สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แถลงว่า การถอดยศของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นการดำเนินการตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่ผิดกฎหมาย สอดคล้องกับกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ เมื่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก พันตำรวจโท ทักษิณ ๒ ปี ไม่มีการอุทธรณ์คดีถึงที่สุด ผมกำลังลำดับความให้ท่านประธาน เห็นว่าต้องดำเนินการไปตามระเบียบเรื่องการถอดยศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ แต่ผมบอกต่อว่าคุณเฉลิมในขณะนั้นออกมาคัดค้าน แล้วตั้งประเด็นข้อกฎหมายว่า ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตำรวจนอกราชการมาก่อน ประเด็นนี้ประเด็นข้อกฎหมายที่ตามมา ภายหลังและบัดนี้มีการวินิจฉัยกระจ่างชัดไปแล้ว แต่ประเด็นที่ผมยกให้ท่านประธาน เห็นต่อก็คือว่าพฤติกรรมของท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิมนี่มีมาตั้งแต่ต้นในการไม่ยอมรับเรื่องนี้ ถ้าในฐานะส่วนตน ร้อยตำรวจเอก เฉลิม ใครจะมีบุญคุณถือเป็นอะไรกันก็แล้วแต่ ในฐานะส่วนตัวท่านทำได้ แต่วันนี้ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้ ละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ครับ หลังจากคุณเฉลิมออกมาค้าน เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ปี ๒๕๕๒ แล้วช่วงนั้นครับ มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มาล้อมรอบทำเนียบรัฐบาลในตอนต้นปี ๒๕๕๒ มีการหยิบยกเรื่องนี้ไปเป็นเงื่อนไขหนึ่ง ในการปลุกระดมครับ แล้วกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามจะเร่งดำเนินการถอดยศบ้าง กลั่นแกล้งอะไรบ้างต่าง ๆ นานา แต่รัฐบาลในขณะนั้นก็บอกว่าเป็นเรื่องสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติรัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซง และต้องดำเนินการตามกฎหมาย นี่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดครับ หลังจากนั้นแล้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ออกมายืนยันว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในช่วงขณะนั้นเองประมาณช่วงเดือนมีนาคม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ได้มีการออกมาแถลงอีกครั้งหนึ่ง ในการแถลงในครั้งนั้น มันมีประเด็นที่น่าสนใจ นั่นก็คือว่าเมื่อประมาณเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๒ มีประเด็นเรื่อง ของการโต้แย้งเกิดขึ้นครับ ความจริงก่อนหน้านั้นมันมีการโต้แย้งกันมาแล้วครั้งหนึ่ง ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการตั้งประเด็นขึ้นมาว่ากรณีของ พันตำรวจโท ทักษิณ ซึ่งเป็นตำรวจนอกราชการ ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการให้มีการถอดยศและริบ เครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น มีประเด็นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งเป็นประเด็นข้อกฎหมายว่า ๑. เป็นการพิพากษาโดยศาล ซึ่งเป็นศาลที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เป็นศาลอาญาปกติซึ่งใช้พิพากษาตำรวจทั่วไป แล้วก็มีการถอดยศกัน กับประการที่ ๒ เป็นเรื่องที่กระทำกับตำรวจนอกราชการจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ในที่สุดแล้วครับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ครั้งที่ ๑ ให้มีการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายใน ๒ ข้อนั้น ในประเด็นแรกก็ถามว่า ในระเบียบ สตช. นั้น คำว่าศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหมายถึงศาลที่รวมถึงศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยหรือไม่ และรวมถึงตำรวจนอกราชการด้วย หรือไม่ กับถามเรื่องของกรณีริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งต้องทำควบคู่กันไปกับ การถอดยศ คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบมาชัดเจนครับในเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๒ ในเวลานั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบกลับมาง่ายมากครับ ตอบกลับมาบอกว่าตัวระเบียบนี้ มุ่งหมายถึงสถานะของบุคคล คำว่าศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเป็นศาลใด แปลว่าไม่ว่าศาลใดพิพากษาล้วนแต่เข้าระเบียบต้องถอดยศทั้งสิ้น ประเด็นที่ ๑ ทางข้อกฎหมายที่คุณเฉลิมยกขึ้นมาต่อสู้ขณะนั้นจบครับ ในประเด็นที่ ๒ เรื่องริบ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ก็เช่นเดียวกัน ในคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกาก็บอกไว้ชัดครับว่า ต้องดำเนินการคู่กันไปเลยและดำเนินการไปตามระเบียบว่าด้วยการริบ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เรื่องไม่จบครับ คุณเฉลิมคนนี้ครับตั้งแต่ก่อนเป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาค้านอีกครับ ค้านบอกว่าปกติแล้วความเห็น คณะกรรมการกฤษฎีการัฐบาลจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้ อันนี้คือศรีธนญชัยแน่นอน เพราะปัจจุบันนี้ท่านก็ฟังแต่ที่ท่านได้ประโยชน์ ไอ้ที่ไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ฟัง แต่วันนี้ เป็นรัฐบาลต้องฟังครับ ท่านบอกว่าเท่าที่ตนเคยรับราชการตำรวจแล้วตั้งแต่เป็นกรมตำรวจมา จนเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติกรณีถอดยศเช่นนี้ไม่เกิดขึ้น เพราะการถอดยศที่ผ่านมา จะเป็นการถอดยศข้าราชการตำรวจที่ยังอยู่ในราชการ และตั้งประเด็นอีกว่ากรณี พันตำรวจโท ทักษิณนั้นลาออกจากราชการมานานแล้ว กำลังสร้างประเด็นเงื่อนไขใหม่ว่า ในคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกานั้นยังมีประเด็นข้อกฎหมายอีก รัฐบาลจะไปถอดไม่ได้ ในเวลานั้นก็ไปสร้างเงื่อนไขให้มีการประท้วงกันวุ่นวายมากครับ แต่คำพูดที่ท่านบอกว่า ตั้งแต่เป็นตำรวจมาไม่เคยเห็นการถอดยศนี่ ปรากฏว่ามีการประกาศข้อมูลอย่างชัดเจนจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๒ มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ๒๒ ราย ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและกระทำผิดวินัย อย่างร้ายแรงถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ นอกจากนั้นในอดีตที่ผ่านมามีการถอดยศ ตำรวจเกิดขึ้นตลอดเวลา มีข้อมูลว่าตั้งแต่ประกาศระเบียบเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ มีตำรวจชั้นสัญญาบัตรถูกถอดยศไปแล้วทั้งสิ้น ๖๒ นาย เฉลี่ยปีละกว่า ๑๐ นาย เป็นนายตำรวจระดับพันตำรวจโท ๑๖ นาย ขาดแต่พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้นแล้วทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านออกมา ตั้งประเด็นข้อกฎหมายใหม่ ที่ผมยกตรงนี้เพื่อชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าข้อกฎหมายที่คุณตั้ง ตลอดเวลาที่คุณกล่าวหารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เขาให้ความเป็นธรรมนั้น บัดนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาเคลียร์ข้อกฎหมายจนครบแล้ว คราวนี้ไปยื่นหนังสือสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติครับ แยกออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็น ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น ๒ คนครับ ไปยื่นหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติผมมีสำเนาหนังสือในมือ อันที่ ๒ มีบุคคลซึ่งบอกว่าเป็นข้าราชการบำนาญของตำรวจไปยื่นเอกสารถึงสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติด้วยข้อความเดียวกัน มีหลายคนครับแต่ชื่อหนึ่งที่เอ่ยได้ เพราะบัดนี้ท่านเป็น รัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย นั่นคือท่าน พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก ในขณะนั้น ก็บอกว่าเป็นตำรวจนอกราชการ เป็นข้าราชการบำนาญ ไปยื่นหนังสือถึงสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติหลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกามีคำวินิจฉัยออกมาแล้วเที่ยวนี้ขอให้เลิก ระเบียบว่าด้วยการถอดยศครับ โดยอ้างว่าระเบียบว่าด้วยการถอดยศนี่ขัดรัฐธรรมนูญ มีการอ้างเหมือนกับทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นว่าเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องของ พระราชอำนาจ ไม่ครอบคลุมถึงตำรวจนอกราชการ ทั้ง ๆ ที่ระเบียบเขียนไว้ชัด โฆษกพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นไปเลยครับ นี่ก็ยื่นเป็นซองที่ร้อยเท่าไรก็ไม่ทราบ ก็ไปยื่นด้วย รัฐบาลในขณะนั้นก็ถูกกดดันละครับ ในที่สุดประมาณปลายปี ๒๕๕๒ ต่อเนื่องต้นปี ๒๕๕๓ คนที่ไปยื่นเหล่านั้นไปยื่นเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๒ สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็หยิบ เอาประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาเอาเข้าคณะกรรมการ ก.