สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

ผุสดี ตามไท หารือเรื่องการกล่าวหาในความไม่เหมาะสมต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยชี้ว่าไม่สมเหตุสมผลที่จะใช้ความเป็นหญิงเป็นเครื่องมือในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบความสามารถในการบริหารจัดการ และเรียกร้องให้ประธานสภาเข้าใจถึงผลกระทบของการโกหกต่อสังคม

นางผุสดี ตามไท บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันเพียงแต่แบ่งปัน ความทุกข์ให้ท่านประธานฟังเท่านั้นเองค่ะ ก็ขออนุญาตต่อไปเลยนะคะว่าด้วยข้อกล่าวหา ที่บอกว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ขาดวุฒิภาวะนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตย นั่นคือจุดที่ดิฉันจะใช้เวลา เพื่อที่จะกราบเรียนท่านประธาน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ในรายการยิ่งลักษณ์ พบประชาชน เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม บอกว่าท่านเป็นผู้หญิงก็รักสวยรักงามเป็นธรรมดา แต่เชื่อว่าประชาชนจะมองที่ผลงานมากกว่า คำพูดของนายกรัฐมนตรีเป็นทั้งความหวัง และคำมั่นสัญญา เพราะดิฉันถือว่าดีแล้วที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นให้ความสำคัญกับ เรื่องของผลงานเป็นอันดับแรก ในฐานะที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนชื่นชมยินดี ว่าที่จริงโอกาสอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยนั้นเปิดกว้าง ไม่ได้มีการกีดกัน เพราะมีความเป็นเพศหญิง ตรงกันข้าม ท่านประธานคะ ความจริงท่านนายกรัฐมนตรีหญิง คนแรกของประเทศไทยได้รับการปกป้อง ปกปักรักษาและอุ้มชูกันเป็นอย่างดี ในขณะที่ผู้นำชายบางคนถูกรุมล้อมโจมตีกล่าวหาสารพัดเรื่องในทุกวิถีทาง พร้อม ๆ กับ ความยินดีในโอกาสเช่นนี้มันก็มีความคาดหวังสูงตามมาด้วย แล้วก็นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ต้องแบกรับภาระอันนี้แหละค่ะ แล้วก็อันที่จริงก็ไม่เป็นธรรม มากนัก ทำไมดิฉันถึงพูดอย่างนี้นะคะ เพราะว่าในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่จริงแล้วไม่มีความเป็นหญิงหรือความเป็นชาย เพราะผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีอย่างนี้ ความคาดหวังไม่ว่าหญิงหรือชาย ก็เหมือนกัน ทั้งในเรื่องของวุฒิภาวะ เรื่องของคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ ความกล้าหาญ ในการตัดสินใจ แล้วก็การที่จะยินดีได้รับการตรวจสอบ ท่านประธานคะ ถ้าหากผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำ หรือนายกรัฐมนตรีผู้หญิงความจริงก็ต้องไม่อ้างความเป็นหญิงพร่ำเพรื่อ หรือว่าจะอ้าง ความเป็นหญิงนั้นไปใช้หลบหลีกในการตรวจสอบตามกลไกแห่งระบอบประชาธิปไตย ซึ่งดิฉันได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นในยุคนี้ว่ามีคนพยายามปกป้องมากแล้วก็ใช้คำว่าอย่ารังแกผู้หญิง ดิฉันเองในฐานะที่เป็นผู้หญิงเสียใจมากเลยที่ได้ยินอย่างนั้น เพราะว่าในความเป็นผู้หญิง ของดิฉัน ดิฉันปรารถนาเหลือเกินที่จะเห็นผู้นำหญิงที่มีความสง่างาม มีความสามารถ ในการบริหารจัดการบ้านเมืองอย่างซื่อสัตย์ อย่างมีความรู้ มีความกล้าหาญ มีอำนาจ ในการตัดสินใจ และกล้าที่จะถูกตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานคะ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นผู้นำหญิงคนแรกสามารถจะใช้ประโยชน์จากโอกาส ที่เป็นผู้นำหญิงนี่ละค่ะบริหารจัดการบ้านเมืองอย่างแตกต่างได้ โดยอาจจะใช้ความละเอียดอ่อน ความนุ่มนวล ความเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย แล้วก็คนรอบข้าง ซึ่งดิฉันเชื่อโดยสุจริตใจจริง ๆ ว่าทำได้ถ้าจะทำ ซึ่งคุณสมบัติอย่างนี้ดิฉันคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีตระหนักในข้อนี้เป็นอย่างดี จึงได้บอกกล่าวกับสาธารณะทั้งในแล้วก็ต่างประเทศ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานชม หรือเปิดวีซีดีอันแรกเลยค่ะ อันที่ได้รับอนุญาตเพียงอันเดียวค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการการเปิดคลิปภาพและเสียง)

