สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๕

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อภิปรายเรื่องการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยอธิบายว่าวันที่ 31 ธันวาคม 2558 จะเป็นวันดีเดย์ที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และมีการเตรียมความพร้อมของภาคราชการ พี่น้องประชาชน และภาคเอกชน และเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน โดยการจัดทำยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๘ และเน้นย้ำถึง ๘ ด้านหลัก รวมถึงการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้า บริการและการลงทุน การพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุ้มครองทางสังคม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนากฎหมายและระเบียบต่าง ๆ การสร้างความรู้และความเข้าใจในการเป็นประชาคมอาเซียน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับ มอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้มาตอบกระทู้ถามกรณีที่ท่าน ส.ส. ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร เป็นผู้ถาม ซึ่งที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ท่านถาม แล้วก็ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านให้ความสนใจเรื่องการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเป็นอย่างยิ่ง เดี๋ยวผม จะสรุปให้ท่านฟังว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการอย่างไรบ้างเพื่อที่จะเตรียมความพร้อม ของภาคราชการ พี่น้องประชาชน และภาคเอกชนในการที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทีนี้ผมอยากจะแก้ที่ท่านอภิปรายสักเล็กน้อยนะครับ อย่าหาว่าผมไปทำให้การอภิปราย ท่านเสีย คือการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหลังสุดเมื่อมีการประชุมผู้นำอาเซียนที่กรุงพนมเปญ ได้มีการตกลงชัดเจนแล้วครับว่าวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ จะเป็นวันดีเดย์ (D-day) หรือวันที่เราจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แล้วคำว่า ประชาคมอาเซียน ก็คือ อาเซียน คอมมูนิตี้ (ASEAN Community) หรือ เอซี (AC) แล้วที่ท่านเสนอมา ๓ เรื่องคือเรื่องประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาสังคมและวัฒนธรรม อาเซียนนั้นเป็น ๓ เสาหลักที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนพร้อม ๆ กันนะครับ ไม่ใช่ว่าอีก ๒ ปีข้างหน้าที่ท่านพูดถึงนั้นจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือเรา จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนใน ๓ เรื่องหลัก ๆ ที่เขาเรียก ๓ เสานะครับ ชาวบ้านเขา อาจจะงงว่าบ้านเขามี ๔ เสา ทำไมเรามาพูดแค่ ๓ เสา ก็อยากจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลก็ให้ ความเป็นห่วง ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเรื่องนี้มากว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบและมีการเตรียมความพร้อม หลังสุดในการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จังหวัดเชียงใหม่ตอนนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้พูดคุยกับผม เราจะใช้ ช่องทางให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าใจเรื่องประชาคมอาเซียนง่าย ๆ เพื่อจะได้ไปเล่าสู่ นายอำเภอ นายอำเภอก็จะไปเล่าให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็จะไปเล่าให้กับ พี่น้องประชาชนฟังว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้นประชาชนต้องเตรียมตัวอย่างไร พี่น้องประชาชนจะได้อะไร เพราะวันนี้ความหมายจากสื่อต่าง ๆ ที่ออกไปทำให้ประชาชน งงไปหมดโดยเฉพาะเรื่องแรงงาน เดี๋ยวผมจะกล่าวในคำถามของท่าน อธิบายในตอนนั้น ขณะนี้ผมก็จะขอตอบคำถามที่ ๑ ของท่านก่อนนะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนแล้วก็ ตลอดจนเพื่อนสมาชิกได้เข้าใจพร้อม ๆ กันนะครับ

