สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๗ มีนาคม ๒๕๕๖

ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข หารือเรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกป่าไม้ และเสนอแนวทางในการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน โดยเน้นข้อจำกัดและขั้นตอนในการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ที่มีการประกาศกำหนดเป็นพื้นที่ป่าไม้

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นนั้นต้องขอกราบขอบคุณ ท่าน ส.ส. นริศ ขำนุรักษ์ ที่ได้เป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับปัญหาการออกโฉนดที่ดินก็ดี การอนุรักษ์ ฟื้นฟูป่าก็ดี ต้องนำกราบเรียนครับว่าในส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมเองต้องนำเรียนว่าในพื้นที่อนุรักษ์เราเองที่เกี่ยวกับโครงการปลูกป่าก็ดีนั้น ต้องนำเรียนว่า พื้นที่ในเขตอนุรักษ์นั้นเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามที่เราจะมีโครงการปลูก คือเราจะปลูกในพื้นที่ที่มันเป็นป่าเสื่อมโทรม จากนี้ต่อไปโครงการต่าง ๆ หน่วยงานไหน รับผิดชอบ เช่น กระทรวงมหาดไทย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด หรือใครก็ตามที่รับผิดชอบ ในเรื่องนี้โครงการเหล่านี้จะต้องมีพิกัดว่าจำนวนปลูกกี่แปลง แปลงละจำนวนกี่ไร่ เราจะต้องมีผู้รับผิดชอบตรงนี้ ก็อยากจะเรียนให้ท่านสบายใจว่าตรงนี้ทางรัฐบาลเอง โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นท่านให้ความสำคัญ ก็สืบเนื่องมาจากว่า ประเทศไทยของเรานั้นดั่งที่ท่านได้พูดว่าปัจจุบันนี้สภาพป่าในประเทศไทยของเรานั้น มีอยู่ประมาณ ๑๐๗ ล้านไร่ เป็นป่าอนุรักษ์ ๖๓ ล้านไร่ เป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ประมาณ ๓๕ ล้านไร่ แล้วอีก ๑๐ ล้านไร่ก็ได้อยู่ในเขตพื้นที่นอกกฎหมาย เช่น พื้นที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่ ส.ป.ก. พื้นที่ของกรมธนารักษ์ อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ปัจจุบันนี้จากการที่เราเองได้ไป ตรวจสอบว่ามีการบุกรุกเท่าไร ต้องนำเรียนว่าในปัจจุบันนี้ป่าเราถูกทำลายไปปีหนึ่งประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ไร่ คิดเฉลี่ยแล้วตรงนี้เหลือเพียงประมาณ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ที่ท่าน ส.ส. นริศ ได้ถามตรงนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ ขณะนี้ทางรัฐบาลเองต้องมีมาตรการในการที่จะเข้มงวด ในการที่จะเข้าไปป้องกันและปราบปรามตรงนี้ ก็นำเรียนนะครับว่าในส่วนรัฐบาลเอง เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนั้นท่านได้มีคำสั่งขอให้ หลายหน่วยงานลงนามเอ็มโอยูกัน ซึ่งในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ มีการลงนามเอ็มโอยู ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป้องกันปราบปรามทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยมี ๕ หน่วยงานหลัก คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหมโดยกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๕ หน่วยงานหลัก โดยปลัดกระทรวงทุกหน่วยงานร่วมลงนามเอ็มโอยูตรงนี้ ต่อไปถ้ามีปัญหาในการบุกรุกทำลาย ทรัพยากรป่าไม้หรือที่ดินต่าง ๆ ทั้ง ๕ หน่วยงานนี้จะต้องร่วมผนึกกำลังกันหรือสนธิกำลัง การเข้าไปในการที่จะดูแลป้องกันเหล่านี้ นอกเหนือจากนั้นผมเองก็ต้องนำกราบเรียนว่าในส่วนที่ ท่านเองได้เป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับโครงการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาเพื่อการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้ ของประเทศ ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้นำเงิน จากเงินกองทุนสิ่งแวดล้อมมาทำโครงการเมื่อปี ๒๕๕๒ ต้องนำกราบเรียนขณะนี้ผมเอง ได้กำชับให้คณะกรรมการในการตรวจสอบว่าโครงการเหล่านี้วัตถุประสงค์เขาทำเพื่อให้ มันเกิดประโยชน์อะไรจะได้รู้ชี้แนวเขตว่าปัจจุบันนี้ประเทศไทยของเรานั้นมีป่าอยู่ประมาณ ๑๐๗ ล้านไร่ แล้วปัจจุบันนี้มีใครบ้างเข้าไปบุกรุกเท่าไร ในทีโออาร์ (TOR) ให้เน้นทางทีโออาร์ว่าตรงนี้ เป็นอย่างไร แล้วการสอบทานเป็นอย่างไร ผมเองได้กำชับไปโดยตลอดว่าถ้าคณะกรรมการ ทำการตรวจสอบตรงนี้ไม่ละเอียดหรือไม่ถูกต้อง คณะกรรมการตรงนี้ต้องรับผิดชอบนะครับ เพราะเงินตรงนี้เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมเองได้ย้ำว่าถ้าคณะกรรมการ ทำโครงการเหล่านี้ไม่ชอบมาพากลคณะกรรมการชุดนี้ต้องรับผิดชอบ ผมเรียนยืนยันว่าตรงนี้ ผมได้กำชับทางเจ้าหน้าที่ของผมแล้วว่าทำแล้วได้เกิดประโยชน์อะไร ตรงนี้ก็อยากจะ กราบเรียนนะครับ

