สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๓๑ มกราคม ๒๕๕๖

ธนาวัฒน์ สังข์ทอง เสนอการแก้ไขมาตราในพระราชบัญญัติ โดยเรียกร้องให้เพิ่มส่วนราชการทางศาสนา เช่น มัสยิด มิซซัง และวัดเข้าไปในกฎหมายเดิม พร้อมอธิบายเหตุผลที่ไม่เพิ่มศาสนาอื่นเข้าไปในกฎหมายด้วย

นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านประธานครับ กระผม ธนาวัฒน์ สังข์ทอง ในฐานะกรรมาธิการ ขอเรียนอย่างนี้ ในเรื่องมาตรานี้ที่พิจารณาอยู่ มีการเติม นอกจากมีวัดแล้วยังเติมคำว่า มัสยิด และมิซซังเข้าไปในส่วนนี้ สืบเนื่องอย่างที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอรรถวิชช์ได้ยกประเด็นขึ้นมาในเรื่องของหลักการว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้นั้นได้กำหนดขึ้นคือแก้ไขเพิ่มเติมในกรณีที่มีการเพิ่มเติมส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐเพิ่มเติมขึ้นจากเดิม ซึ่งตามกฎหมายเดิมที่ใช้ในปัจจุบันนั้นจะพูดถึงกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งในปัจจุบันนั้นส่วนราชการต่าง ๆ ได้พัฒนา ปรับปรุงรูปแบบขององค์กรมากขึ้น จากเดิมมีองค์กรเพิ่มเติมอีกหลาย ๆ รูปแบบทั้งองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งองค์การมหาชน ทั้งในองค์กรหรือรูปแบบต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในกฎหมายเดิม จึงไม่ครอบคลุมถึง แล้วก็เป็นประเด็นปัญหาในเรื่องของการที่จะต้องนำรถในเรื่องต่าง ๆ นั้นจะ ได้รับการยกเว้นหรือไม่ตามมาตรานี้

ส่วนในเรื่องของวัด มัสยิด หรือมิซซังนั้น เรียนอย่างนี้ครับ คือในชั้นที่ตรวจพิจารณา ในการที่มีการพิจารณานั้นเข้ามาพิจารณาดูว่าในเรื่องของวัดนั้นเป็นองค์กรทางศาสนา ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งซึ่งดำเนินการในทางสาธารณกุศล เพราะฉะนั้นการนำมาจดทะเบียน ที่วัดได้รับยกเว้นตามมาตรานี้คือไม่ต้องนำมาจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งมันจะ แปลกมากในกรณีที่เป็นวัดแล้ว แต่รถที่ใช้ในวัดนั้นต้องมาจดทะเบียนตามกฎหมายขนส่ง เป็นผู้ประกอบการขนส่ง แล้วพอพิจารณาต่อมาเนื่องด้วยในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ในเรื่องของการรับรองสิทธิความเสมอภาคในเรื่องเดียวกันต้องไม่เลือกปฏิบัติทั้งในเรื่อง บุคคล เพศ ชาติ และศาสนา ก็มาดูว่าในเรื่องของวัดนั้น วัดเป็นองค์กรทางศาสนาในศาสนาพุทธ ก็ได้รับยกเว้นที่จะต้องไม่ดำเนินการมาขอใบอนุญาตหรือขอขึ้นทะเบียนตามมาตรานี้ ในเรื่องของผู้ประกอบการขนส่ง พอมาดูศาสนาอื่นผมเรียนอย่างนี้นะครับ ตอนพิจารณานั้น ได้พิจารณาทุกศาสนา แต่อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ในการยกเว้นก็ต้องมีการยกเว้น ก็ต้อง มีหลักเกณฑ์ให้ลักษณะเช่นเดียวกันกับกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ ในเรื่องของวัดนั้น สภาพของวัด ที่ได้รับการยกเว้นอันเนื่องจากตามกฎหมายคณะสงฆ์นั้นวัดมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนว่าเป็นองค์กรอีกองค์กรหนึ่งขึ้นมา มิใช่เป็นรูปแบบองค์กร เหมือนเอกชนธรรมดาที่จะเป็น แต่ละคนเป็นปัจเจกชนไปไม่มีองค์กรแยกออกต่างหากมี ฐานะเป็นนิติบุคคล พอมาดูในศาสนาอื่น ไม่ว่าศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาฮินดู หรือศาสนาอะไรต่าง ๆ นั้น ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับเรื่องของวัดที่มี กฎหมายคณะสงฆ์มีการจัดตั้งมีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้ว ก็จะมีองค์กรทางศาสนาอยู่ ๒ ศาสนาก็คือ