“............... : ดิฉันจะทำงานภารกิจนี้อย่างเต็มที่ และใช้ความเป็นผู้หญิงนี่ ละค่ะที่จะก้าวไปสู่หาความปรองดอง”

ต่อไปเลยได้ไหมคะ มีอีกคลิปหนึ่ง

“............... : บางคนอาจจะมองว่าผู้หญิงเป็นจุดอ่อน แต่ตัวดิฉันเองคิดว่า เราก็ใช้จุดอ่อนนี่แหละค่ะกลับมาเป็นจุดแข็งนะคะ เพราะว่าเขาบอกว่าผู้หญิงมีความอ่อนน้อม สามารถที่จะคุยในรายละเอียดได้ ดิฉันก็คิดว่าตัวเองนี่เราก็ต้องใช้ตัวเองความเป็นผู้หญิงนั้น เข้าหาและพบปะกับผู้คนเพื่อที่จะได้ในการก้าวไปสู่หนทางของการปรองดองโดยการเจรจา กับทุกฝ่ายนะคะเพื่อให้เกิดความภาพรวมที่มีความที่ว่าทำอย่างไรจะให้ประเทศชาติ ก้าวไปข้างหน้าให้ดีที่สุด แล้วก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้อง”

ค่ะ ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๔ นางสาวยิ่งลักษณ์บอกว่าจะใช้ความเป็นผู้หญิงก้าวไปสู่ความปรองดอง มาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่านก็ให้สัมภาษณ์ว่าจะใช้ความเป็น ผู้หญิงในการเข้าหาและเจรจาให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการพูดคุยกันมากขึ้น วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พูดที่กรุงลอนดอนว่าจะเดินหน้าสู่ความปรองดองบนฐานของความเป็นนิติรัฐ นิติธรรม ก็อาศัยลักษณะเช่นเดียวกันนี้นะคะ ดิฉันก็ต้องเรียนถามท่านประธานว่าแล้วเกิด อะไรขึ้นบ้างคะในเรื่องของความปรองดอง ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยค่ะ แถมความขัดแย้งยังจะมี มากขึ้นไปอีก สุดท้ายร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ เมื่อเข้ามาสู่สภา ก็ไม่ใช่เรื่องของการปรองดอง เป็นเรื่องของนิรโทษกรรม จึงได้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง มากขึ้นไปอีกในสังคม ท่านประธานคะ วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๕ นางสาวยิ่งลักษณ์ หรือท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์ที่นิวยอร์กในงานเลี้ยงรับรองซึ่งจัดโดยสมาคมเอเชีย ในหัวข้อซึ่งแปลเป็นไทยว่า ก้าวไปข้างหน้าในศตวรรษของเอเชียแปซิฟิก ท่านบอกว่าบางที จะสามารถใช้ความเป็นผู้หญิง ขออนุญาตท่านประธานใช้คำภาษาอังกฤษ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีใช้นะคะ คือ อะ วูแมน’ส ทัช (A woman’s touch) เพื่อแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งต่าง ๆ ในภูมิภาค ดิฉันก็จะเรียนถามว่าแล้วท่านทำอะไรได้บ้าง เปล่าเลย จริง ๆ ท่านก็ทิ้งไว้ให้เป็นเพียงคำพูดที่อยู่ในสุนทรพจน์เท่านั้นเอง ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ยังคงอยู่ในความขัดแย้งแล้วก็มากขึ้นไปอีก อาเซียนบางประเทศก็มีปัญหากับประเทศจีน แล้วก็สำคัญวันนี้ดูเสมือนว่าท่านนายกรัฐมนตรียังอาจจะสร้างสถานการณ์ที่ล่อแหลม ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจได้อีกด้วย ท่านประธานคะ อะไรคือความเป็นผู้หญิง อะไรคืออะ วูแมน’ส ทัช ในความหมาย ของท่านนายกรัฐมนตรี ดิฉันก็คิดว่าบางทีความเข้าใจของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ อาจจะไม่ตรงกับพวกเรา ไม่ตรงกับดิฉัน ไม่ตรงกับกลุ่มสตรีที่เขาได้ต่อสู้เรื่องสิทธิ และความเสมอภาคมา ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกให้ดูที่ผลงาน ก็ต้องบอกว่า ๑ ปีกว่า ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง ที่จริง ๒ วันที่ผ่านมาเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไปหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ท่านปล่อยปละละเลย แล้วก็ก่อให้เกิดการทุจริตในหลายโครงการ หลายกรณีด้วยกัน ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดถึงเรื่องการประเมิน โดยสถาบันต่างประเทศที่ชื่อว่าลีกาทัม แล้วก็บอกว่าอันดับของประเทศไทยนั้นลดลงหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล เรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ เรื่องความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินและอื่น ๆ มีอีกองค์กรหนึ่งคือเวิลด์ อีคะนอมิค ฟอรัม (World Economic Forum) ก็เช่นเดียวกันค่ะท่านประธาน ก็ได้บอกไว้เสร็จสรรพเรียบร้อย พูดถึงอันดับของประเทศไทย ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การใช้เงินสาธารณะไปในทางอื่น การให้สินบนและการจ่ายเงินที่ไม่ปกติ การสูญเสียของ การใช้จ่ายภาครัฐ ภาระที่มาจากกฎเกณฑ์ภาครัฐ รวมไปถึงความโปร่งใสในการดำเนิน นโยบายรัฐบาล อันนี้เป็นสิ่งที่ประเมินจากองค์กรที่เขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองกับเรา ดิฉันต้องกราบเรียนท่านประธานตรงนี้ เพราะเมื่อวานได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึง เรื่องของโพลล์อีสานเอย โพลล์โน้นโพลล์นี้ที่ในประเทศ ดิฉันก็อยากจะเรียนท่านประธานว่า อยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านทบทวนพิจารณาการประเมินขององค์กรอื่น ๆ ด้วย ที่เขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในทางการเมือง ทีนี้ดิฉันก็จะต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เราก็เลยต้องไปดูเรื่องสาเหตุว่าความล้มเหลวที่เพื่อนสมาชิกกล่าวถึงของรัฐบาลมันมาจาก สาเหตุอะไร ดิฉันก็เสียใจที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานว่าความล้มเหลวนี้ส่วนหนึ่ง แน่นอนต้องมาจากเรื่องของการที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยที่ชื่อ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่มีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น ภาระรับผิดชอบและหน้าที่ในสภาเราก็มองไม่ค่อยเห็น นอกสภาหรือต่างประเทศ ดิฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ได้ไหมคะ คือยกประเด็นเรื่องของ วุฒิภาวะความเป็นผู้นำสัก ๔-๕ ประเด็น ซึ่งหลายประเด็นก็เก็บเกี่ยว ไม่ได้คิดเอาเองนะคะ ท่านประธาน ก็เก็บเกี่ยวเอามาจากสาระของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย ชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกาที่เขาได้คิดค้นแล้วก็สรุปเอาไว้ แล้วก็สร้างเป็นหลักสูตร ในการที่จะหล่อหลอมความเป็นผู้นำของผู้บริหาร

