นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ตรวจสอบโครงการก่อสร้างถนนในหลายจังหวัด พบการทุจริตโดยใช้งบประมาณจำนวนมากแต่ไม่ลงวัสดุจริง และเรียกร้องให้ตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยระบุปัญหาการทุจริตงบประมาณกว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทในการฟื้นฟูแหล่งน้ำของกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมยกตัวอย่างกรณีจังหวัดขอนแก่นที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพบการทุจริตในสัญญาส่วนใหญ่และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐร่วมตรวจสอบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้นั่งฟังด้วยความสบายใจนะครับ แล้วก็ผมไม่เรียกร้อง ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมาฟังคำอภิปรายของผมหรือไม่ กระผม คิดว่าการจะมานั่งรับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหรือไม่มันอยู่ที่วุฒิภาวะของคนที่เป็น นายกรัฐมนตรีนะครับว่าท่านมีวุฒิภาวะเหล่านั้นหรือเปล่า ผมไม่เรียกร้องท่านนายกรัฐมนตรี การอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องของการทุจริตหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และ ก่อให้เกิดการทุจริตนั้นวันนี้เป็นเรื่องที่ลำบากครับ เพราะว่าเราเพิ่งมีนายกรัฐมนตรีหญิง เป็นคนแรกของประเทศไทย แล้วก็มีคนได้มาพูดแนะนำผมเรื่อยครับว่าเวลาอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรีเนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงให้ใช้ความระมัดระวัง อย่าอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีโดยถือเสมือนว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชาย ผมก็เรียน ท่านประธานฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อความสบายใจในเบื้องแรกว่าผมนี่เป็นมนุษย์ ที่แยกเพศได้ครับ ผมรู้ว่าเพศไหนเป็นเพศชาย เพศไหนเป็นเพศหญิง และผมก็รู้ว่าควรปฏิบัติต่อ เพศหญิงอย่างไร ควรจะปฏิบัติต่อเพศชายอย่างไร เช่นเดียวกันครับผมก็เชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็แยกเพศได้ว่าควรจะปฏิบัติต่อเพศชายอย่างไร และควรจะปฏิบัติต่อ เพศหญิงอย่างไร ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำที่ผ่านมานั้นก็ถือว่าท่านแยกเพศได้ เช่นการที่ท่าน ไปพบออง ซาน ซูจี ท่านก็ปฏิบัติในรูปแบบหนึ่ง การที่ท่านไปพบบารัค โอบามา ท่านก็ปฏิบัติตัว ในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งก็ถือว่าท่านแยกเพศได้ว่าควรจะปฏิบัติต่อเพศหญิงและเพศชายอย่างไร ที่ผมเรียนท่านประธานว่าพูดถึงท่านนายกรัฐมนตรีค่อนข้างยากเพราะผมพูดในเรื่องของกรณี ที่ท่านนายยกรัฐมนตรีเพิกเฉย ละเว้น และปล่อยให้มีการทุจริตขึ้นในบ้านเมืองนี้ การพูดถึง การละเว้น หรือการพูดถึงการไม่ปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่พูดยาก ในภาษากฎหมายเขาเรียกว่า การพิสูจน์สิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นพิสูจน์ยาก แต่ว่าถ้าพิสูจน์ว่าสิ่งไหนมีอยู่มันพิสูจน์ง่ายครับ มีคำกล่าวครับท่านประธานว่าถ้ามีคน ๒ คนเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนเป็นนักปราชญ์ คนไหนเป็นคนโง่ ถ้าคน ๒ คนเวลาเราถามคำถาม ถ้าคน ๒ คนนั้นเพิกเฉย หรือไม่ออกความเห็น ถ้าคน ๒ คนไม่ออกความเห็น เราแยกไม่ได้ว่าคนไหนเป็นนักปราชญ์ คนไหนเป็นคนโง่ แต่เมื่อไรก็ตามถ้าคน ๒ คนนั้นแสดงความคิดเห็น หรือพูดออกมา เราจะรู้ได้ทีเดียวว่าคนไหนเป็นนักปราชญ์และคนไหนเป็นคนโง่ ผมไม่ได้เรียกร้องให้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามผมนะครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายในนาทีต่อไปนี้ เป็นการอภิปรายเพื่อบอกพี่น้องประชาชนว่าบ้านเมืองวันนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นจาก การกำกับดูแลของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ในเรื่องนโยบายการปราบปรามการทุจริตถือว่า เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการในปีแรก โดยรัฐบาลบอกว่าจะป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง และในท้ายที่สุด ของนโยบายนี้ในบรรทัดสุดท้ายท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่ารัฐบาลจะปลูกฝังจิตสำนึก และค่านิยมของคนในสังคมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและถูกต้องชอบธรรม จน ๑ ปีเศษ ๆ ที่ผ่านมานั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องการปราบปรามการทุจริต ประมาณ ๒-๓ ครั้งเท่านั้นเอง ล่าสุด ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่อง ของการปราบปรามการทุจริตเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปพูดได้ไปกล่าวในงานแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๐ ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าอยากเสนอให้มีการปลูกจิตสำนึกมิให้เห็นว่าปัญหา การทุจริตกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับ เราต้องช่วยกันต่อต้านไม่ยอมรับในสิ่งนี้ เป็นคำพูดที่ดีครับ แต่ว่านายกรัฐมนตรีบอกว่าต้องปลูกจิตสำนึกไม่ให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตเป็นสิ่งที่สังคม ยอมรับ แต่ว่าในขณะเดียวกันถ้าท่านประธานไปดูโพลล์ ไปดูผลการสำรวจการยอมรับ การทุจริตของคนไทยของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ คนไทยยอมรับ การทุจริตโดยขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย ๖๓.๔ เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นเมื่อ ๒ เดือนครับ เดือนกันยายน ๒๕๕๕ คนไทยยอมรับการทุจริตเพิ่มขึ้นเป็น ๖๕.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ขอให้ ตนเองมีประโยชน์ด้วย และล่าสุดได้มีการศึกษาเปรียบเทียบ มีการวิจัยเชิงสำรวจ ศึกษาเปรียบเทียบระดับการต่อต้านรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันถึงแม้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย ระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยยูซีเอสไอ ประเทศมาเลเซีย ปรากฏว่าคนมาเลเซีย ๖๓.๑ เปอร์เซ็นต์ต่อต้านรัฐบาลทุจริตแม้ว่าตนเอง ได้ประโยชน์ด้วย แต่ประชาชนคนไทย ๖๘.๕ เปอร์เซ็นต์เอนเอียงยอมรับรัฐบาลที่ทุจริต ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่ยอมรับการทุจริต มันสูงขึ้นในระดับนี้ ผมก็ไม่หวังว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้พี่น้องประชาชนจะเห็นด้วย ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเพียงแต่คน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่ต่อต้านการทุจริตได้เห็นด้วยเท่านั้นเอง การอภิปรายของกระผมในวันนี้อาจจะพาดพิงไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพราะว่าท่านรัฐมนตรีมีหน่วยงานในกำกับที่ต้องป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่เราเรียกว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ท่านประธานครับ ในการยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีระบุว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่นำพา ต่อคำแนะนำของ ป.ป.ช. ในเรื่องการกำหนดราคากลาง ละเลยเรื่องนี้ และผลจากการ ละเลยเรื่องนี้เป็นผลให้มีการทุจริตเกิดขึ้นทั้งแผ่นดิน ทีนี้เรามาดูอีกหน่วยงานหนึ่งครับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือที่เรียกว่า ป.ป.ท. เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตของข้าราชการ เจ้าพนักงานในลำดับ ที่ต่ำลงมาจาก ป.ป.ช. ตรวจสอบการทุจริตในระดับ ซี. ๘ ลงมา ป.ป.