เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายที่จะทำให้เอกชนไทยไม่สามารถใช้สิทธิได้อย่างรวดเร็ว และกล่าวหาว่าเอกชนบางกลุ่มได้รับการสนับสนุนมากกว่า
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ พอดี เมื่อสักครู่นี้ท่าน ส.ส. วราภรณ์ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่าน ได้มีความรู้สึกว่าความเห็นของกรรมาธิการยังไม่เป็นเอกฉันท์ก็เลยทำให้สภาแห่งนี้สับสน ผมก็ต้องเรียนนะครับว่าผมก็เข้าเกือบทุกนัดที่มีการประชุม ท่านก็ทราบดีว่าผมเป็นคนที่ ถ้ามีไม่ติดอะไรจริง ๆ นี่เข้าประชุมนะครับ แล้วก็ต้องเรียนท่านประธานครับว่าในที่ประชุม ก็ไม่มีใครสงวนความเห็นนะครับ จากรายงานที่ปรากฏตรงหน้าของท่านนะครับ แล้วถามว่า จากวันนั้นที่ประชุมนัดสุดท้ายจนถึงวันนี้ที่เสนอรายงานฉบับนี้เข้าสภานี่มีการฟังความเห็น เพิ่มเติมอีกหรือไม่ ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นประเด็นของท่าน ส.ส. วิชาญ มีนชัยนันท์ ที่ท่าน กล่าวขึ้นมาท่านพูดถูกหมดเลยครับ แต่ผมก็ต้องเรียนท่านประธานครับว่าไม่ได้มีการฟัง ความเห็นอะไร และได้รับข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลยจากวันที่มีการประชุมนัดสุดท้ายและสรุป รายงานฉบับนี้ ผมเองรู้สึกแปลกใจมากที่มีท่านกรรมาธิการ ๒ ท่านที่พูดถึงว่าท่านไม่ได้เห็นด้วย กับรายงานของท่านเอง ซึ่งท่านก็นั่งในที่ประชุมนะครับ ตรงนี้เป็นเหตุที่ทำให้เกิดความสับสน กับเพื่อนสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ตอนนี้ ผมคิดว่าหน้าที่ของกรรมาธิการมีหน้าที่ชี้แจงว่า เราไปศึกษามาแล้วมันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ทำไมเราถึงเสนอร่างมาที่สภาในลักษณะเช่นนี้ ถ้าเราไม่สามารถชี้แจงข้อดีข้อเสียได้เพียงแต่พูดความเห็นผมว่าเราไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะ กรรมาธิการในการที่จะนำเสนอสภาอย่างถี่ถ้วน ถูกต้อง ครบถ้วนทุกประเด็น ผมอยากกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าประเด็นของ ๒ ปีของเรื่องกลิ่นเราถกกันเป็นเวลา ๕ เดือน แล้วใน ๕ เดือนนี้ เราก็มีผู้แสดงความเป็นห่วง เมื่อสักครู่บางท่านถามว่าเราฟังความเห็นเฉพาะบางกลุ่ม หรือเปล่า กลุ่มเล็ก ๆ หรือเปล่า กลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการที่ให้มีการขึ้นทะเบียนล่าช้า ไปหรือเปล่า ก็ต้องเรียนท่านประธานครับ ตัวแทนภาคเอกชนที่มีน้ำหนักที่สุดในประเทศไทย ณ วันนี้ ก็คือ กกร. คณะกรรมการร่วมของภาคเอกชน ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย แล้วก็สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็เป็นเสียงสะท้อนที่รัฐบาลเองก็รับฟัง ทุกฝ่ายเวลาตั้งกรรมการในการพิจารณากฎหมาย เศรษฐกิจใด ๆ ก็ฟังเสียง กกร. เป็นหลักเพราะเขาจะรู้ดีเพราะเขาทำธุรกิจทุกวัน จะมีผลเสียผลดีอย่างไรตกอยู่กับเขาทั้งสิ้น แล้วเขาแสดงความเป็นห่วงอย่างชัดเจน อย่างเป็นเอกฉันท์ ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แสดงความเป็นห่วงอย่างเป็นเอกฉันท์ แล้วในที่สุดได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันกับกรรมาธิการ บอกว่า ๒ ปีนี้เขาปรับตัวได้ทัน ทีนี้คำถามมีต่อไปว่าถ้าวันนี้ที่ท่าน ส.