ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือเรื่องการปฏิบัติตามขั้นตอนและข้อบังคับการประชุมสภาเพื่อให้การออกกฎหมายมีประสิทธิภาพ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ยังหารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการศึกษาวิชาการทหาร โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับแต่ละโรงเรียน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมถือโอกาสขอบพระคุณท่านประธานที่ได้รับฟังความคิดเห็นของผมในเบื้องต้น ที่ผมได้กราบเรียนก่อนที่จะได้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นที่ได้สงวนความเห็น ซึ่งเข้าใจว่า ท่านประธานก็ยอมรับความเป็นจริงว่ากระบวนการในการทำงานของคณะกรรมาธิการ เมื่อมีการเสนอเข้ามาสู่ระเบียบวาระการประชุมแล้วก็ควรที่จะได้ดำเนินการตามขั้นตอน ตามข้อบังคับการประชุมสภา ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และแน่นอนที่สุดครับ ในยุคนี้เราพบความเป็นจริงว่าหลายกฎหมายที่เป็นกฎหมายเชิงนโยบายของรัฐบาล แต่ว่า ช่วงหลังนี้รัฐมนตรีไม่ได้มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการจึงมีปัญหาในเรื่องการแก้ไข ของฝ่ายนิติบัญญัติอาจจะไม่เป็นไปตามนโยบายของฝ่ายบริหาร แต่เมื่อเสียงข้างมาก ในชั้นกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้วผมคิดว่าฝ่ายบริหารต้องยอมรับการทำหน้าที่ ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้รับฟังความคิดเห็นแล้วก็กำชับว่า จะไปดำเนินการในการที่จะทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นในกระบวนการการทำงานของสภา ของเรา และผมหวังว่าจะทำให้สภาของเราศักดิ์สิทธิ์และทำให้การออกกฎหมายนั้น มีประสิทธิภาพเราจะได้กฎหมายที่เป็นประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร อันนี้ เป็นประเด็นแรกครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมได้สงวนความเห็นไว้ เพราะผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ มีคนอภิปรายตรงกันครับ คือร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ จริง ๆ แล้วถ้ามองในยุคปัจจุบันก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นเจตนารมณ์ของโรงเรียนเหล่าทัพทุกโรงเรียน ตั้งแต่โรงเรียนนายร้อย จปร. โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ โรงเรียนแผนที่ ก็ต้องการที่จะยกระดับมาตรฐานและคุณภาพ ของแต่ละโรงเรียนให้มีมาตรฐานในระดับการศึกษาของชาติ และให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง ของโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเองได้สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ และได้สนับสนุนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงินเดือนของทหาร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ได้อภิปรายในสภานี้ว่าถึงเวลาและมีความจำเป็นที่เราจะต้องมาช่วยกันในการดูแล ขวัญและกำลังใจของเพื่อนทหารในฐานะเป็นรั้วของชาติ และที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ ในคณะกรรมาธิการก็ได้พูดถึงเรื่องนี้และได้มีข้อสังเกตเอาไว้อย่างชัดเจนว่าในอนาคต ถ้าหากว่ามีความพร้อมที่จะปรับปรุงกฎหมายทั้งฉบับเสียใหม่ให้เหมือนกับพระราชบัญญัติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ต่อไปเราก็ควรจะต้องมีกฎหมายเป็นพิเศษสำหรับแต่ละโรงเรียน คือถ้าเรายกร่างกฎหมายมาอย่างนี้ได้รัฐบาลหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีวิสัยทัศน์ ชัดเจนก็จะไม่มีปัญหาเหมือนที่เพื่อน ๆ ในสภานี้ได้แปรญัตติเอาไว้ครับ เพราะเราสามารถ ที่จะไปออกกฎหมายโดยภาพรวมที่จะยกฐานะโรงเรียนนายร้อย จปร. ให้มีพระราชบัญญัติ โรงเรียนนายร้อย จปร. ขึ้นมา โรงเรียนนายเรือก็จะมีกฎหมายโรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศก็จะมีกฎหมายโรงเรียนนายเรืออากาศขึ้นมา ซึ่งก็จะทำให้ แต่ละโรงเรียนสามารถที่จะสงวนอัตลักษณ์และสร้างความก้าวหน้าที่เป็นวิทยาการ ทันสมัย ตลอดถึงการจัดระบบของสถานศึกษาให้ต่อยอดให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ แต่บังเอิญร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีการยกร่างเพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด มีประเด็นหลักอยู่ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ
ประเด็นแรก ก็คือประเด็นที่ต้องการจะให้มีการอนุมัติให้มีการเปิดการสอน ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในโรงเรียนเหล่าทัพเหล่านี้ได้ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยว่า ถ้าโรงเรียนเหล่าทัพใดมีความพร้อมก็ให้สามารถที่จะเปิดถึงปริญญาโทและปริญญาเอก เพราะเป็นไปตามเหตุผลที่เสนอในหลักการว่าต้องการจะไปพัฒนากำลังคนของเหล่าทัพนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ การศึกษาเป็นเครื่องมือชนิดเดียวที่จะพัฒนาบุคลากรในแต่ละส่วน ในแต่ละเหล่าทัพให้ได้เกิดประโยชน์สูงสุด และวันนี้เรายอมรับความเป็นจริงว่าโรงเรียน แต่ละเหล่าทัพได้มีการพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะโรงเรียนนายร้อย จปร. ซึ่งผมก็มีส่วนหนึ่งที่ผมเคยเป็นคณะกรรมการผู้ปกครองโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย เพื่อที่จะได้ช่วยกันในการที่จะยกระดับโรงเรียนดังกล่าวนี้ให้มีมาตรฐานและคุณภาพ อย่างแท้จริง ในส่วนนั้นก็ไม่มีใครขัดข้องละครับ แต่เนื่องจากว่าเราไม่สามารถจะไปแก้กฎหมาย ในมาตราอื่นได้
ข้อที่ ๒ คือให้มีองค์ประกอบของสภาการศึกษาวิชาการทหาร อันนี้เป็น หลักการสำคัญนี่จึงเป็นที่มาที่ผมต้องขอสงวนความเห็น คือหลักการตามมาตรา ๖ คณะกรรมการสภาการศึกษาวิชาการทหาร เดิมนั้นก็จะมีเฉพาะในส่วนของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมเป็นนายกสภาการศึกษาวิชาการทหาร ในส่วนที่มาจากเหล่าทัพต่าง ๆ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้ง แต่การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ กำหนดให้กรรมการสภาการศึกษาวิชาการทหารผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๙ คนขึ้นมา ซึ่งทุกฝ่าย ก็เห็นด้วยในหลักการตรงนี้อีกว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนแต่ละเหล่าทัพควรจะได้เปิดโอกาส ให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการในสภาการศึกษาวิชาการทหารเพื่อที่จะทำให้ สภาการศึกษาวิชาการทหารนั้นมีความหลากหลายในการที่จะกำหนดแผน มาตรการ หลักสูตร ตลอดถึงกำหนดแนวทาง ทิศทาง ในการที่จะทำให้โรงเรียนได้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากว่าถ้อยคำเดิมนั้น เป็นถ้อยคำตามพระราชบัญญัติ ปี ๒๔๙๗ ครับ ก็คือเมื่อเราเพิ่มเติมว่า ให้กรรมการ สภาการศึกษาวิชาการทหารผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเก้าคน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่าง ๆ ซึ่งมิได้เป็นนายทหารประจำการ และต้องเป็น พลเรือนอย่างน้อยหกคน ตรงนี้ละครับผมได้อธิบายขอความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการว่า ถ้าเรามีหลักการที่จะให้มีผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเข้ามา ผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวนี้ควรจะมาจากวิธีการ สรรหาของสภาการศึกษาวิชาการทหาร ซึ่งสภาการศึกษาวิชาการทหารก็มีบทเฉพาะกาล รองรับอยู่แล้วว่าในขณะที่ยังไม่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิก็ให้กรรมการชุดเดิมเป็นกรรมการ สภาการศึกษาวิชาการทหารแล้วก็สามารถทำหน้าที่ในการสรรหาได้ครับ ในส่วนนี้เพื่อสอดรับ กับความเห็นของคณะกรรมาธิการครับท่านประธาน ซึ่งถ้าท่านประธานจะไปดูมาตรา ๖ วรรคท้าย อันนี้คณะกรรมการไม่ได้ไปแก้ไขใหม่นะครับ ตอนประชุมวันหลังผมไม่ได้ร่วมด้วย ยังเป็นไปตามเดิมไหมครับท่านประธานคณะกรรมาธิการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการสรรหากรรมการสภาการศึกษาวิชาการทหารผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ของสภาการศึกษาวิชาการทหาร นี่ยังเป็นไปตามมติเดิมของคณะกรรมาธิการไหมครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ประธานคณะกรรมาธิการได้ยืนยันตรงนี้ก่อนในวรรคท้าย เป็นไปตามนี้ไหม ถ้าท่านยืนยันว่าเป็นไปตามนี้ผมก็จะถือว่า แต่ถ้าท่านไปเปลี่ยนใหม่ ผมก็จะไม่ยอมหรอกครับ วันนี้ต้องคุยกันด้วยเหตุผลพอสมควร เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ อยากจะเรียนท่านประธานได้ถามประธานคณะกรรมาธิการว่าในวรรคท้ายท่านได้เปลี่ยนแปลง ด้วยหรือไม่ครับ