ส่วนที่ท่านได้ถามเกี่ยวกับเรื่องนโยบายการออกเอกสารที่ดิน ผมก็อยากจะ กราบเรียนว่าในส่วนนี้ที่ดินที่จะดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้ เจ้าของที่ดินจะต้อง เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจริง โดยต้องไม่เป็นที่ดินที่ต้องห้ามหรือมิได้ ออกโฉนดที่ดิน เช่น ป่าที่สงวนหวงห้าม ที่ราชพัสดุ ที่ดินในเขตป่า ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เป็นต้น ตรงนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่าอีกส่วนหนึ่งก็คือที่ดิน สาธารณประโยชน์ที่ราษฎรเข้าไปร่วมกัน เช่น ภูเขา หรือที่เป็นเกาะเป็นต้น หากเขตที่ดิน ในเขตพื้นที่ต้องห้ามตามนัยดังกล่าวไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้นะครับ แต่ถ้าราษฎร มีหลักฐานเช่น ส.ค. ๑ ที่แสดงได้ว่ามีการครอบครองหรือเข้าทำประโยชน์มาก่อนประกาศ เป็นพื้นที่ป่าสงวนหรือเป็นพื้นที่ป่าหวงห้ามสามารถออกโฉนดที่ดินได้ และเนื่องจาก เป็นการขอออกโฉนดที่ดินในเขตที่ดินของรัฐ พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องนำเรื่องเสนอต่อ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐหรือ กบร. จังหวัด พิจารณาพิสูจน์สิทธิ การครอบครองและการทำประโยชน์ในที่ดินของราษฎร ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะพิจารณา ออกโฉนดที่ดินให้หรือไม่เป็นไปตามผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหา การบุกรุกที่ดินของรัฐหรือ กบร. ของจังหวัด และระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ในส่วน กรณีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ที่มีการประกาศกำหนดเป็นพื้นที่ป่าไม้ แล้วก็ ก่อนที่จะดำเนินการเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบการระวางแผนที่ว่าได้กันพื้นที่บริเวณที่จะ ดำเนินการออกจากเขตป่าไม้ชัดเจนแล้วหรือยัง แล้วก็ทางกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินอย่างต่อเนื่องทั้งวิธีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน การออกโฉนดที่ดินเป็นภาพเป็นการเฉพาะราย และเป็นการออกโฉนดที่ดินตามโครงการ ออกโฉนดที่ดินแบบท้องถิ่นนะครับ ในที่ดินที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย และเป็นพื้นที่ที่อยู่ ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ซึ่งทางกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้มีประกาศให้ทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อ ออกโฉนดที่ดินและสอบเขตทั้งตำบล และกำหนดท้องที่ และวันเริ่มดำเนินการออกโฉนดที่ดิน ตามแผนปฏิบัติการโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศในพื้นที่ ๕๗ จังหวัดเป็นครั้งแรก ก็อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมและทางกรมป่าไม้ก็ได้นำเรียนว่าที่ท่านกระทู้ถามนั้นผมเองก็ได้ตอบ ข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ แล้วก็ต้องขอขอบคุณที่ท่านได้เป็นห่วงเป็นใยในหลายเรื่องนะครับ ผมก็ได้กราบเรียนเป็นเบื้องต้นนะครับ ขอบคุณมากครับ