สุกิจ อัถโถปกรณ์ หารือเรื่องราคายางพาราที่ต่ำมากและผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ โดยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เกี่ยวกับการบริหารงานและความสำคัญของยางพารา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องโครงการน้ำยางพาราและโครงการยางพาราที่มีปัญหาเกี่ยวกับการชำระเงินให้กับกลุ่มเกษตรกรและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหานี้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทำรายได้สูงสุดให้กับประเทศชาติ ตอนนี้แซงข้าวไปลิบลิ่ว แล้วนะครับ และยางพาราในปัจจุบันนี้ก็มีการปลูกกระจายไปทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ ๖๘ จังหวัดแล้วครับ เพราะฉะนั้นราคายางพารา จึงมีความหมายต่อชีวิตของเกษตรกรกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว แล้วก็เศรษฐกิจส่วนรวม ของประเทศชาติด้วยครับ แต่ท่านประธานครับ วันนี้ยางพาราราคากิโลกรัมละ ๗๒-๗๔ บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมาก เกษตรกรอยู่ไม่ไหวครับอย่างนี้ รับไม่ได้ ขณะที่ปุ๋ยก็แพง ค่าแรงก็แพง และตั้งแต่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์เข้ามารับตำแหน่งราคายางพาราก็ลดลงตลอดครับ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน และประเทศก็สูญเสียรายได้เป็นอันมาก วันนี้ครับท่านประธานครับ ผมขอเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวสวนยางและพี่น้องประชาชน เพื่อที่จะไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอเพาเวอร์พอยท์ภาพที่ ๑
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานครับ อันนี้ดูไม่ค่อยชัดนะครับ จอใหญ่ แต่ทีวีน่าจะชัด นี่คือราคายางพาราเมื่อปีที่แล้วครับ ปี ๒๕๕๔ ท่านประธาน เห็นราคาดี ๆ ต้นปีนั่น ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคมเป็นสมัยของ พรรคประชาธิปัตย์ครับ จะเห็นว่าราคายางพาราอยู่ที่ ๑๕๒ บาท ๑๗๒ บาทก็เคยมีครับ ๑๔๐ บาท ๑๕๕ บาท เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคมเรารักษาการครับ ตอนที่ยุบสภาแล้ว ยางพารายังอยู่ที่ ๑๓๕ บาท ๑๒๗ บาท แต่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เข้ามารับหน้าที่ ตั้งแต่นั้นมาเลยครับหายนะก็เกิดขึ้นกับยางพารา ดูราคาสิครับ ๑๒๒ บาท ๑๒๓ บาท เดือนตุลาคมหลุด ๑๒๐ บาทแล้วครับ เหลือ ๑๐๙ บาท เดือนพฤศจิกายน ๘๗ บาท เดือนธันวาคม ๘๗ บาท หยุดภาพไว้ก่อนครับ ถึงตอนนั้นครับรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจผิดพลาด ที่ม็อบชาวสวนยางตอนนั้นเขาบอกว่ารัฐบาลโง่ เพราะว่าปลายเดือน พฤศจิกายนครับรัฐบาลของท่านไปเป็นสักขีพยานที่ประเทศจีนให้กับผู้ส่งออกยางพารา รายใหญ่ของประเทศ ลงนามซื้อขายยางพาราล่วงหน้ากับประเทศจีนในราคากิโลกรัมละ ๑๐๕ บาท ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ทราบนะครับว่าทำอะไรลงไป การทำเช่นนั้น ในฐานะที่เราเป็นผู้นำในการส่งออกยางพาราเบอร์ ๑ ของโลก นั่นคือการชี้นำตลาด บอกเขาว่า ยางพารามันราคาแค่นั้นแหละ เกษตรกรเขาถึงว่าท่านโง่อย่างไรครับ แล้วก็จริงอย่างที่เขาพูด