ส. บางท่านเสนอว่า ให้มีผลบังคับใช้เลยมีโทษอย่างไร มีความเสี่ยงอย่างไร ทำไมเอกชนถึงเป็นห่วงก็ต้องเรียน ท่านประธานครับ กฎหมายเศรษฐกิจหลายฉบับถ้าท่านไปติดตามดูในอดีตจนถึงปัจจุบันเลย ความเสียเปรียบมีอยู่ตรงที่ว่ากฎหมายมีความก้าวหน้าไปแล้ว แต่เอกชนไทยไม่สามารถ ที่จะใช้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนั้นได้อย่างทันที ตัวอย่างที่สำคัญเรื่องหนึ่งเลยนะครับ ก็คือกรอบความตกลงเศรษฐกิจอาฟตา (AFTA) ของอาเซียนเองนี่ครับ ท่านประธาน ทราบไหมว่านับจากวันแรกที่มีการลดกำแพงภาษีมามีผู้ไปใช้สิทธิกี่เปอร์เซ็นต์จากภาคเอกชน ในช่วงปีแรก ๆ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๓-๔ ปีต่อมาถึงจะเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศอื่น ใช้สิทธิครับ ในการส่งสินค้าเข้ามาประเทศไทยมากกว่านี่ละครับคือความเสียเปรียบครับ นี่คืออันตรายครับ และเอกชนก็เรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยความเจ็บปวดครับว่าถ้าเราทำไป ให้กฎหมายมีผลบังคับใช้เลย ในขณะที่เอกชนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมก็จะเป็นโทษอย่างมหันต์ เพราะว่าอะไรครับ ในกรณีของการที่มาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเรื่องกลิ่นที่เอกชน ยังไม่มีความเข้าใจว่าเขาควรจะจดหรือไม่ หรือควรจะจดในลักษณะใด ควรจะเขียน คำบรรยายอย่างไรถึงจะเป็นการปกป้องคุ้มครองธุรกิจของเขาหรือเครื่องหมายการค้า ของเขา ถ้าวันนี้เราให้มีการจดเลยผลที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ เอกชนไทยที่ยังไม่พร้อม ก็จะยังไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียน หรือมีการขึ้นทะเบียนโดยมีการเขียนคำบรรยาย ที่หละหลวม แล้วผมเชื่อได้เลยว่าส่วนใหญ่จะไม่ไปจดทะเบียน ณ วันนี้ถ้ามีผลบังคับใช้เลย เพราะเขาเองกลุ่มใหญ่ ๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อมยังไม่รับรู้เลยว่า จะมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้และแก้อย่างไร ถ้าเป็นเช่นนั้นบริษัทต่างประเทศที่มีความรู้ในเรื่องนี้และมีความชำนาญมาก และค้าขาย กับประเทศไทยอยู่แล้ววิ่งเข้าไปจดก่อนเกิดอะไรขึ้นครับ กีดกันผู้ประกอบการไทยทันที พวกเราที่นั่งอยู่ในกรรมาธิการทุกคนเป็นห่วงครับ และผมเชื่อว่า ส.ส. ทุกคนที่อยู่ในสภา แห่งนี้เป็นห่วงผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยทุกคน ผมไม่เชื่อเลยว่าจะมี ส.ส. คนไหน ไปห่วงผู้ประกอบการต่างชาติมากกว่าของคนไทย อันนี้ผมคิดว่าตรงกันครับ แต่ความเข้าใจ ของโทษและประโยชน์ที่จะได้จากการให้มีผลบังคับใช้ในขณะที่เอกชนยังไม่มีความพร้อมนั้น อันนี้คือความแตกต่าง ผมก็อยากจะย้ำกับท่านประธานครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราพิจารณา กันแค่วันสองวัน ๕ เดือนครับ เรื่องเสียง เรื่องกลิ่น แล้วเรื่องกลิ่นเองเป็นเรื่องที่คุยกันตั้งแต่ วันแรกจนถึงวันสุดท้าย แล้วในที่สุดเราก็มีข้อยุติอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้กราบเรียนท่านประธานสภาไปแล้วนะครับ เพื่อไม่ให้มีความสับสนในการทำงานของ กรรมาธิการผมคิดว่าก็เป็นการที่เหมาะสมว่ากรรมาธิการ ๒ ท่าน ที่ลุกขึ้นพูดว่าไม่เห็นด้วย กับร่างที่ตัวเองเสนอเข้ามาควรจะถอนออกไปเสียก่อน ถอนคำพูดตรงนั้นออกไปเสียก่อน เพราะท่านประธานคณะกรรมาธิการเองก็ยืนยันแล้วว่าเป็นไปตามเอกสาร แล้วทุกคน ก็ไม่ได้มีการสงวนความเห็นใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงเอกสารฉบับนี้ ผมคิดว่านี่คือขั้นตอนแรก ที่จะทำให้สมาชิกสภาเองไม่สับสนต่อท่าทีของกรรมาธิการนะครับ ถ้ากรรมาธิการเอง ยังมีความเป็นห่วง ยังไม่คิดว่าร่างที่เสนอเข้ามายังไม่สบายใจ ถอนนะครับ ผมยินดีกลับไป ประชุมอีกครับ จะ ๗ วัน ๑๕ วัน ๑ เดือน ๒ เดือน ผมก็ยินดีกลับไปประชุม ถามว่าวันนี้ เรามีเวลาไหมถ้าจะต้องรออีก ๑๕ วัน ๓๐ วัน ๙๐ วัน ยังมีครับ แต่ทำแล้วต้องถี่ถ้วน ทำแล้วต้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีหน้าที่พิจารณากฎหมายฉบับนี้ต้องสบายใจ ในท่าทีของกรรมาธิการด้วย พอกรรมาธิการแสดงท่าทีขัดแย้งรายงานของตัวเองมันสร้าง ความสับสนให้กับสมาชิกอย่างมาก และผมยังย้ำกับท่านประธานว่าเป็นหน้าที่ของ กรรมาธิการทุกคนที่จะชี้แจงว่าทำไมกรรมาธิการเลือกที่จะเสนอร่างปรับปรุงแก้ไขฉบับนี้ เข้ามาที่สภา มันดีอย่างไร มันมีโทษอย่างไร และมีการต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร ผมได้มีการสอบถามโดยกรรมาธิการกับภาคเอกชนตอนที่หารือกันว่าภาคเอกชนเอง จะต้องใช้เวลาในการปรับตัวในการทำความเข้าใจมากน้อยเท่าไร ตอนแรกมีการเสนอถึง ๓ ปี ๕ ปีก็มี ในที่สุดมายุติกันที่ ๒ ปี โดยความเห็นชอบของกรมที่นั่งพิจารณาอยู่ด้วย ท่านอธิบดีก็นั่งอยู่เป็นกรรมาธิการท่านหนึ่ง ก็ได้ข้อยุติร่วมกันว่า ๒ ปีนั้นเป็นระยะเวลา ที่เหมาะสมจะสามารถมีเวลาเพียงพอ มีบุคลากรเพียงพอที่จะไปให้ความรู้ความเข้าใจ กับภาคเอกชนได้ทั่วถึงมากเพียงพอ ที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบอันเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจ ในภาพรวมและบริษัทเอกชนบางราย ท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าในบรรยากาศเราเริ่มต้นกัน อย่างนี้นะครับ เดินต่อไปผมเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านไม่สบายใจ หรอกครับว่าเกิดอะไรขึ้นในที่ประชุมกรรมาธิการ ซึ่งผมเองก็ยืนยันกับท่านประธานและย้ำ กับท่านประธานว่าจนถึงนัดสุดท้ายครับ ไม่มีความเห็นเป็นอื่น เป็นเอกฉันท์ตามเอกสาร ฉบับนี้ครับ แต่พอเราเริ่มพิจารณามาด้วยบรรยากาศอย่างนี้ ผมคิดว่าทางที่ดีที่สุดถอนถอย กลับไปดีกว่าไหมครับ ให้กรรมาธิการทุกคนได้มีโอกาสพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณ ครับท่านประธาน