คำถามแรก ที่ท่านถามว่ารัฐบาลมีแนวทางในการบริหารคน เงิน ทรัพยากรธรรมชาติ และปัจจัยภายในประเทศอื่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในประชาคมอาเซียน อย่างไร ข้อแรกครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเป็นใยเรื่องนี้ ท่านจึงขอเป็นประธาน การประชุมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน โดยทำเวิร์กชอป (Workshop) หรือประชุมอย่างนี้มา ๒ ครั้งแล้วครับ ครั้งแรกเมื่อ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ คือกลางปีที่แล้ว ครั้งที่ ๒ เมื่อ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ทั้งนี้ก็เป็นการประชุมระหว่าง ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่อให้มีการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยและรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการประชุมทั้ง ๒ ครั้งได้นำไปสู่การจัดทำยุทธศาสตร์การเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๘ นั้น ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยุทธศาสตร์แบ่งออกเป็น ๘ ด้านด้วยกัน

ยุทธศาสตร์แรก เป็นการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้า บริการและการลงทุน เช่น การส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ การอำนวยความสะดวก ด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน การเพิ่มศักยภาพการผลิต การปรับปรุงมาตรฐานและการตลาด

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุ้มครองทางสังคม และระบบ สวัสดิการทางสังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (Logistics) เช่น เส้นทางคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์ พลังงาน และเทคโนโลยีสารสนเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งในภาคการศึกษา ภาคแรงงาน ผู้ประกอบการ และภาครัฐ

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ เป็นการพัฒนากฎหมาย กฎ และระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ ประเทศไทยสามารถดำเนินการตามข้อตกลงการเป็นประชาคมอาเซียน อำนวยความสะดวก ด้านการค้าการลงทุน ปกป้องผลประโยชน์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศไทย

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการตระหนักถึงการเป็น ประชาคมอาเซียน

ยุทธศาสตร์ที่ ๗ เป็นการเสริมสร้างความมั่นคง เช่น ความร่วมมือระหว่าง ประเทศ การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนทางบกและทางทะเล และการทำธรรมาภิบาล

ยุทธศาสตร์ที่ ๘ เป็นการเพิ่มศักยภาพของเมืองเพื่อเชื่อมโยงสมาชิกอาเซียน ให้มากขึ้น โดยการแบ่งเมืองเป็นประเภท เช่น เมืองหลวง เมืองใหญ่ เมืองอุตสาหกรรม เมืองท่องเที่ยว เมืองการค้าชายแดน เพื่อพัฒนาจังหวัดต่าง ๆ อย่างมีทิศทางและมี ประสิทธิภาพ

ซึ่งยุทธศาสตร์ทั้ง ๘ ด้านดังกล่าวครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง ในการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยในแต่ละยุทธศาสตร์จะประกอบด้วยกลยุทธ์ และมาตรการต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำแผนงานโครงการอย่างบูรณาการของทุกส่วนราชการ ทั้งด้านการทำงานและการจัดทำงบประมาณ โดยคาดว่าจะเริ่มในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ นอกจากยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่กล่าวมาทั้ง ๘ ข้อนี้แล้วรัฐบาลก็ได้จัดทำ ยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ของประเทศ ๔ ด้านด้วยกันใน ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้า ซึ่งได้แก่ ๑. การลดความเหลื่อมล้ำ ๒. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง ๓. การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ๔. การบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์ของประเทศที่กล่าวมาทั้ง ๔ ข้อนี้ก็จะประกอบไปด้วยมาตรการต่าง ๆ ๒๘ ประเด็น ครอบคลุมแนวทางการดำเนินงาน ๕๘ แนวทาง โดยกำหนดให้ส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยงานบูรณาการ ซึ่งจะเป็นกรอบการจัดสรรงบประมาณสำหรับปี ๒๕๕๗ ต่อไป โดยสรุป การจัดทำยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่กล่าวมานี้ จะเป็นกรอบนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ของประเทศ แบบองค์รวมทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และปัจจัยอื่น ๆ เพื่อรองรับการเป็นประชาคม อาเซียน และจะใช้เป็นกรอบในการหารือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้ได้ความเข้าใจตรงกัน ในการพัฒนาประเทศให้ดำเนินไปอย่างบูรณาการและเกิดผลที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด อันนี้ ขอตอบคำถามข้อที่ ๑ ครับ