สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๓๑ มกราคม ๒๕๕๖

ชลน่าน ศรีแก้ว ระบุว่าประชากร 1,000,000 คนไม่มีสวัสดิการใด ๆ หรือมีแต่ไม่เป็นสวัสดิการของรัฐ และหารือเรื่องการบูรณาการการดูแลอุบัติเหตุและฉุกเฉิน และเรื่องของค่ายาในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตตอบคำถามที่ ๓ ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่าน ส.ส. เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ประเด็นที่จะดูแลพี่น้องประชาชน นอกเหนือจากกองทุน หลักประกันสุขภาพ หรือกองทุนประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งโดยข้อเท็จจริง แล้ว ๓ กองทุนนี้ครอบคลุมประชากร ๖๔ ล้านคน จะเหลือประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่ไม่มีสวัสดิการใด ๆ หรือเขาอาจจะมีแต่ไม่เป็นสวัสดิการของรัฐนะครับ

ประการที่ ๑ ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่า ในการบูรณาการ ของการดูแลโดยเฉพาะประเด็นที่ท่านห่วงใยเรื่องอุบัติเหตุและฉุกเฉินต่าง ๆ เรื่องนี้คณะรัฐมนตรี มีมติชัดเจนครับว่าให้บูรณาการกันในการที่จะดูแล ใกล้ที่ไหนเข้าที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐ สังกัดกระทรวงสาธารณสุขหรือสังกัดกระทรวงอื่น เข้าได้ทั้งหมดครับ ของทหาร ตำรวจ หรือของ กระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่โรงพยาบาลเอกชน เพราะเรามีการทำข้อตกลงร่วมกันว่า อุบัติเหตุฉุกเฉินใกล้ที่ไหนเข้าที่นั่น บนพื้นฐานการตกลงที่จะมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติหรือ สปสช. จะเป็นหน่วยบริหารกลาง ต้องขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษท่านประธานครับ เป็นเคลียริง เฮาส์ (Clearing house) ที่จะคอยไปดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องข้อมูลให้กับคนเหล่านั้น คนไข้ที่เข้าไปในสถานพยาบาลเหล่านั้น จะมีข้อตกลงกันครับ สปสช. เป็นคนรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายก่อนครอบคลุมถึง ๕ กลุ่ม ไม่เฉพาะ ๓ กองทุน สปสช. ๔๙ ล้านคน สวัสดิการราชการ ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ประกันสังคมเกือบ ๑๐ ล้านคน รวมถึงข้าราชการท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ๕ กลุ่มเข้าได้หมดทุกที่ ทุกแห่ง แล้ว สปสช. จะเป็นผู้จัดการเรื่องค่าใช้จ่าย เราก็มาเรียกเก็บกันเอง อันนั้นคือสิ่งที่เราพยายามครอบคลุม แม้แต่ต่อไปเรื่องของโรคทั่วไป เราก็จะพยายามผสมผสานลักษณะบูรณาการอย่างนี้เพื่อให้ดูแลพี่น้องประชาชน ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอเวลาอีกนิดเดียวท่านประธานครับ ในการที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบอกว่ารัฐบาลไม่สนใจความเดือดร้อนของพี่น้องคนจนหรือคนที่ไม่มีรายได้ เรื่องนี้ถ้ารัฐบาลหรือกระทรวงสาธารณสุขไม่กล้าหาญพอหรือเรื่องนี้จับซุกใต้โต๊ะหมดเลยครับ เพราะถือเป็นประเด็นการเมือง โดยข้อเท็จจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ คณะกรรมการพิจารณาอย่างรอบคอบมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เริ่มทำมาเรื่อย ๆ ปรับปรุง พัฒนามาเรื่อย ๆ และที่สำคัญที่สุดไม่กระทบกับค่าบริการทั่วไป