ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ มาตรา ๓ มีข้อให้น่าสงสัยก็คือในมาตรา ๙ เดิมก่อนที่จะมีการปรับแก้นี้นะครับ กำหนดให้ ต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่า ๓ ใน ๔ ของจำนวนกรรมการทั้งหมด แล้วก็การถือหุ้นจะต้องเป็นคนไทยเกินร้อยละ ๗๕ ในกรณีที่มีความจำเป็นจริง ๆ มีเหตุ จำเป็น ซึ่งกรรมการจะต้องเป็นคนอนุมัติ ก็ต้องบอกว่าต้องให้บุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยถือหุ้น ได้ถึงร้อยละ ๔๙ คือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แล้วก็ถือหุ้นได้มากกว่า ๑ ใน ๔ แต่ก็ยังไม่เกินกึ่งหนึ่ง เช่นเดียวกัน นี่คือในอดีตก่อนที่จะมีการปรับแก้ในฉบับนี้ แต่เมื่อมีการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมามันมีการเปิดช่องครับท่านประธาน เปิดช่อง เพื่อให้บริษัทประกันวินาศภัยเหล่านี้สามารถมีผู้ถือหุ้นที่เป็นต่างชาติได้มากกว่าครึ่ง มีการถือหุ้น โดยต่างชาติได้เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้อนุมัติคือรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ปัญหาที่ เกิดขึ้นก็คือธุรกรรมเกี่ยวกับเรื่องประกันภัยมันเป็นธุรกรรมที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ในอดีต ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าไม่มีประเทศไหนด้วย ไม่ใช่แค่ประเทศไทย ที่จะปล่อยให้ ธุรกรรมเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจ เช่น ธนาคาร บริษัทที่ทำการลงทุนเกี่ยวกับด้านการเงิน บริษัทเกี่ยวกับประกันภัยจะไปให้ถือหุ้นโดยต่างชาติเพราะว่ามันเกี่ยวกับความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ วันนี้แน่นอนครับ ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันเรามีเจตนาที่ดีเพื่อที่จะสร้าง ความมั่นคงเข้มแข็งให้กับธุรกิจ เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจให้กับการลงทุนจากต่างชาติ แต่ถ้าเราเขียนกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลในอนาคตเกิดถึงเวลา เขาไปอนุมัติ อนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจ ธุรกรรมเกี่ยวกับด้านประกันภัย ได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งเกือบทั้งหมด ธุรกิจเกี่ยวกับประกันภัยเราไม่อยู่ในมือคนไทยแล้วนะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะเป็นความเสี่ยงหรือไม่ ตรงนี้ผมอยากจะให้คิดให้รอบคอบ แล้วก็ อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าถ้าเป็นไปได้มันมีความจำเป็นที่จะทำให้ธุรกิจประเภทนี้ มีความมั่นคง เราอาจจะต้องไปหาช่องทางอุดช่องโหว่ในด้านกฎหมายในขั้นของกรรมาธิการ เพื่อป้องกันความเสี่ยงว่าในอนาคตธุรกิจที่เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเราเช่นนี้จะตก อยู่ในมือของต่างชาติได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะฝากไว้เป็นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ เงินกองทุน นั่นก็คือกองทุนวินาศภัยนี่ละครับ มีการปรับแก้ในมาตรา ๗ เป็นการยกเลิก มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๐/๑ มาตรา ๘๐/๒ แล้วก็ให้ใช้ความในมาตรา ๘๐ ใหม่ นั่นก็คือ เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างของกองทุนว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง เมื่อก่อนก็เป็นเรื่องของ สินทรัพย์ เงินที่โอนมาเก่าก่อน เรื่องของเงินรับ เรื่องของเงินงบประมาณแผ่นดินที่จะต้อง อุดหนุนเข้าไป แน่นอนครับ เมื่อมีเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินตามกฎหมายมันก็จะ กำหนดว่าให้อุดหนุนเป็นจำนวนที่เพียงพออยู่แล้ว หมายความว่าขาดเหลือเท่าไรรัฐบาล มีหน้าที่ในการเติมเข้าไปให้เพียงพอให้เกิดความมั่นคง เพราะกองทุนนี้จะเสริมสร้าง ความมั่นคงในด้านของธุรกิจประกันภัยในทุก ๆ ด้าน ก็เป็นหน้าที่ของรัฐอยู่แล้วครับ ที่จะต้องเติมเงินงบประมาณเข้าไป แต่วันนี้มีการเพิ่มมาตรา ๘๐ (๗) นั่นก็คือบอกว่า เงินได้ ที่ได้จากการกู้ยืมเงิน หรือการออกตราสารทางการเงินอื่น ผมกราบเรียนว่านี่เป็นประเด็น สำคัญ เป็นการเปิดช่องให้กับกองทุนสามารถหาแหล่งรายได้ใหม่ ซึ่งในอนาคตผมมองว่า อาจจะเป็นปัญหา ถามว่าทำไม กองทุนประกันวินาศภัยเป็นกองทุนที่ใช้ในกรณีที่มีเหตุ มีภาวะที่เรียกว่าเหมือนกับภาวะฉุกเฉิน เป็นภัยพิบัติ เป็นอะไรต่าง ๆ และมันมีความจำเป็น จะต้องให้บริษัทประกันเข้าไปชดใช้ บริษัทประกันมีไม่เพียงพอหรือตามสัดส่วนเขาก็มาเอาเงิน จากกองทุนประกันวินาศภัยเข้าไปแล้วก็ไปชดเชยให้กับผู้ที่เสียประโยชน์ อันนี้เป็นปกติ แต่วันนี้เราเปิดช่องทางให้กองทุนหาแหล่งรายได้ใหม่ในส่วนจากการกู้ยืมเงิน แน่นอนเลยครับ ถ้าผมเป็นธนาคารผมจะให้เงินกู้ยืมกับกองทุนประกันวินาศภัย ผมคิดดอกเบี้ยเต็มสตรีม (Stream) เลยครับ ผมใส่เต็มเพดาน แน่นอนครับ เพราะกองทุนนี้เกี่ยวเนื่องกับ ความเสี่ยงโดยตรง ประเทศไทยถามว่ามีภัยพิบัติไหม มีครับ มีเหตุฉุกเฉินไหม มีครับ มีเรื่องของการชุมนุมทางการเมืองไหม ก็มีครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หลายครั้งหลายหนในที่สุด จะต้องมาใช้เงินจากกองทุนตัวนี้ แน่นอนครับ เมื่อเป็นเช่นนี้การกู้ยืมเงินก็เป็นกู้ยืมเงิน ในลักษณะที่มีดอกเบี้ยแพง ในเรื่องของการออกตราสารทางการเงินยิ่งหนักกว่าเก่า ถามว่า จะออกตราสารทางการเงินพี่น้องประชาชนเป็นผู้เข้ามารับความเสี่ยงแทน เพราะตราสาร ทางการเงินเหล่านี้มีขายให้กับสถาบันทางการเงิน สถาบันทางการเงินลูกค้าก็คือ พี่น้องประชาชนรายย่อยที่เข้าไปซื้อกองทุนกับสถาบันการเงิน ๒. ผู้ค้ารายย่อยเองก็คือ ประชาชนนี่ละครับที่เข้าไปซื้อตราสารทางการเงินโดยตรง แน่นอนครับ ตราสารเหล่านี้ เป็นตราสารที่มีความเสี่ยง ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เมื่อถึงเวลามีภัยพิบัติ มีเหตุฉุกเฉินขึ้นมา มีเหตุจำเป็นขึ้นมา มูลค่าของตราสารทางการเงินผมไม่แน่ใจว่ามันจะไปทิศไหน มันจะเป็นตราสารที่เรียกว่าอยู่ในเกรด (Grade) ที่ต่ำ มีความเสี่ยงสูงไม่แน่ใจว่าผลตอบแทน จะสูงตามหรือไม่ ในที่สุดมันเหมือนกับว่าเป็นการผลักภาระจากกองทุนไปยังพี่น้องประชาชน หรือไม่นะครับ ในประเด็นนี้อยากจะให้ลองคิดทบทวน ถ้ามีความจำเป็น มีความเหมาะสม อาจจะต้องหาช่องทางเช่นเดียวกันครับ ต้องหาทางอุดช่องโหว่โดยกฎหมายนี่ละครับ เราอาจจะต้องไปหาทางปรับแก้ให้มาตรานี้มีความรัดกุมมากขึ้น แน่นอนครับ เพื่อไม่ให้ภาระนี้ ตกกับพี่น้องประชาชน ในที่สุดผมกราบเรียนอย่างนี้ว่ามีเหตุอะไรก็ตามรัฐบาลมีความพร้อมครับ โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งอย่างเช่นชุดปัจจุบัน อย่างเช่นรัฐบาลที่สามารถบริหาร จัดการเรื่องของเงินงบประมาณได้อย่างชุดปัจจุบัน