วรงค์ ชี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบชาวนา ท้านายกฯ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม อธิบายโครงการรับจำนำข้าวโดยชี้แจงว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบกรณีชาวนาถูกเอาเปรียบจากนายทุนในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและระบายข้าว พร้อมท้าให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเข้าตรวจโกดังข้าวแบบผ่ากองเพื่อพิสูจน์ความเสื่อมสภาพของข้าวสาร และเสนอให้ถ่ายทอดสดโดยระบุว่าจะรับผิดชอบหากพบข้าวปกติแต่ไม่รับผิดชอบหากพบข้าวเสื่อมสภาพ วรงค์ เดชกิจวิกรม วิจารณ์การระบายข้าวของรัฐบาลโดยชี้ว่าแม้จะเปิดประมูลได้บ้างแต่ปริมาณต่ำและข้าวที่เหลือจากการประมูลส่วนใหญ่เสื่อมสภาพจนพ่อค้าไม่กล้าซื้อ พร้อมทั้งอธิบายหลักการจีทูจีว่าต้องชำระเงินผ่านรัฐบาลผู้ซื้อเท่านั้น และคัดค้านการขายข้าวจีทูจีราคาหน้าคลังที่ขัดต่อประเพณีการค้า รวมถึงระบุข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจสอบกระสอบบรรจุข้าวที่ไร้ความเคลื่อนไหวและเงื่อนไขการส่งออกข้าวผ่านเรือเล็กที่ไม่มีรายงานจากกรมการค้าต่างประเทศ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตปูพื้นสั้น ๆ นิดเดียว ท่านประธาน เพราะว่ารัฐมนตรีบางท่านยังเข้าใจผิดว่าโครงการรับจำนำของรัฐบาลชุดนี้ คือการรับจำนำข้าวเปลือก แล้วก็มีเพื่อน ส.ส. ได้พูดถึงเรื่องข้าวเหนียวแล้วบอกไม่ใช่ ซึ่งไม่จริงนะครับ รัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกเจ้า ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท มีข้าวเหนียวด้วยนะครับ แล้วก็มีข้าวพันธุ์หอมจังหวัด ข้าวหอมปทุมธานี หลายอย่างมาก แต่ที่เราพูดส่วนใหญ่จะเป็นข้าวเปลือกเจ้าทั่วไป ๑๕,๐๐๐ บาท ถ้ารัฐมนตรี บางท่านไม่เข้าใจบอกว่าไม่มีการรับจำนำข้าวเหนียวแสดงว่าไม่รู้จริงนะครับ ต้องขออนุญาต อธิบายให้เข้าใจด้วย ผมต้องขออธิบายในภาพรวมนิดหนึ่งเพื่อให้ท่านประธานได้เห็นภาพ ของโครงการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวโดยเฉพาะในขั้นตอนสุดท้าย ถ้าหลังจากที่ท่าน ได้รับฟังแล้วผมเชื่อว่าท่านอาจจะมีความรู้สึกอื้อฮือ ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่มาเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีปล่อยปละละเลยขนาดนี้เชียวหรือ เส้นทางทางเดินข้าวผมจะแบ่ง ออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือข้าว พี่น้องชาวนาเวลาเกี่ยวแล้วจากนามาที่โรงสี อันนี้คือ ตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒ เมื่อข้าวอยู่ที่โรงสีถูกสีเป็นข้าวสารภายใน ๗ วันก็เอาข้าวสารมาเก็บ ไว้ที่โกดังของรัฐบาล และส่วนที่ ๓ ก็คือขั้นตอนการระบายข้าว มีอยู่แค่นี้ครับท่านประธาน และเพื่อนผมได้พูดชัดเจนไปแล้วว่าในขั้นตอนที่ ๑ ที่ข้าวจากมือชาวนามาถึงโรงสี ชาวนาถูกโกง ชาวนาถูกเอาเปรียบ ทั้งความชื้น ทั้งตาชั่ง แล้วก็ทั้งสิ่งเจือปน และสิ่งที่พี่น้องชาวนา เจ็บหัวใจมากที่สุดก็คือการได้เงินช้า แล้วสิ่งเหล่านี้เพื่อนผมได้พูดไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ผม มีความรู้สึกว่าที่ผ่านมาจำได้ว่ามีคนพยายามบอกว่าชาวนาเป็นไพร่ และมีคนพยายามที่จะ บอกว่าขณะนี้มีอำมาตย์มาเอาเปรียบไพร่ กดขี่ไพร่ ผมอยากจะถามผ่านท่านประธานไปว่า เมื่อพี่น้องชาวนาเป็นไพร่เอาข้าวไปที่โรงสีซึ่งถือว่าเป็นโรงรับจำนำของทางรัฐบาล ตกลงใคร กันแน่ที่เอาเปรียบไพร่ครับ ตกลงเป็นนายทุนเอาเปรียบไพร่หรือว่าอำมาตย์เอาเปรียบไพร่ ผมแกล้งถามชาวนามีอำมาตย์ไหมไปเอาเปรียบไพร่ พี่น้องชาวนาบอกไม่รู้จัก พี่น้องชาวนา ก็บอกมีแต่โรงสี ผมบอกโรงสีนั่นแหละก็คือโรงรับจำนำของรัฐบาล