ประเด็นแรกค่ะท่านประธาน คือเรื่องของความซื่อสัตย์แล้วก็ค่านิยม ความซื่อสัตย์ที่ว่านี้มันไม่ใช่แต่เรื่องการไม่ทุจริตเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของความซื่อสัตย์ ในทุกเรื่องต่อตัวเองแล้วก็ต่อประชาชน ใน ๑ ปีกว่าที่ผ่านมา ท่านประธานคะ มีข้อบ่งชี้ หลายอย่างที่บอกไว้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองแล้วก็ต่อประชาชน นอกเหนือจากเรื่องของการปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการให้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นจริง ไม่ครบถ้วน อาจจะบิดเบือนแล้วก็ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ขออนุญาตท่านประธานยกตัวอย่างอย่างนี้ได้ไหมคะ ในตอนช่วงน้ำท่วมอย่างหนักเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ต่อมาถึงเดือนมกราคม ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์บอกว่าเอาอยู่ค่ะ แล้วเกิดอะไรขึ้นคะ จริง ๆ ก็เอาไม่อยู่ นอกจากท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่บอกความจริงอย่างทันต่อเหตุการณ์แล้ว ยังให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ออกมาให้ข่าวเป็นรายวันจนสับสนอลหม่านไปหมด ประชาชนลำบากใจมากไม่มีข้อมูล ที่แท้จริงในการที่จะเตรียมตัว และเขาเหล่านั้นจะต้องแก้ไขปัญหาเผชิญวิกฤติ อย่างตะเกียกตะกายด้วยตัวของเขาเองตามยถากรรม ส่งผลเสียหายอย่างมากเลย เพื่อนสมาชิกก็บอกไปแล้วว่าแม้กระทั่งรองนายกรัฐมนตรีก็ยังออกมายอมรับตอนตอบกระทู้ถาม สมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕ ว่าเป็นภัยพิบัติที่ส่งผลเสียหายสูงสุด เป็นอันดับ ๕ ของโลก คือ ๑.๔ ล้านล้านบาท แล้วก็นี่ยังไม่รวมถึงชีวิตอีกกว่า ๘๐๐ ชีวิตนะคะที่ต้องสูญเสียไป ซึ่งการสูญเสียชีวิตเหล่านี้ ก็ประเมินค่าไม่ได้เลย

ตัวอย่างที่ ๒ กรณีภารกิจที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ ถ้าหากท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์มั่นใจอย่างที่พูด ให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีอะไร เป็นการพบปะผู้คนอย่างเปิดเผย เพื่อปรึกษาหารือในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งจะพบใครก็ได้ ก็ไม่มีเหตุผลอันใดเลยค่ะ ที่จะต้องปิดบังซ่อนเร้นห้ามไม่ให้นักข่าวติดตาม โดยแจ้งว่าเป็นภารกิจส่วนตัว แถมคนใต้บังคับบัญชาหรือว่าคนที่รู้จักคุ้นเคยยังออกมาให้สัมภาษณ์แล้วก็ขัดแย้งกันอีกด้วย สร้างความสับสนและความสงสัยให้มากขึ้นไปอีก ในความเป็นผู้นำหญิงการปิดบังข้อมูลอย่างนี้ มีแต่จะทำความเสียหายให้เกิดมากขึ้น

ตัวอย่างที่ ๓ กรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์รวมถึงรัฐมนตรีกระทำการ ที่เรียกว่าไวท์ ไล (White lie) หรือโกหกสีขาว ซึ่งหมายถึงการโกหกที่คนโกหกคิดเอาเองว่า คนฟังหรือประชาชนนั้นไม่ควรรู้ แล้วก็ทำถึง ๑๙ เรื่องด้วยกัน ซึ่งประธานวิปฝ่ายค้าน ก็ได้เคยแถลงข่าวไปแล้วนะคะ กระทั่งคนระดับรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กล่าวในงานสัมมนาเมื่อ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕ ว่าได้รับอนุญาตให้พูดไม่จริงในบางเรื่อง ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าไวท์ ไลหรือโกหกสีขาว แล้วนายกรัฐมนตรีจะให้ประชาชนเชื่อได้ หรือคะว่าที่พูด ๆ กันอยู่ทุกวันนี้มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องโกหก ตรงนี้ค่ะท่านประธาน ที่น่าสะพรึงกลัว เพราะว่านายกรัฐมนตรีได้กระทำเป็นตัวอย่างให้สังคมยอมรับว่า การโกหกนั้นทำได้ แล้วก็สนับสนุนให้ทุกคนของตัวเองโกหก ท่านประธานคะ อย่างนี้ อาจจะเป็นการสร้างสังคมโกหก โกหกกันได้ทั้งบ้านทั้งเมืองเลยค่ะโดยไม่ยี่หระต่อกฎหมายเลย