ท. ก็ตรวจสอบ ผมต้อง ชื่นชมอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใภาครัฐ พันตำรวจเอก ดุษฎี ได้มีการตรวจสอบการทุจริตในภาครัฐไว้หลายเรื่องครับ ท้ายที่สุด ชะตากรรมของท่านถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม เรื่องแรกครับ ที่ผมกำลังลำดับ ให้ท่านประธานฟัง ท่านประธานอย่าเพิ่งทักท้วงผม ผมกำลังจะลำดับให้ฟังว่ามีกระบวนการ ขัดขวางการตรวจสอบขบวนการทุจริตและเป็นที่มาของการทุจริตในประเทศ ท่านเลขาธิการ ป.ป.ท. ได้ตรวจสอบการทุจริตในบ้านเมืองนี้หลายเรื่องครับ เรื่องแรกครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไปนะครับ เป็นเรื่องการตรวจสอบการทุจริตเรื่องรถนำเข้า หรือรถประกอบ เป็นการหลีกเลี่ยงการนำรถหรูเข้ามาในประเทศไทย ท่านประธานครับ เมื่อมีการตรวจสอบปรากฏว่าอดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. พบว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง แล้วมีบุตรหลานของผู้ที่มีอำนาจนอกรัฐบาลอยู่เบื้องหลังในการสั่งรถหรูเข้ามาใน ประเทศไทย ท่านประธานครับ เมื่ออดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. ทราบว่าการนำรถหรูเข้าประเทศ มีลูกหลานของผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลนี้เกี่ยวข้องอยู่ด้วย พันตำรวจเอก ดุษฎี อดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. ก็ไปพบรัฐมนตรีช่วยว่าการคนหนึ่ง บอกรัฐมนตรีช่วยว่าการคนนั้นว่า มันพาดพิงไปถึงบุคคลที่ใกล้ชิดรัฐบาล ลูกหลานของคนที่ใกล้ชิดรัฐบาลแล้วนำรถเข้า โดยผิดกฎหมาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนนั้นผมไม่ระบุชื่อนะครับ ไม่อยากให้ท่าน ใช้สิทธิพาดพิง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนนั้นก็บอกว่าไม่เกี่ยว อดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. เขาบอกว่าเจ๊แดงเกี่ยว ผมอาจจะถูกฟ้องเป็นหมื่นคดี เพราะว่าคนชื่อแดงประเทศนี้ มีหลายหมื่นคน อดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. บอกว่าวันนี้ลูกหลานของเจ๊แดงเข้ามาเกี่ยวข้อง ในการนำรถเข้าเป็นรถหรูที่ไม่เสียภาษี ท่านไม่บอกว่าเจ๊แดงชื่อจริง นามสกุลจริง ว่าอย่างไรนะครับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนนี้ก็ได้โทรศัพท์แล้วบอกอดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. ว่าถ้าไม่เชื่อว่า เจ๊แดงเกี่ยวข้องหรือเปล่าให้โทรศัพท์คุยกับเจ๊แดง ท่านประธานครับ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. พันตำรวจเอก ดุษฎีก็โทรศัพท์คุยกับเจ๊แดง เจ๊แดงบอกว่าลูกของเจ๊แดงไม่เกี่ยวข้องด้วย ถ้าจะตรวจสอบเรื่องรถหรูทำไปได้เลยครับ ท้ายที่สุดอดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. พันตำรวจเอก ดุษฎี ก็ไปอายัดรถหรู ๒๔ คัน เป็นที่มาของการย้ายครั้งนี้ครับ เมื่อย้าย พันตำรวจเอก ดุษฎี ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตแล้วต้องนำคนอื่นมาเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. คนใหม่ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเป็นข้าราชการระดับ ๑๐ ในการย้ายข้าราชการมาดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับ ๑๐ มันมีวิธีทำ ๒ วิธี ทางแรกคือ เลื่อนระดับ ๙ เป็นระดับ ๑๐ ทางที่ ๒ ก็คือเลื่อนระดับ ๑๐ ไประดับ ๑๐ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมผมพาดพิงท่านละครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิงได้ ท่านต้องการรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจเอก ประเวศมาเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. เพราะฉะนั้นในการประชุมเพื่อคัดเลือกหน่วยงานผู้นำองค์กรในการปราบปรามการทุจริต อ.ก.พ. ป.ป.