ตร. ตรงนี้สำคัญเพราะบัดนี้คุณเฉลิม ไปทำหน้าที่เป็นประธานประชุม ก.ตร. อยู่ ถ้าทัศนคติแบบคุณเฉลิมไม่ได้คุม ก.ตร. ไม่มีปัญหา แต่ทัศนคติประเภทแบบว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ถ้าไม่มีตำแหน่ง ไม่เป็นอะไร แต่วันนี้มีตำแหน่ง ท่านไปขัดกับกฎหมาย ระเบียบไม่ได้ครับ ก.ตร. ก็ดี ปี ๒๕๕๓ ไปตั้งคณะอนุกรรมการอยู่ในคณะอนุ ก.ตร. เป็นคณะอนุกรรมการกฎหมาย ขึ้นมาพิจารณาข้อร้องเรียนของบุคคลดังกล่าวที่ยื่นไป พิจารณากันเสร็จครบถ้วน ตัวนี้สำคัญที่สุด บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง อำนาจในการออกระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. ๒๕๔๗ เรื่องเสร็จ ที่ ๕๗๕/๒๕๕๔ ลง มิถุนายน ๒๕๕๔ แปลว่าอะไร วันที่ ๒๐ เมษายน ปี ๒๕๕๔ คณะอนุ ก.ตร. มีมติยื่นเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความรอบ ๒ ตามที่กลุ่มพรรคเพื่อไทยซึ่งคุณเฉลิมอยู่ด้วยนี่แย้งข้อกฎหมายเอาไว้ เสียดายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยุบสภาเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ วินิจฉัยเสร็จกลับมาเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ท่านชนะการเลือกตั้ง ท่านกลับไปเป็นรัฐบาล เดือนสิงหาคมโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คุณเฉลิมเป็นรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติย่อมรับทราบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ว่ากรณีถอดยศบัดนี้ประเด็นข้อกฎหมายที่ตนเองเคยตั้ง คนอื่นเคยตั้งนั้นคณะกรรมการ กฤษฎีกาวินิจฉัยครบถ้วนแล้ว ไม่เดินเรื่องต่อครับ ผ่านเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ เดือนสิงหาคม มาเป็นรัฐบาลจนสิ้นปี ๒๕๕๔ มาทบเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๕ ครบ ๑ ปี จากเดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน เดือนตุลาคม วันนี้เดือนพฤศจิกายน ท่านทำอะไรครับ เก็บซุกเก็บงำเรื่องนี้ไว้ไม่ดำเนินการ ไม่ทำตามระเบียบ ไม่ทำตามข้อกฎหมาย เพราะอะไร สนองบุญคุณคนที่มีบุญคุณส่วนตัวกับท่าน มันเอามาใช้กับหน้าที่ราชการ ไม่ได้ครับ ถ้าท่านประธานดูคลิปที่ ๒ จะเห็นพฤติกรรมของคุณเฉลิม ในคลิปที่ ๒ นี้จะพูดถึง ความพยายามของ ร้อยตำรวจเอก เฉลิมอีกเรื่องหนึ่งในช่วงปลายปี ๒๕๕๔ แล้วมันจะตอบคำถามว่าทำไมไม่ดำเนินการเรื่องถอดยศ ซุกเอาไว้ กดเอาไว้ เพราะท่าน พยายามทำเรื่องพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษอย่างไรครับ ลับ ๆ ล่อ ๆ ไปประชุมลับ พอข่าวแตกออกมาก็ทำเป็นพลิกพลิ้วไม่มีอะไร โดนถาม ความจริงคลิปนี้กะเปิดยาว แต่โดนตัดไปเสียก่อนบางส่วน เพราะเกี่ยวพันกับคำถามที่กล้าหาญมาก แล้วนักข่าวคนนี้คือ ประทานโทษที่เอ่ยนาม เขาไม่เสียหาย คุณสมจิตร นักข่าวช่อง ๗ ถึงเป็นที่มาว่าท่านทำไม ไปคุกคามเขา ดูคลิปที่ ๒ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)

“............... : จึงชี้แจงให้มากที่สุด แต่ว่าลงรายละเอียดนี่ยังไม่ได้ เพราะถ้าผมชี้แจงไปแล้วสุดท้ายบทสรุปไม่เป็นอย่างที่ผมชี้แจงก็จะเกิดความเสียหายกับ ทุกภาคส่วน แต่ผมยืนยันได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และไม่ทำอะไร เพื่อคนคนเดียวโดยเด็ดขาด กรอบกฎหมายเป็นอย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น”

ตรงนี้สำคัญ ทีนี้โดนคุณสมจิตรถาม

“............... : และวันนี้สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนอาจจะทำให้กลายเป็นปัญหา น้ำผึ้งหยดเดียว จนกระทั่งอาจเกิดการปะทะกัน”