เฉพาะรายการที่เป็นค่าตรวจ ค่ารักษาที่พิเศษ เท่านั้นเอง เช่น ค่าพยาธิวิทยา แพทย์แผนไทยได้เพิ่มมาใหม่ สิ่งหนึ่งที่ดีใจท่านประธานครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ เรื่องค่ายาครับ เรื่องค่ายาหลายท่านบอกว่าเมื่อกระทรวง สาธารณสุขประกาศอย่างนี้แล้ว จะทำให้ค่ายาราคาแพง ท่านประธานครับ เป็นหลักประกัน คณะกรรมการเรื่องของค่ายาและบริการทางเภสัชกรรมได้ปรับวิธีคิดค่ายาให้ใหม่ เดิมราคา ที่สถานบริการแต่ละสถานบริการ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ประกาศตรงนี้เป็นประกาศกลาง เราให้สถานบริการแต่ละสถานบริการไปตั้งคณะกรรมการบริหาร ไปพิจารณากำหนดค่าบริการของโรงพยาบาล กรรมการบริหารลงนาม ผู้อำนวยการประกาศใช้ แล้วก็ส่งให้เราดูต้องไม่เกินที่เราประกาศ อันนี้เป็นขั้นสูงสุด แต่ละที่จะไม่เหมือนกันขึ้นกับ สภาพเศรษฐกิจและสังคมแต่ละที่ ค่ายาเดิมได้ประกาศปี ๒๕๔๗ แล้วบอกว่าต้นทุนบวก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ได้เลยทุกรายการ คุณไปบวกได้เลย แต่ต้องไม่เกินที่เรากำหนด ท่านประธานครับ ตรงนี้เอง มันมีปัญหามากกับยาที่มีราคาแพง ผมยกตัวอย่าง เช่นยาต้นทุน ๒,๐๐๐ บาท เมื่อไปคิด ๒,๓๐๐ บาท แต่ราคาใหม่ที่เราประกาศเราประกาศเป็นช่วงราคาแล้วให้คำนวณราคาบวก เป็นอัตราส่วนร้อยละนะครับ ผมยกตัวอย่าง ถ้าเกิน ๑,๐๐๐ บาท ให้ตั้งที่ ๑,๑๖๑ บาท บวกกับ ๑๑๐ เปอร์เซ็นต์ของส่วนที่เกิน ๑,๐๐๐ บาท เมื่อสักครู่นี้ผมบอกว่าต้นทุน ๒,๐๐๐ บาท ถ้ายาตัวนั้นราคา ๒,๐๐๐ บาท ก็คือ ๑,๑๖๑ บาท บวกอีก ๑๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๑,๐๐๐ บาท มันก็ได้ ๒,๒๐๐ กว่าบาทเท่านั้นเอง ไม่ถึง ๒,๓๐๐ บาท ถูกกว่าครับ วิธีคิดอย่างนี้ทำให้ ราคายาถูกกว่า เพราะฉะนั้นผู้ป่วยทั่วไปจะไม่กระทบ ด้วยความขอบคุณท่านประธาน และกราบเรียนท่านเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพนะครับว่าสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุข ทำในขณะนี้เป็นความเห็นชอบ แต่ว่าประกาศนี่รัฐมนตรีจะลงนาม ซึ่งเป็นไปตามอำนาจ การบริหารราชการแผ่นดินแล้วก็เรื่องของพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ตรงนี้ยังไม่ได้ลงนามประกาศ ข้อทักท้วงต่าง ๆ ของเพื่อนสมาชิกเราก็จะนำไปพิจารณา ปรับปรุงแก้ไขกรณีถ้ามันมีผลกระทบจริง และที่สำคัญครับ กระทรวงสาธารณสุขปรับโครงสร้าง เพื่อรองรับความเดือดร้อนที่ท่านสมาชิกเป็นห่วง เราแบ่งเป็นเขตบริการครับ ๑๒ เขตบริการ มีผู้ตรวจเป็นหัวหน้าเขต มีกรรมการบริหารเขตบริการเข้ามาดูแล เราจะมีการเน้นย้ำ เรื่องการใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งคน วัสดุ สิ่งของ โรงพยาบาล สถานที่ ร่วมกันทั้งหมดครับ อันไหนที่สามารถบริหารจัดการร่วมกันได้ให้นำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน นี่ครับคือการลดต้นทุน แล้วทำให้การแบ่งแยกผู้ป่วยในพื้นที่ไม่เกิดการแบ่งแยก ไม่มีโรงพยาบาลชุมชน ไม่มีโรงพยาบาลศูนย์ ไม่มีโรงพยาบาลทั่วไป ความเป็นพี่เป็นน้องในการที่จะดูแลผู้ป่วยกลับมา ผมมั่นใจว่าจะดีเหมือนเดิม เราจะมีการแบ่งสรรทรัพยากรซึ่งกันและกัน นี่คือการแก้ปัญหาครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