ท. ได้มีการประชุมแล้วบอกว่าในการคัดเลือกบุคคลมาเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. ครั้งนี้จะใช้วิธีการเลื่อนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับ ๙ มาเป็นระดับ ๑๐ แต่ปรากฏ มีการประชุมเรียบร้อยครับ ผมไม่อยากเอาเทปของท่านรัฐมนตรีมาเปิดนะครับ มีคนบันทึกเทปไว้แล้วมอบเทปนี้ไว้ให้ผม ปรากฏว่ารองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น ได้รับการต่อต้านเพราะท่านถูกสอบสวนในเรื่องทุจริตอยู่ในระหว่างที่เป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พันตำรวจ ประเวศถูกต่อต้านครับ ไม่สามารถมาเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. ได้ แต่มติ อ.ก.พ. อนุกรรมการข้าราชการพลเรือนของ ป.ป.ท. มันยังคงอยู่ครับ เมื่อไม่สามารถย้ายรองอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ก็เลยใช้วิธีการใหม่ครับ ย้ายระดับ ๑๐ มาเป็นระดับ ๑๐ ย้ายระดับ ๑๐ มาเป็นระดับ ๑๐ ย้ายอธิบดีกรมคุมประพฤติ พันตำรวจเอก โภคพิบูลย์ มาเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท. โดยมติของ อ.ก.พ. กระทรวงนั้นยังค้างอยู่ มติ อ.ก.พ. กระทรวง ที่จะย้ายระดับ ๙ เป็นระดับ ๑๐ มันค้างอยู่ครับ แต่ท่านเอาระดับ ๙ ไประดับ ๑๐ ไม่ได้ ท่านก็เปลี่ยนวิธีการโดยเอาระดับ ๑๐ ไประดับ ๑๐ มตินั้นมันยังค้างอยู่ มีคนจะไปฟ้องท่าน ที่ศาลปกครองนะครับ เขาเสียหายเรื่องนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อรัฐบาล ไม่จริงใจในการปราบปรามการทุจริตหน่วยงานไหนที่ต้องการปราบปรามการทุจริตได้ ท่านก็โยกย้ายเขาออกจากหน่วยเสีย แล้วเอาหัวหน้าหน่วยที่กำกับดูแลคือสั่งการได้ว่า อย่าไปตรวจสอบบุคคลของรัฐบาลมาเป็นหัวหน้าหน่วย จึงเป็นบ่อเกิดสำคัญประการหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดการทุจริตขึ้นในบ้านเมือง ท่านประธานครับ มีการพูดถึงงบน้ำท่วม พูดง่าย ๆ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเยอะมากใน ๒-๓ วันที่ผ่านมา เพราะว่างบในการฟื้นฟูอุทกภัย มันตรวจสอบยาก ฝ่ายค้านเรียกร้องมาหลายเดือนว่างบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันอยู่ที่ไหน ใช้ที่ไหน อย่างไร ไม่มีครับ เรียกร้องมาตั้งแต่มีการพิจารณางบประมาณปี ๒๕๕๖ ไม่มีครับ เว็บไซต์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกในสภาเมื่อ ๒ วันที่แล้วมันเปิดไม่ได้แล้วครับ ไม่มีใครรู้ว่างบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นใช้ที่ไหน อย่างไร เพราะถ้าฝ่ายค้านรู้ ถ้าประชาชนรู้ ฝ่ายค้านและประชาชนจะไปตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลได้ ของท่านนายกรัฐมนตรีได้ ปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ยังมี หน่วยงานที่เขาหวังดีกับบ้านเมือง ประเทศนี้ไม่สิ้นคนดีครับ ได้มีหน่วยงานที่เขาหวังดีกับ บ้านเมืองว่าได้มีการทุจริตงบน้ำท่วม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท พวกเราก็เลยแกะรอยตามเบาะแส ที่ประชาชนเขาชี้ช่องครับ ไม่ได้แกะรอยตามสิ่งที่รัฐบาลบอก ไม่ได้แกะรอยตามรายละเอียด ที่รัฐบาลประกาศ เพราะรัฐบาลไม่บอกและรัฐบาลไม่ประกาศ ผมก็แกะรอยว่างบประมาณ ในการฟื้นฟูอุทกภัย ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบที่อยู่ในการดูแลของท่านนายกรัฐมนตรี ไปอยู่ที่ไหน อย่างไรบ้าง ผมตรวจสอบงบในการก่อสร้างถนนครับ ท่านประธานครับ มีคนเขาบอกว่าถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล อบต. ต้องการจะใช้งบประมาณ ในการสร้างถนนต้องนำเงินสดมาวางให้กับหน่วยงานก่อน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งงบประมาณ ใช้ในการสร้างถนน ๑๐๐ บาท ต้องเอาเงินมาวางก่อน ๓๐ บาทให้กับหน่วยงานเพื่อได้รับ อนุมัติงบประมาณนั้นไป ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในกระทรวงมหาดไทยครับ มีคนหัวขาวเป็นคนเก็บค่าหัวคิว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานอาจจะรู้ดีครับอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยยุคก่อนโน้นนะครับ ก่อนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก่อนเอาโครงการไป ถ้าผมพูดโดยไม่แสดงหลักฐานมันง่ายไปครับ