ในเรื่องของมัสยิด จะมีพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้นกำหนดเกี่ยวกับการจัดตั้งมัสยิดตามกฎหมายศาสนาอิสลามไว้ เมื่อจัดตั้งแล้ว เขาก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลเช่นเดียวกันลักษณะเดียวกับวัด

ในเรื่องของศาสนาคริสต์ อย่างที่ท่านอรรถวิชช์ยกขึ้นมานั้น ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ในเรื่องนี้เองในองค์กรที่มีสถานะมีหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับในเรื่องของวัด แล้วก็ มัสยิดของอิสลามนั้นก็คือมิซซัง มิซซังนั้นจะมีกฎหมายรองรับในความเป็นนิติบุคคลอยู่ กฎหมาย อาจจะเก่าสักนิดหนึ่งจะเป็นกฎหมายตั้งแต่ ร.ศ. ๑๒๘ เป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ซึ่งในกฎหมายนี้นั้นจะรองรับสถานะของมิซซังเป็นนิติบุคคล แต่ในขณะนั้นจะเรียกว่าบริษัท ซึ่งพอเป็นบริษัทแล้วก็จะมีฐานะเป็นนิติบุคคลเช่นเดียวกัน แต่มาดูศาสนาอื่นนั้น ศาสนาอื่น มิได้มีลักษณะหรือกฎเกณฑ์เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการที่จะกำหนดมาให้ได้รับยกเว้น ในลักษณะเดียวกันนั้นก็จำเป็นต้องดูว่าอยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกันหรือไม่ เมื่อไม่ได้อยู่ใน หลักเกณฑ์เดียวกันมีเพียงองค์กรศาสนา ๒ องค์กรนี้เท่านั้น ก็จึงนำมาบรรจุไว้ใน ๒ ศาสนานี้ ในเรื่องของมัสยิดและมิซซังเท่านั้น ถามว่าทำไมไม่เขียนคำอื่น เช่น ศาสนสถาน ถ้าเขียนคำว่า ศาสนสถานแล้วมันจะกลายเป็นตัวสถานที่ การเป็นสถานที่นั้นมันไม่ใช่องค์กร เมื่อเป็น สถานที่แล้วกลายเป็นสถานที่ใดสถานที่หนึ่งพอตั้งขึ้นแล้วได้รับยกเว้นนั้นก็ไม่ถูก เพราะว่า ความจริงแล้วต้องการเป็นตัวองค์กร เพราะการที่จะต้องมาจดทะเบียนหรือต้องมาขึ้นชื่อ หรือได้รับยกเว้นนั้นต้องมีสถานะความเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาอยู่ ในกรณีนี้คือ ความเป็นนิติบุคคล เพราะฉะนั้นแล้วด้วยหลักเกณฑ์เช่นนี้ก็จึงมีการเพิ่มเติมเข้ามาในเรื่อง ของมัสยิดและมิซซังเพื่อให้ได้รับยกเว้นเช่นเดียวกับลักษณะเรื่องของวัด ถามว่าในเรื่องของ หลักการ หลักการนั้นอาจจะไม่ได้เขียนถึง ก็อาจจะเป็นข้อผิดพลาดในเรื่องที่เขียนในส่วน ของหลักการ แต่ในชั้นการพิจารณาแล้วลักษณะนี้ในชั้นสภาวาระที่หนึ่ง ก็ได้รับเรื่องนี้เข้ามา แล้วการเขียนลักษณะนี้เองก็มิได้เป็นการเพิ่มเติมเข้ามาในคณะกรรมาธิการ แต่เป็นเรื่องของร่าง ที่คงมีอยู่แล้วในชั้นของ ครม. และเสนอเข้ามาในสภารับหลักการเข้ามา เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่จึงเห็นว่าในเรื่องของการเพิ่มเติมลักษณะนี้และด้วยเหตุผลลักษณะดังกล่าวนั้น ที่กล่าวมาข้างต้น จึงเห็นว่าก็ไม่น่าจะกระทบต่อหลักการหรือขัดต่อหลักการลักษณะนี้แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นก็เลยจึงคงในเรื่องมัสยิดกับมิซซังไว้ แล้วก็ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกันว่าในเหตุผล ที่กล่าวมาทำไมจึงไม่เพิ่มเติมศาสนาอื่นเข้าไป ก็ด้วยหลักเกณฑ์เดียวกันที่จะรองรับในสถานะ เดียวกัน ก็เรียนมาเพื่อพิจารณาครับ