ปรากฏว่าราคายางพาราตกลงมาเหลือแค่ ๘๐ กว่าบาท ผมขอกล่าวหาต่อไปครับว่า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ให้ความสนใจกับยางพาราเลยครับ เพราะว่า ท่านเข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อเดือนสิงหาคม แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ประชุมครั้งแรกเมื่อไรท่านประธานทราบไหมครับ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๕ หลังจากเข้ารับตำแหน่ง ๖ เดือน ไปเทียบกับคนที่เขาขยันไหมครับ ข้าวครับ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเขาประชุมครั้งแรกวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๔ หลังเข้ารับตำแหน่งไม่ถึงเดือน ทำไมกรรมการยางถึงได้ขี้เกียจอย่างนี้ล่ะครับ เห็นได้ชัดเจนว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของยางพาราเหมือนข้าวเลยครับ แล้วนี่ก็คือ สาเหตุที่ทำให้ยางพารามันราคาตก ไม่ต้องไปโทษยูโรอะไรทั้งนั้น ถ้าเคลื่อนไหวเสียตอนนั้น ประชุมตอนนั้น วางแผนตอนนั้น ยางอาจจะไม่ใช่เป็นอย่างทุกวันนี้ ถูกด่ามาก ๆ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๕ มีการประชุมครั้งแรก ส่งผลให้เกิดมติ ครม. ครั้งแรกเหมือนกัน คือมติ ครม. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในที่ประชุม เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ อนุมัติเงินกู้จาก ธ.ก.ส. จำนวน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ให้สถาบันเกษตรกรกู้ไป ๕,๐๐๐ ล้านบาท องค์การสวนยาง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ย ๐ เปอร์เซ็นต์ ภารกิจก็คือ ให้ไปรับซื้อยางพารานำไปแปรรูปแล้วก็ขายในราคาที่เหมาะสม โดยงบค่าใช้จ่ายของ โครงการใช้งบกลางปี ๒๕๕๕ ๑,๓๒๒ ล้านบาท ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้ไร้ฝีมือในการ บริหารงาน แต่ไม่ได้ไร้ฝีมือในการคุยโม้โอ้อวดหรอกครับ ทันทีที่มติ ครม. ออกก็คุยโม้ว่า จะทำราคายางพาราให้ได้ ๑๒๐ บาท โม้มากไปกว่านั้นอีกครับ ถ้าทำได้สูงกว่านั้นก็จะทำ ชาวบ้านชาวสวนยางรับรู้เรื่องนี้ตลอด เพราะว่าลูกน้องของท่านนายกรัฐมนตรีไปพูดใน หลายที่หลายโอกาส แล้วมาดูสิครับว่าผลเป็นอย่างไร ขอภาพต่อไปครับ นี่คือราคายางพารา ปี ๒๕๕๕ สมัยยิ่งลักษณ์เต็มที่เลยครับ ดูตั้งแต่เดือนมกราคมครับ ดูแถวหน้าแถวเดียว ๙๗ บาท ๑๐๘ บาท ๑๐๖ บาท ๑๐๕ บาท ๑๐๑ บาท และถึงเดือนมิถุนายน ๘๘ บาทต่อกิโลกรัม เคยมีวันไหน ชั่วโมงไหนไหมครับที่ยางถึง ๑๒๐ บาท ขอภาพต่อไปครับ ขอประจานความไร้ฝีมือของรัฐบาล ภาพต่อไปครับ นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ ประเทศชาติโดยฝีมือของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลของท่านครับ ๖ เดือนแรก ของปี ๒๕๕๔ สมัยพรรคประชาธิปัตย์ส่งออกยางพาราขายยางพาราได้เท่าไรครับ เอาตัวเลขกลม ๆ แล้วกันนะครับ ๒๒๔,๒๓๘ ล้านบาท ๖ เดือนแรก ปี ๒๕๕๕ สมัยพรรคเพื่อไทย ส่งออกได้เท่าไรครับ ๑๔๕,๕๓๗ ล้านบาท ลดลงไป ๗๘,๗๐๑ ล้านบาทครับ ตัวเลขกลม ๆ ถ้าจะนับก็คือประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะมาเปรียบเทียบดูผมจะเปรียบเทียบอย่างนี้ รถไฟฟ้าสายสีเขียวแบริ่ง-สมุทรปราการใช้งบประมาณ ๒๘,๐๒๖ ล้านบาท รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรงใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ๔๗,๑๑๕ ล้านบาท รวมกันแล้ว ๒ สาย ๗๕,๑๔๑ ล้านบาท ยังไม่เท่ากับเงินที่ท่านทำเจ้งไปครึ่งเดือนแรกของปี ๒๕๕๕ ครับ แล้วอย่างนี้จะให้ผมไว้ใจให้พวกท่านบริหารประเทศต่อไปได้อย่างไรครับ ทีนี้ถึงช่วงเดือน มิถุนายน เดือนกรกฎาคม ถึงตอนนั้นเริ่มร้อนไปทั่วแล้วครับ เพราะว่าพี่น้องชาวสวนยางไม่ยอมแล้วทีนี้ ที่เขาเคยใจเย็นมาตลอด ให้โอกาสรัฐบาล มาตลอด ตอนนี้เขาเริ่มทนไม่ไหว เริ่มออกมาชุมนุม บางแห่งก็มีการปิดถนน เขาออกมา เรียกร้องอะไรครับ ๑๒๐ บาทที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสัญญาไว้ รัฐบาลของท่านก็เริ่ม ออกลายทันทีเลยครับ ใช้วิธีโกหกอย่างกล้าหาญ หรือชาวบ้านเขาเรียกว่าโกหกหน้าด้าน ๆ นั่นแหละครับว่าไม่เคยพูดว่าจะทำยางพาราให้ได้ ๑๒๐ บาท ลืมไปว่าโลกยุคนี้มันเป็นโลก ยุคข้อมูลข่าวสารนะครับ ชาวบ้านเขาจะดูเรื่องท่านเขาเปิดอินเทอร์เน็ตดูคลิปแป๊บเดียว เขาเห็นแล้วครับว่าท่านโกหก เขาก็ยิ่งโกรธมากครับชาวบ้าน คือพูดแล้วทำไม่ได้แล้วยังมา โกหกซ้ำอีก ถึงเดือนนี้เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ นี่แหละครับที่เราได้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาล บริหารไม่เป็น ไร้ฝีมือ ไม่รอบคอบ ไม่สนใจ ดีแต่คุยโม้โอ้อวด เพราะว่าออกมาสารภาพว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ๗ เดือนแล้วเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าตอนออกมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ผมพูดถึงเมื่อกี้ครับลืมตั้งงบประมาณชดเชยการขาดทุนให้กับ องค์การสวนยาง แล้วจะให้เขากล้าทำงานได้อย่างไรครับ ในเมื่อเขาต้องออกมาเสี่ยงกับ การขาดทุน ถ้าเขาขาดทุนแล้วเขาจะเอาเงินมาจากไหน โง่อยู่ ๗ เดือนครับถึงมานึกได้ นี่ถ้านับ รวมกับก่อนประชุมทิ้งไป ๖ เดือน รวมกับ ๗ เดือน เท่ากับว่าประเทศเสียโอกาสไปกับ การบริหารงานของรัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์นี่ ๑๓ เดือนไม่ได้อะไรเลยครับ พอนึกขึ้นมาได้ ก็มีมติ ครม. ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เหมือนที่ผมบอกแหละครับ โง่อยู่ตั้ง ๗ เดือนคิดออกแล้วได้ตั้งงบประมาณชดเชยผลการขาดทุนการดำเนินงาน ในโครงการดังกล่าว ทีนี้แหละครับถึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาสักนิดหนึ่ง ก็คือมีการเข้ามา แทรกแซงซื้อยางพาราโดยกำหนดจุดรับซื้อ คราวนี้แปลกครับเป็นโรงงานยาง แล้วก็ให้ สถาบันเกษตรกรซื้อยางจากสมาชิกเอามาขายให้องค์การสวนยางตามจุดต่าง ๆ เหล่านี้ ในราคาคือยางแผ่นกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ยางรมควันกิโลกรัมละ ๑๐๔ บาท ไม่กล้าซื้อ ๑๒๐ บาท นี่จะเรียกว่าอะไรครับถ้าไม่เรียกว่าโกหกประชาชนอีก โครงการนี้บอกว่าใช้เงินไป ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ขอภาพต่อไปครับ ผมเปรียบเทียบให้ดูนะครับ ให้ดูความสำคัญที่ท่าน ให้กับยางพารา จำนำข้าวมูลค่าส่งออกปีละ ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้งบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยางพารามูลค่าส่งออก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ให้งบประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เศษเงินครับ ต่างกันราวกับฟ้าดิน ผมไม่ใช่ไม่เห็นด้วยที่จะไปช่วย ชาวนาครับ แต่ว่าไม่ใช่ไปช่วยปู้ยี้ปู้ยำ ไปแบ่งสันปันส่วนกัน ให้ช่วยก็ต้องช่วยจริง ๆ แต่ยางพารานี่มันเหมือนกับไปยกคนตัวใหญ่นะครับ ใช้แรงนิดเดียวมันจะยกได้อย่างไร ท่านประธานครับ ปรากฏว่าเขาก็เตือน เขาก็ติงว่ามันไม่ได้หรอก แต่ก็ยังทำเพราะว่า หวังอย่างอื่นครับ ถามว่าเอาเงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทมาใช้แล้ว โครงการเริ่มแล้ว ยางพารา ราคาดีขึ้นไหม ขอภาพต่อไปครับ เดือนสิงหาคมครับ ราคายางพาราอยู่ที่ ๗๐ กว่าบาท ถึง ๘๐ กว่าบาท ขอภาพต่อไปครับ เดือนกันยายนเหมือนเดิมครับ ๗๐ กว่าบาทถึง ๘๐ กว่าบาท เดือนตุลาคมครับ ๗๐ กว่าบาทถึง ๘๐ กว่าบาท เดือนพฤศจิกายนเดือนนี้ครับ หลุดแล้วครับ ๘๐ บาทไม่โผล่ให้เห็นอีกเลย ตอนนี้เหลือ ๗๐ กว่าบาทตลอดครับ เป็นอย่างไรครับ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ราคายางพาราตกต่ำตลอด อย่าว่าแต่จะถึง ๑๒๐ บาท ที่คุยโม้ไว้เลยครับ แค่คุ้มทุนก็เอาไม่รอดแล้ว สรุปก็คือโครงการนี้สูญเปล่า ราคายางพารา ยิ่งแย่ลง แต่ท่านประธานครับ ใครได้ประโยชน์เดี๋ยวรู้ครับ โครงการ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ของท่านนายกรัฐมนตรีมีความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประการครับ
ประเด็นที่ ๑ โครงการนี้ไม่ช่วยเหลือเกษตรกรที่ทำน้ำยางสด ช่วยแต่พวกทำ ยางแผ่น ขอภาพต่อไปครับ นี่ให้ท่านประธานได้เห็นนะครับ ท่านอาจจะไม่เคยเห็นบ้านท่านครับ คือจุดซื้อน้ำยางสดครับ ขอบอกท่านนายกรัฐมนตรีให้รับรู้ไว้ว่าเดี๋ยวนี้ชาวสวนยางพารา ๗๐ เปอร์เซ็นต์เขาทำน้ำยางสดมาขายกันแบบนี้ ตามจุดแบบนี้แล้วครับ แล้วโครงการ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทของท่านไม่รับซื้อยางแบบนี้ นี่เท่ากับว่าเกษตรกรชาวสวนยางพารา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ภาพนี้นะครับนี่เป็นจักรรีดยาง สมัยผมตัวเล็ก ๆ เด็ก ๆ นี่มีทุกบ้าน เพราะว่าเมื่อก่อนนี้เขาทำยางแผ่นหมดเลย แต่ตอนนี้ เขาทิ้งหมดแล้ว เป็นเศษเหล็กหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเกษตรกรที่ทำแบบนี้อยู่ เหมือนที่ผมบอก เหลือประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ถ้าจะมีสิทธิเข้าไปขายยางในโครงการ ต้องเป็นสมาชิกของสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร แต่ถามว่าใน ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้ส่วนใหญ่เป็นไหม ตอบได้เลยครับ ไม่ได้เป็น เพราะฉะนั้น คนส่วนน้อยอีกละครับ ใน ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้ที่มีโอกาสได้ไปขายยางพาราในโครงการ น้อยแล้วนะครับ แล้วคนที่ไปขายยางในโครงการได้ดิบได้ดีมากกว่าคนอื่นมากมายกระนั้นหรือ ก็ไม่ใช่ครับ ปรากฏว่าไปขายจะได้เงินเพิ่มมากขึ้นกว่าไปขายให้กับพ่อค้ายางประมาณ กิโลกรัมละ ๕ บาทเท่านั้นครับ จึงถือว่าโครงการ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทของท่านนี่นอกจาก ไม่เป็นธรรมแล้วยังให้ประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร คือแทบจะไม่ให้ประโยชน์เลยก็ว่าได้