มีเหตุฉุกเฉินจำเป็นขึ้นมา เราสามารถตัดจ่ายเงินงบกลางเข้าไปช่วยเหลือ เราสามารถที่จะเติมเงินงบประมาณเข้าไปยัง กองทุนประกันวินาศภัยเพื่อให้เกิดความมั่นคงขึ้นในอนาคตได้ ไม่ใช่เรื่องยาก อาจจะไม่มี ความจำเป็นด้วยซ้ำในการที่จะไปปล่อยให้กองทุนสามารถมีช่องทางในการไปออก ตราสารทางการเงินหรือว่าไปกู้เงิน ซึ่งผมมองว่าจะเป็นการหละหลวม แล้วในที่สุดอาจจะ เป็นการผลักภาระไปยังพี่น้องประชาชนได้นะครับ นี่ก็เป็นประเด็นที่อยากจะกราบฝากไว้ ๒ ประเด็น
ประเด็นสุดท้าย ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ มีการปรับแก้ในส่วน ของมาตรา ๙ ก็คือมาตรา ๓ ที่ได้พูดไปในเบื้องต้นผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ มีการปรับแก้ จากวรรคท้ายของมาตรา ๙ วรรคท้ายเก่า มาตรา ๙ วรรคท้ายเก่า บอกว่า ในกรณีที่บริษัท มีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอา ประกันภัยหรือประชาชน รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจผ่อนผันให้ บริษัทมีผู้ถือหุ้นและกรรมการแตกต่างไปจากที่กำหนดตามวรรคสองได้ ในการผ่อนผันนั้น จะกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนเวลาไว้ด้วยก็ได้ นั่นก็คือปรับแก้โครงสร้างของกรรมการ อันนี้กลับไปประเด็นเก่า ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ พอมีการแก้ไขบอกว่า ในกรณีที่มี เหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะการดำเนินการ หรือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของบริษัทใด หรือเพื่อความมั่นคงของธุรกิจประกันวินาศภัย รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจ ผ่อนผันให้บริษัทมีจำนวนหุ้นหรือกรรมการแตกต่างไปจากที่กำหนดในวรรคสองได้ นั่นคือ รัฐมนตรีมีอำนาจเหมือนเดิมครับผ่านทางคำแนะนำของคณะกรรมการเหมือนเดิม แต่เหตุ และปัจจัยมันเปลี่ยนไป เปลี่ยนจากเก่าก่อนที่บอกว่าในกรณีที่มีความเสี่ยงที่อาจเป็น ความเสียหายแก่ผู้เอาประกันหรือประชาชน นั่นคือเอาประชาชนและผู้เอาประกันเป็นหลัก เราเปลี่ยนจากปัญหาของพี่น้องประชาชนผู้เอาประกัน ซึ่งแน่นอนว่านี่ควรจะเป็นหัวใจของ ธุรกิจประกันภัย เปลี่ยนเป็นเหตุและปัจจัยของบริษัทแทน นั่นก็คือยกเอาบริษัทเป็นตัวตั้งว่า ถ้าจำเป็นต้องแก้ไขการดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของบริษัทอาจจะปรับโครงสร้างได้ ตรงนี้ผมมองว่าจะเป็นจุดบอดนะครับ เพราะอยากจะให้กฎหมายที่ออกไปทุกฉบับ จากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้ยึดเอาพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่เป็นผู้เสียหายเป็นหัวใจ ผมไม่แน่ใจว่าการปรับแก้อย่างนี้ในที่สุดจะไปเปิดช่องโหว่อะไรบ้าง แต่ผมต้องยอมรับว่า พออ่านกฎหมายแล้วผมรู้สึกว่ามันปรับเปลี่ยนจากพี่น้องประชาชนเป็นบริษัทแทน ตรงนี้ เป็นจุดที่ผมอ่านแล้วผมยังติดใจอยู่ ถ้าเป็นไปได้เขียนบวกรวมเข้าไปเลยในมูลเหตุว่า ในกรณีที่พี่น้องประชาชนอาจจะเสียหายจากธุรกิจประกันภัย ผู้เอาประกันอาจจะเสียหาย เป็นหัวข้อหลักก่อน แล้วจะไปเติมว่าบริษัทมีความเสี่ยงทางธุรกรรมอาจจะล้มละลาย อาจจะ เสียหายบวกเข้าไปไม่มีความเสียหาย เพราะฉะนั้นควรจะเป็นการเติมเรื่องของบริษัทนี้เข้าไป ในเรื่องของประชาชน ไม่ใช่ตัดเรื่องประชาชนแล้วไปเติมเรื่องของบริษัทเอกชนใด ๆ เป็นประเด็นที่อยากจะฝากไว้ครับ