“............... : น้ำผึ้งที่ไหนหยดเดียว”

เอาตรงนี้ก่อนครับ นักข่าวเขาถามว่า เอ๊ะ ทำไมไปทำเรื่องพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ท่านตั้งท่าตอบดีครับ แต่หลักที่ท่านตั้งนี่ ฟังให้ดีนะ ๑. ไม่ทำผิดกฎหมาย ๒. ไม่ทำอะไรเพื่อคนคนเดียว ๓. กรอบกฎหมาย เป็นอย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น เอาตรงนี้ก่อน หลังจากนั้นนักข่าวถาม แล้วเรื่องพระราชกฤษฎีกา อภัยโทษนี่จะมีเรื่องคุณทักษิณอยู่ด้วยไหม แล้วถามไปถึงเรื่องถ้ารัฐบาลเสนอไปถือเป็นแนวทางที่จะถวายคำแนะนำต่อไปอย่างไร คำถามนี้ละครับที่ทำให้คุณเฉลิมไปไม่ถูกวันนั้นตามคลิปนี้ แต่เนื่องจากมีการเอ่ยถึงสถาบัน โดยไม่จำเป็นคลิปนี้มีการตัดออก สุดท้ายครับคุณเฉลิมซึ่งถูกซักมากว่าทำไมต้องทำเรื่องนี้ เป็นเรื่องลับอะไรต่อมิอะไร ไปไม่ถูกก็เลิกสัมภาษณ์ดื้อ ๆ เรื่องพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษก็เป็น กระแสครับ ประชาชนก็ไม่เห็นด้วยเพราะไม่เคยมีการอภัยโทษในกรณีที่มีการต้องโทษทุจริต และมีประเด็นปัญหาอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในที่สุดยอมครับ แต่พอยอมแล้วคำพูดท่าน จำได้ไหมครับในคลิปเมื่อครู่นี้บอกว่าไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ทำอะไรเพื่อคนคนเดียว โดยเด็ดขาด กรอบกฎหมายเป็นอย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น นั่นคือปลายปี ๒๕๕๔ มาถึง ปี ๒๕๕๕ เรื่องดำเนินการถอดยศรออยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการเสนอเรื่องขึ้นมา อะไรเกิดขึ้นครับ ในวันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๕ โดยประมาณมันมีข่าวครับ ต่อเนื่องกันมาแล้วท่านมาตอบเอาวันที่ ๑๑ ตุลาคมที่รัฐสภา มีนักข่าวถามเรื่องกรณี เกี่ยวกับการถอดยศ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินให้มีความผิดทำไมไม่ถูกถอดยศ เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ คุณเฉลิมตอบว่าเหตุที่ไม่ถอดยศ พันตำรวจโท ทักษิณ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สตช. บอกว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ นี่คือโกหกครับ คนโกหก แล้วเป็นโกหกระดับที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตรงไหน สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำเรื่องถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา ๒ ครั้งถามประเด็นหลักของข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ คณะกรรมการกฤษฎีกา ยืนยัน ๒ ครั้งชัดเจน ๑. ไม่ว่าศาลไหนพิพากษาถือว่าจำคุกถึงที่สุดแล้วต้องถอดยศทั้งสิ้น ๒. ถึงเป็นตำรวจนอกราชการเข้าตามระเบียบ ๓. ระเบียบว่าด้วยการถอดยศตาม พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ๔. กรณีริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น เมื่อเสนอไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี จะใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าจะริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์เฉพาะที่ได้ตอนเป็นตำรวจ หรือตอนที่ได้เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอันนี้ จะมีปัญหาต่อแน่นอนในอนาคต เพราะนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็เกี่ยวพันเป็นน้องสาว ของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ด้วย ประเด็นที่ผมตั้งตรงนี้ว่าท่านโกหกก็เพราะว่าท่าน บอกว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นบอกว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ที่สำคัญท่านบอกว่าคดี พันตำรวจโท ทักษิณ ไม่ใช่คดีปกติตามระบบ แล้วไปอ้างว่าเกิดจากการรัฐประหาร ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ในระเบียบว่าด้วยการถอดยศ ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ในพระราชบัญญัติ ตำรวจแห่งชาติที่จะให้ท่านใช้ดุลยพินิจส่วนตัว ไม่ยอมรับศาลนั้นศาลนี้แล้วมาหักล้าง คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเป็นศาล ที่มาจากรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ดอกเตอร์ทางกฎหมายไม่น่าจะโง่ขนาดนี้