ความไม่ชอบมาพากลประเด็นที่ ๒ ท่านประธานคงจำได้ ท่านประธาน มานั่งให้พวกเราหารือในช่วงหนึ่ง ท่านจำได้ไหมครับว่าจะมี ส.ส. หลายจังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ผมคนหนึ่งด้วยละครับที่หารือกับท่านประธานว่ากลุ่มเกษตรกรในหลาย ๆ จังหวัด ไปขายยางให้กับโครงการนี้แล้วไม่ได้เงินครับ ติดหนี้เขา ติดเงินเขา รัฐบาลติดเงิน กลุ่มเกษตรกร เป็นการบริหารที่ชุ่ยมาก ติดค้างอยู่ประมาณ ๒ เดือน เพิ่งจะเริ่มทยอยให้เงิน เมื่อกลางเดือนตุลาคมนี้เอง ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมเป็นหนี้เขามา อันนี้ผมก็ไม่รู้ว่า เงินไปไหนหมด แล้วใครที่ได้ประโยชน์ เดี๋ยวท่านประธานอาจจะรู้เมื่อฟังผมอภิปรายต่อไป ที่แน่ ๆ ก็คือกลุ่มเกษตรกรที่เอาเงินมาซื้อยางจากชาวสวนยางเขาซื้อจนหมด เอามาขายแล้ว ไม่ได้เงินก็จบกันสิครับ เขาก็ไม่มีเงินที่จะไปซื้อครั้งต่อไป ก็ใช้บริการได้ครั้งเดียว แถมยังไม่ได้เงินอีก แต่ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งครับท่านประธานครับ กลับไปแล้วไปซื้อต่ออีก แข็งใจไปซื้อต่ออีกจากกลุ่มเกษตรกร จากกลุ่มพี่น้องชาวสวนยาง ด้วยความเชื่อใจ ท่านนายกรัฐมนตรี เชื่อใจว่ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีคงจะทำโครงการนี้ต่อไป ไปซื้อเชื่อมาครับ ไปซื้อมาแล้วปรากฏว่าพอจะมาขาย ทีนี้เป็นอย่างไรครับ รัฐบาลเลิกซื้อแล้ว จุดซื้อทั้งหลาย จุดรับซื้อยางทั้งหลายหยุดรับซื้อตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน กลุ่มพวกนี้ ซื้อยางพาราไปแล้วจากพี่น้องชาวสวนยางเอามาขายเขาไม่ซื้อ ทำอย่างไร ชาวสวนยาง ก็ไปทวงเงิน ไปทวงทุกวัน ในที่สุดต้องตัดสินใจขายยางครับ ขายให้ใครครับ ก็ต้องขายให้พ่อค้า พ่อค้าเขาก็เก่งเขาก็รู้ครับพวกนี้ร้อนเงินเขาก็กดราคาซ้ำเข้าไปอีก ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ สถาบันเกษตรกร ๘๐๐ แห่งที่เขาเป็นแบบที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อกี้นี้ครับ รวม ๆ กันแล้วเขาขาดทุนไปกว่า ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ เขามาร้องเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีโปรดรับรู้ไว้ด้วยว่าที่เขาต้องเป็นแบบนี้เพราะเขาไม่คิดว่ารัฐบาลของท่าน จะเบี้ยวเขาหยุดรับซื้อยางครับ เขาจึงขาดทุนมากมายขนาดนี้ แล้วท่านจะเยียวยากลุ่มนี้ เขาอย่างไร แล้วเชื่อไหมครับว่าถึงวันนี้แล้วแม้จะมีมติ ครม. ออกมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ อนุมัติให้องค์การสวนยางกู้เงิน ธ.ก.ส. วงเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าอนุมัติมางวดแรกแค่ ๕,๐๐๐ ล้านบาทเองครับก็ยังซื้อไม่ได้ ที่ซื้อไม่ได้ก็เพราะเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ออกมาต้องเอาไปใช้หนี้อย่างไรครับที่ว่าเป็นหนี้เขาอยู่ และอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าตั้งแต่เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานยางแห่งหนึ่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชปรากฏว่าไม่มี บริษัทเอกชน บริษัทประกันภัย บริษัทไหนอีกเลยที่กล้ามารับประกันเงินในโครงการนี้ เพราะเขากลัวเสียแล้วครับ เขากลัวว่ายางเดี๋ยวไฟไหม้อีก เพราะว่าคนบางคนอยู่ที่ไหน ไฟลุกที่นั่นครับ จึงซื้อยางเพิ่มไม่ได้เพราะไม่มีโกดังเก็บ เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ แล้วจะให้ผมไว้วางใจอย่างไรล่ะครับท่านนายกรัฐมนตรี
