สามารถ ราชพลสิทธิ์ หารือเรื่องการขนส่งและเรียกร้องให้รัฐบาลปรับงบประมาณสําหรับกระทรวงคมนาคมใหม่ โดยส่งเสริมการขนส่งสีเขียวหรือกรีน ทรานสปอร์ต เพื่อลดมลภาวะและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติตัดงบประมาณของ กระทรวงคมนาคมไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ เหตุที่ผมต้องตัดหรือต้องปรับลดลงก็เพราะว่ารัฐบาล ยังให้ความสําคัญต่อการขนส่งระบบถนนซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดมากกว่าระบบขนส่งทางราง และระบบขนส่งทางน้ําซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ําที่สุด การจัดสรรงบประมาณลักษณะนี้จะทําให้ ต้นทุนโลจิสติกส์หรือค่าขนส่งของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) อย่างแน่นอน เพราะนับวันราคาพลังงานน้ํามันเชื้อเพลิงจะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จะทําให้ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดน้อยลง ท่านประธานครับ ประเทศที่มี ระบบการขนส่งที่ดีจะมีค่าโลจิสติกส์อยู่ที่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ดังนั้นผมจึงเสนอไปที่รัฐบาลขอให้ปรับงบประมาณสําหรับกระทรวงคมนาคมใหม่ โดยส่งเสริมให้เกิดการขนส่งสีเขียวหรือกรีน ทรานสปอร์ต (Green transport) การขนส่ง สีเขียวนั้นเป็นการขนส่งที่สะอาดช่วยลดมลภาวะ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและยกระดับ คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศไทย ท่านประธานครับ อันที่จริงรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ปูทางไปสู่การขนส่งสีเขียว เอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่และรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร สําหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้จัดทําแผนแม่บทประกอบด้วย ๕ เส้นทาง คือ ๑. จากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดเชียงใหม่ ๒. จากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดหนองคาย ๓. จากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดอุบลราชธานี ๔. จากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดระยอง ๕. จากกรุงเทพฯ สู่ปาดังเบซาร์ ท่านประธานครับ พอมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับมีการเลือกปฏิบัติ และใช้งบประมาณโดยไม่จําเป็น เหตุที่ผมบอกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติก็เพราะว่ามีการตัด เส้นทางให้สั้นลงในบางพื้นที่ และยกเลิกบางเส้นทางในบางพื้นที่ เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปสู่ปาดังเบซาร์ตัดให้สั้นลงเหลือแค่หัวหินเท่านั้น เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดหนองคาย เส้นทางจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดอุบลราชธานีตัดให้สั้นลงเหลือแค่จังหวัดนครราชสีมาเท่านั้น และยกเลิกเส้นทางไปสู่ภาคตะวันออกจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดระยอง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยังคงเส้นทางไว้เหมือนเดิมเพียงเส้นทางเดียวก็คือเส้นทางไปสู่ภาคเหนือจากกรุงเทพมหานคร สู่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เหตุที่ผมพูดว่า รัฐบาลนี้ใช้งบประมาณโดยไม่จําเป็นไม่เหมาะสมสําหรับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงก็คือ มีการจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่ให้กับสํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ให้ไปทําการศึกษาหาความเหมาะสมคิดเป็นเงินกว่า ๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งมากกว่า ครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมดของ สนข. ทั้ง ๆ ที่ได้มีการศึกษาความเหมาะสมและมีการ ออกแบบไว้แล้วหลายครั้งหลายหน จะศึกษาไปอีกให้สิ้นเปลืองเงินทองไปทําไม มีการศึกษาไว้หมดแล้วครับ ท่านประธานครับ สําหรับโครงการรถไฟรางคู่นั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้เริ่มต้นไว้แล้ว มีการจัดทําแผนแม่บทโครงข่ายรถไฟรางคู่เป็นระยะทางกว่า ๓,๐๐๐ กิโลเมตร แล้วได้มีการจัดสรรงบประมาณไว้บางส่วน แต่พอถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โครงการนี้มีความคืบหน้าน้อยมาก สําหรับโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้งก็ทําไม่ได้ และไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเตรียมการรองรับการไปสู่การเก็บค่าโดยสาร ๒๐ บาทตลอดสายเอาไว้เลย ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายถึงความสูญเสีย อันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นในหน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงคมนาคม ซึ่งอาจจะทําให้ รัฐบาลต้องเสียงบประมาณจํานวนมากในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการปิดรันเวย์ (Runway) ฝั่งตะวันออกของสนามบินสุวรรณภูมิทําให้สายการบินมากกว่า ๑๐๐ สาย ต้องสิ้นเปลืองเงินทอง สิ้นเปลืองน้ํามัน เนื่องจากต้องบินวนรอบสนามบินเพื่อรอแลนดิง (Landing) ผู้โดยสารต้องเสียเวลาทําให้เสียการเสียงาน ถึงเวลานี้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ทําการซ่อมแซมรันเวย์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นอีกหาก ทอท. ไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหานี้ได้ ในที่สุดอาจทําให้ขาดความเชื่อมั่นต่อการใช้ สนามบินแห่งนี้ โอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางของการขนส่งทางอากาศในภูมิภาคนี้ ก็จะสูญเสียไป ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ท่านประธานครับ สาเหตุที่ยางมะตอยหลุดล่อน จากรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมินั้น ผมตั้งสมมุติฐานไว้ ๒ ข้อ ข้อแรก ยางมะตอยที่ใช้นั้น ไม่สามารถทนความร้อนบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิได้ ซึ่งสมมุติฐานข้อนี้ได้รับการยอมรับว่า เป็นจริงจากท่าน ผอ. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และให้คํามั่นสัญญาว่า ทอท. จะเปลี่ยน ไปใช้ยางมะตอยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในโอกาสต่อไป สมมุติฐานข้อที่ ๒ ของผมก็คือ ระดับน้ําใต้ดิน ใต้รันเวย์สูง ทําให้น้ําสามารถซึมขึ้นมาสู่ชั้นยางมะตอยได้ ส่งปัญหาให้ ยางมะตอยเสื่อมสภาพ ผมขออนุญาตท่านประธานอธิบายด้วยแผ่นภาพแผ่นนี้ กล้องช่วยจับ ช่วยซูมด้วยครับ ชั้นบนสุดของรันเวย์เป็นชั้นยางมะตอย ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ชั้นย่อย มีความหนารวมทั้งสิ้น ๓๓ เซนติเมตร ชั้นต่อไปเป็นชั้นฐานซีเมนต์ เรียกว่าซีทีบี (CTB) ย่อมาจากซีเมนต์ ทรีท เบส (Cement Treated Base) ซึ่งเป็นการใช้วัสดุหินคลุกผสมกับ ซีเมนต์หนาประมาณ ๗๒ เซนติเมตร ชั้นต่อไปเป็นชั้นทรายหยาบ หนาประมาณ ๑.๕ เมตร ชั้นล่างสุดเป็นชั้นดินถมที่มีการปรับปรุงคุณภาพให้มีการทรุดตัวเร็วกว่าปล่อยให้ทรุดตัว ตามธรรมชาติ โดยใช้วิธีพีวีดี (PVD) เป็นการฝังแผ่นโพลียูริเทนลงในชั้นดินถมให้น้ําไหลซึม ออกมา ท่านประธานครับ ผมได้รับทราบข้อมูลพบว่าระดับน้ําใต้ดินนั้นสูงอยู่ถึงชั้นซีทีบีหรือ ชั้นฐานซีเมนต์ เมื่อล้อเครื่องบินกระแทกไปที่รันเวย์ทําให้น้ําสามารถซึมขึ้นสู่ชั้นยางมะตอย ได้ เป็นสาเหตุให้ยางมะตอยเสื่อมสภาพ ไม่สามารถรับน้ําหนักได้ ในที่สุดมีการหลุดล่อน ออกจากรันเวย์ คําถามก็คือน้ําใต้ดินนี้มาจากไหน ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ก็จะ ส่งผลกระทบต่อรันเวย์เช่นนี้ตลอดไป แต่สมมุติฐานข้อที่ ๒ ของผมนั้นท่านผู้อํานวยการ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับ บอกว่าได้มีการทดสอบรันเวย์แล้วมีสภาพที่ดี แต่เหตุที่ยางมะตอยหลุดล่อนนั้นก็เพราะว่ามีการใช้งานอย่างหนัก ถูกใช้งานอย่างหนัก ซึ่งผมไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วย เพราะสนามบินดอนเมืองก็ถูกใช้งานหนักเช่นเดียวกัน ใช้งานหนักมาร่วม ๑๐๐ ปี ดังนั้นผมจึงเรียกร้องไปที่รัฐบาลด้วยความห่วงใย ขอให้ท่าน ตรวจสอบสาเหตุที่ยางมะตอยหลุดล่อนให้ได้ เพื่อหาทางแก้ให้ถูกวิธีก่อนที่จะสายเกินแก้ ท่านประธานครับผมทราบว่ารัฐบาลเตรียมที่จะก่อสร้างรันเวย์เส้นที่ ๓ ซึ่งผมมีความห่วงใย เช่นเดียวกัน เพราะทราบมาว่าระดับน้ําใต้ดินในบริเวณนั้นสูง ขอให้รัฐบาลตรวจสอบ ให้แน่นอนเสียก่อนก่อนทําการก่อสร้าง มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับรันเวย์ที่มีอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ในช่วงที่มีการปิดซ่อมรันเวย์นั้นรัฐบาลได้ประกาศเชิญชวนให้สายการบิน ต้นทุนต่ําและสายการบินที่ไม่มีการเชื่อมต่อ เช่นแอร์เอเชียเป็นต้น ให้เปลี่ยนมาใช้สนามบินดอนเมืองเพื่อลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตรงกับ คําอภิปรายของผมในวาระที่หนึ่งที่เสนอให้รัฐบาลใช้สนามบินดอนเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยผนึกกําลังของสนามบินสุวรรณภูมิเข้ากับสนามบินดอนเมืองด้วยแอร์พอร์ต ลิงค์ (Airport link) เพื่อทําให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศของภูมิภาคนี้ ท่านประธานครับ รัฐบาลได้จูงใจสายการบินเหล่านี้ด้วยการให้สิทธิพิเศษ เช่น มีการลด ค่าธรรมเนียมการขึ้นลงของเครื่องบินถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ มีการยกเว้นค่าบริการใช้สะพาน เทียบเครื่องบิน ค่าใช้เคาน์เตอร์ เช็กอิน (Counter check in) ค่าเช่าพื้นที่และที่ดินเป็นต้น แต่น่าเสียดายครับสิทธิประโยชน์เหล่านี้รัฐบาลไม่ได้มอบให้แก่สายการบินที่ใช้บริการ สนามบินดอนเมืองอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งประกอบด้วยสายการบินนกแอร์ สายการบินนกมินิ สายการบินโอเรียนท์ไทย สายการบินโซลาร์ แอร์ สายการบินเอ็มเจ็ท ผมถือว่าเป็นการ เลือกปฏิบัติหรือปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ทําให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน ดังนั้นผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เราต้องช่วยกันปลุกสนามบิน ดอนเมืองให้ฟื้นคืนชีพให้ได้ ปลุกสนามบินดอนเมืองให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งให้สมกับ เงินงบประมาณจํานวนมหาศาลที่เราได้ใช้ไปในการพัฒนาดอนเมืองให้เป็นประตูสู่ ประเทศไทยมาเป็นเวลานานร่วม ๑๐๐ ปี ขอบพระคุณครับ