ต่อไปคือความไม่ชอบมาพากลประเด็นที่ ๓ ครับ ที่อาจจะตอบประเด็นที่ ๒ ว่าเงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ออกมานี่มันหายไปไหนหมด ขอภาพต่อไปครับ รถพ่วงนะครับ รถพ่วงนี้ไม่ได้บรรทุกข้าว ไม่ได้บรรทุกหอมแดง ไม่ได้บรรทุกมันสำปะหลัง แต่บรรทุก ยางพาราครับ มาจอดรออยู่หน้าโรงงานที่เป็นจุดรับซื้อแห่งหนึ่ง แถวยาวครับ แต่อาจจะยาว ไม่เท่ากับหอมแดงของดอกเตอร์ศุภชัยเมื่อกี้ ตามปกติถามว่าโรงงานนี้ลูกค้าแน่นอย่างนี้ไหม ไม่หรอกครับ ไปวันนี้ก็ไม่เห็นภาพอย่างนี้หรอกครับ แต่นี่เขามาทำไมครับ เขามาเอาเงิน ในโครงการอย่างไรครับ นี่ก็อีกภาพหนึ่งให้เห็นว่าเป็นรถพ่วงจริง ๆ หยุดภาพไว้แค่นี้ก่อนครับ ผมได้เรียนแล้วนะครับว่าผู้ที่จะมาขายยางให้กับจุดรับซื้อต้องเป็นกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร แต่ถามว่ารถพ่วงเมื่อกี้เป็นรถของกลุ่มเกษตรกรใช่ไหม ไม่ใช่หรอกครับ ทุกกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดตรังจริง ๆ แล้วเขานี่แหละมาร้องเรียนผม เรื่องนี้ครับ เขาบอกว่าเขาไม่มีหรอกครับรถพ่วงอย่างนี้ อย่างดีเขาก็มีรถกระบะ รถหกล้อ มีอยู่กลุ่มหนึ่งรวยหน่อยมีรถสิบล้อก็เท่านั้นครับ ถ้าอย่างนั้นรถพวกนี้เป็นรถใคร เป็นรถของ นายทุนพ่อค้ายางครับ พ่อค้ายางที่เขาไปซื้อยางจากชาวสวนยาง จากพ่อค้าย่อยในราคาถูก ๆ แล้วก็นำมาขายในโครงการโดยสวมสิทธิ์กลุ่มเกษตรกร เห็นไหมครับยางพาราก็มีสวมสิทธิ์ ได้กำไรไปเหนาะ ๆ เลยครับ คันหนึ่งท่านประธานทราบไหมครับว่าหนักเท่าไร ๓๐ ตันนะ เพราะฉะนั้นได้กิโลกรัมละประมาณ ๑๕-๒๐ บาท ส่วนต่างระหว่างราคาทั่วไปกับราคา ในโครงการ ฟันกำไรกันไปเที่ยวหนึ่งต่อคันก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ บาทครับ แต่ท่านประธานครับลำพังพ่อค้ายางธรรมดาเขาไม่กล้าทำอย่างนี้หรอกครับ แต่พ่อค้ายาง พวกนี้มีผู้ยิ่งใหญ่ผู้มีอิทธิพลที่ใกล้ชิดกับคนในรัฐบาลนี้ร่วมมืออยู่ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมจะเรียนให้ท่านประธานทราบว่าการจัดตั้งสถาบันเกษตรกรเต็มไปด้วยความหละหลวม ถ้ากลุ่มก่อน ๆ กลุ่มเก่าแก่ กลุ่มสหกรณ์เก่า ๆ ผมยอมรับครับเขามีระบบระเบียบดี แต่กลุ่มที่เกิดใหม่นี่ครับ อย่างเช่นพอมีโครงการขึ้นมาก็มีการไปจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บางแห่งมีสมาชิกแค่ ๙ คนก็จดทะเบียนได้แล้วครับ กลุ่มอะไร เขากำหนดว่าต้องส่งรายงาน การประชุมกลุ่มเพื่อประกอบการจดทะเบียนและต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมอย่างน้อย ๒๕ คน บางแห่งปรากฏว่ามีคนเข้าประชุม ๑๐ คนก็ยอมให้ผ่านครับ มันช่างง่ายดาย เหลือเกิน และโดยเฉพาะเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๕ รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้เพิ่มกลุ่มชาวสวนยางที่สำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยางจัดตั้งขึ้นให้เข้าร่วม โครงการด้วย คราวนี้แหละครับเหมือนปล่อยผีเลย พวกพ่อค้ายาง พวกผู้มีอิทธิพล ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ใกล้ชิดกับคนในรัฐบาลของท่านส่งคนของตัวเองเข้าไปจดทะเบียนตั้งกลุ่ม แล้วก็เอาชื่อ กลุ่มเหล่านี้ละครับมาสวมสิทธิ์ขายยางในโครงการฟันกำไรกันเปรมไปเลยครับ ดูภาพต่อไปครับ ผมปิดเบอร์เดี๋ยวจะเอาไปแทงหวย แต่ดูจังหวัดสิครับอาจจะไม่ชัด แต่ผมจะบอกให้ว่าเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้คันอื่น ๆ ที่เป็นแถวยาว ต่างจังหวัดทั้งนั้นเลยครับ มีจังหวัดนครศรีธรรมราช มีจังหวัดพัทลุง มีจังหวัดกระบี่ ล้วนแต่ แห่มาขายครับ นี่แสดงว่าฟาดเงินในจังหวัดของตัวเองเรียบร้อยไปแล้วถึงมาเอาที่อื่นต่อ แล้วก็มาฟาดเสียเรียบตามเคย เงินในโครงการจะเหลือถึงเกษตรกรได้อย่างไรล่ะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เพราะว่ารถเหล่านี้ผมบอกแล้วว่าไม่ธรรมดาครับ มีผู้มีอิทธิพล มีผู้ยิ่งใหญ่หนุนหลังอยู่ครับ เพราะฉะนั้นมารออย่างนี้ถึงเวลาเขาเปิดรับซื้อเมื่อไรรถเหล่านี้ ได้เข้าก่อน มาถึงพร้อมกันกับรถของกลุ่มเกษตรกร รถพวกนี้เข้าขายได้ก่อน เพราะว่า เขาบอกว่าขู่เข็ญกรรมการรับซื้อได้ ถ้าเป็นรถของเกษตรกรธรรมดาต้องรอ บางคัน ๓-๔ วัน ถึงจะได้ขายยาง นี่คือขบวนการโกงกินที่ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องรู้ครับ เพราะท่านรู้ ทุกเรื่องอยู่แล้ว เห็นสมาชิกในสภาบอกว่าท่านเก่งเหลือเกิน ทำไมยังปล่อยให้เกิดขึ้นล่ะครับ แล้วผมจะไว้วางใจให้ท่านบริหารงานต่อไปได้อย่างไร
ประเด็นต่อไปครับ มติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ที่ให้มีการซื้อยางเก็บ ได้ระบุไว้ด้วยว่าให้พิจารณาถึงช่วงเวลาการเก็บและระบายสต็อกยางให้เหมาะสมมิให้เกิด ปัญหาเสื่อมสภาพด้วย เมื่อกี้หมอวรงค์ท้าให้ไปดูโกดังข้าว ดอกเตอร์ศุภชัยให้ไปดูโกดัง หอมแดง ผมก็อยากจะท้าท่านนายกรัฐมนตรีให้ไปดูโกดังยางกันบ้าง ขอภาพต่อไปครับ ห้ามถ่ายภาพยางครับ โน โฟโตกราฟ (No Photograph) ตลกไหมครับ ผมเคยเห็นป้ายแบบนี้ หน้าพิพิธภัณฑ์ที่เขาเก็บของสำคัญในประวัติศาสตร์หรือไม่ก็ของที่มีชิ้นเดียวในโลก แต่นี่มันยางพารานะครับ ยางของประชาชนด้วย ทำไมห้ามล่ะ เอาครับ พี่น้องประชาชน เขายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เขาก็เลยเข้าไปถ่ายรูปมาแล้วก็เอามาให้ผมครับ ขอภาพต่อไปครับ มิน่าเล่า นี่ครับเขาเรียกว่ายางลูกขุน ดูสิครับ วางระเกะระกะ ระเนระนาด ไม่เป็นระเบียบ ขอภาพต่อไปครับ เช่นเดียวกันดูสิครับ วางกองไม่เป็นระเบียบ นี่มันเป็นยางของประชาชน ขอภาพต่อไปครับ คือให้ดูของเขาสวย ๆ งาม ๆ ก่อนครับ ยางนี้แนะนำให้ท่านประธาน ได้รู้จักเรียกว่ายางลูกขุน เป็นยางรมควันที่เขาเอามาอัดแน่นแล้วก็ห่อแล้วก็ทาแป้งเรียบร้อย อันนี้ผมถ่ายมาจากโรงงานแห่งหนึ่งที่เขาดูแลดีนะครับ ดูสิครับว่าเขาวางเรียบร้อย ท่านประธานครับ ยางลูกขุนนี้ก้อนหนึ่งหนัก ๑๑๑ กิโลกรัม ภาพต่อไปครับ แต่มาดูยางลูกขุน ในโกดังของรัฐบาลบ้างสิครับ เห็นไหมว่าสีดำเต็มไปหมดเลย อันนี้คือรามันขึ้นแล้วครับ ภาพต่อไปครับ รามันลึกเข้าไป คนที่อยู่ที่เห็นเหตุการณ์เขาบอกว่ารานี่กินลึกเข้าไป ในเนื้อก้อนยางแล้วครับ นี่ละครับคือการเก็บรักษาทรัพย์สมบัติของพี่น้องประชาชน ก็เหมือนกับกรณีของข้าวแล้วก็หอมแดงครับ ท่านประธานครับ ลองถามท่านนายกรัฐมนตรีดู ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นประเทศจีน เป็นประเทศญี่ปุ่นเห็นยางอย่างนี้แล้วจะซื้อไหม ไม่มีใครซื้อ หรอกครับ เพราะมันขึ้นราหมดแล้ว มันแย่แล้วครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่า เขาเก็บยางเมื่อกี้ทั้งหมดอยู่ในโกดังแห่งนี้ ๗๒๒ ตัน ๗๒๒ ตันนี้ผมเอา ๑๑๑ กิโลกรัมไปหาร แล้วก็คงตกประมาณ ๖,๕๐๐ ก้อน ถ้าจะขายได้ต้องไปรื้อออกใหม่ ล้างเช็ดอย่างดี เสียค่าใช้จ่ายอีกเยอะ แล้วก็ไม่แน่ว่ามันจะดีเหมือนสภาพเดิมหรือเปล่า แล้วผมเชื่อว่า คงไม่ใช่ที่นี่แห่งเดียวที่ซื้อมาไว้ ๑๔๐,๐๐๐ กว่าตัน ไม่ทราบว่าตอนนี้เอาไปเก็บอย่างไรนะครับ ผมเชื่อว่าก็คงจะไม่ต่างจากอันนี้ละครับ เอาสักวันไหมครับ ไปเปิดโกดังดูกันให้ทั่วว่าตอนนี้ ๑๔๐,๐๐๐ กว่าตันมันเสียหายไปเท่าไรแล้ว ทรัพย์สมบัติของประเทศชาติที่ท่านบอก มีมติ ครม. ว่าจะดูแลให้ดี ท่านดูแลอย่างนี้นะครับ แล้วก็นี่คือทรัพย์สมบัติของ พี่น้องประชาชนจะขายได้หรือเปล่าก็ไม่ทราบครับ และแน่นอนยางพาราที่ท่านซื้อมาเก็บนี่แหละ จะสร้างปัญหาต่อไปในอนาคต เพราะว่าทุกคนในโลกเขาก็รู้ตอนนี้เรามีสต็อกยางพารา อยู่เท่าไร เพราะฉะนั้นผมเชื่อแน่ นักวิเคราะห์ทั้งหลายเขาเชื่อกันว่ายางพาราด้วยการซื้อ การทำงาน การจับกลไกตลาดจับจังหวะที่ผิดพลาดของท่าน เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะความไม่มีประสบการณ์ มีแต่การคุยโม้โอ้อวดอย่างเดียวของท่านทำให้เกิดอย่างนี้ เกิดขึ้นครับ มีอย่างที่ไหนมาซื้อมาแทรกแซงแล้วราคาไม่ขึ้น ตอนนี้ยางพาราเหลือบานเบอะ เลยครับ แล้วอย่างนี้อนาคตจะเป็นอย่างไรครับ แล้วขอบอกนะครับ อย่างอื่นเขามีจีทูจีกัน อันนี้ไม่มีหรอกครับจีทูจีอะไร ยังขายไม่ได้สักแผ่นหนึ่งครับยางพาราวันนี้ แล้วสภาพก็เสื่อม อย่างที่ท่านประธานได้เห็นนี่แหละครับ อนิจจาประเทศไทย ผมขอสรุปครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลของท่านไม่ให้ความสนใจ ไม่ให้ความสำคัญกับยางพารา ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลของท่านไม่มีฝีมือในการแก้ปัญหา ทำงานแบบไร้สมอง ไม่เข้าใจกลไกตลาดค้ายางพาราเลย ยิ่งทำงานยิ่งสะสมปัญหา ตอนนี้ยางพาราในสต็อก ของท่านนี่ละที่จะทำให้ราคายางพาราต่ำลงไปเรื่อย ๆ เพราะท่านทำงานไม่เป็น ท่านนายกรัฐมนตรีใช้เงินไปแล้วประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และที่กำลังรอจะใช้อยู่อีก ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการสูญเปล่าไม่ทำให้ราคายางพาราดีขึ้นเลย กลับลดลงไปเรื่อย ๆ เพราะแก้ปัญหาไม่เป็นและท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยางพารา แต่ปล่อยให้เงินที่มาใช้ในโครงการตกไปอยู่ในมือของพ่อค้านายทุนและผู้มีอิทธิพลที่มีความ ใกล้ชิดกับคนในรัฐบาลของท่าน นั่นคือปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