ถ้ามีการเอาเปรียบชาวนา เกิดขึ้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบ และผมพูดได้อย่างเต็มปากว่าคนที่เอาเปรียบชาวนา ไม่มีอำมาตย์มีแต่นายทุนครับ ภายใต้การดูแลของรัฐบาลทุนนิยมสามานย์ด้วย เพราะถ้ารัฐบาลจริงใจจริง ๆ ปัญหาเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเวลาเกิดปัญหาทีมาท้าส่ง เอกสารที ท้าส่งข้อมูลที ท้าส่งทีมันจับได้ไม่กี่ราย แต่ในข้อเท็จจริงมันเกิดทั้งแผ่นดินครับ นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมสรุปครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเมื่อข้าวสีแล้วเป็นข้าวสาร เอาข้าวสารมาเก็บไว้ในโกดัง ของทางรัฐบาล มันมีตัวแปรที่เรียกว่าเซอร์เวเยอร์ขึ้นมาครับซึ่งท่านอาคมได้พูดไปแล้ว และท่านประธานทราบไหมครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นการเก็บข้าวสารเข้าโกดังรัฐบาลก็คือ ข้าวเสื่อมสภาพ เพื่อนสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ได้เอาหลักฐานมาแฉให้กับพี่น้องประชาชนได้เห็นว่า ขณะนี้ข้าวเสื่อมสภาพได้อยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งพื้นที่ภาคเหนือ พื้นที่ภาคกลาง แล้วก็พื้นที่ภาคอีสาน ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า ผมขอท้าท่านกลางสภาครับ ผมประกาศขอท้าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีด้วยครับ ไปตรวจโกดังข้าวด้วยกันครับ เพื่อบอกให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้ว่าขณะนี้ สมบัติของแผ่นดินที่เป็นข้าวสารมันมีสภาพอย่างไรบ้าง และด้วยเกียรติศักดิ์ศรีของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ถ้านายกรัฐมนตรีไปกับผม แต่ต้องตรวจแบบ หลักที่ถูกต้อง ไม่ใช่ตรวจแบบดีเอสไอหรือตำรวจ ไปถึงไปเจาะรอบนอกไม่ได้เจออะไรครับ มันต้องผ่ากอง ถ้าผ่ากองเข้าไปเหมือนกับผ่าเค้ก ให้ผ่าผ่านชั้นครีมจะเจอไส้ข้างใน นั่นแหละ คือข้าวเสื่อมสภาพ ผมจึงขออนุญาตย้ำกับท่านประธานว่าผมกล้าประกาศท้า ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีครับ ไปกับผมครับ ไปตรวจโกดังข้าวของทางรัฐบาล เอาสื่อมวลชนไปถ่ายทอดสดเลยครับ เพราะว่าเวลาจะรื้อโกดังประมาณสัก ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ กระสอบใช้เวลาหลายชั่วโมง แล้วเจาะ ถ้าเจาะเจอข้าวปกติผมรับผิดชอบครับ ท่านจะลงโทษอะไรผมก็ได้ ให้ผมลาออกจาก ส.ส. ผมกล้ารับเลยครับ ผมมั่นใจในข้อมูลที่ผมมีอยู่ ถ้าเจาะดูแล้วเจอของเสื่อมสภาพขึ้นมา ก็ให้ท่านนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเอาเอง อย่างน้อย พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะได้รู้สึกว่าไว้ใจรัฐบาลชุดนี้มาทำโครงการรับจำนำข้าว นึกว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ปรากฏว่าของเสื่อมสภาพอยู่ในโกดังรัฐบาลกระจัดกระจาย ไปทั้งประเทศ นี่คือประเด็นที่ ๒ ที่ผมถือว่าต้องการจะย้ำให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ

และประเด็นสุดท้ายนี่คือหัวใจครับ นั่นคือขั้นตอนการระบายข้าว ซึ่งผมถือว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเองพยายามทำให้พี่น้องประชาชนสับสน มันจึงเป็นข้อกังขาของ พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำงานอย่างหนัก ผมขอพูดการระบายข้าวของรัฐบาลอยู่ ๒ กรณี จริงอยู่รัฐบาลได้พูดถึงการระบายข้าวไว้ ๕ กรณี แต่ผมขอพูดแค่ ๒ กรณี

กรณีแรกที่พูดถึงก็คือการเปิดประมูลแบบทั่วไป ผมขออนุญาตให้กล้อง เข้ามาด้วยครับ รัฐบาลชุดนี้ได้เปิดระบายข้าวแบบทั่วไปถือว่าถูกต้องตามขั้นตอนทั้งหมด ๕ ครั้ง ครั้งแรกระบายไม่ได้ครับ และครั้งที่ ๒ ระบายได้ ๓๔,๓๐๐ ตัน ส่วนใหญ่เป็นพวกปลายข้าว ครั้งที่ ๓ ระบายไม่ได้ ครั้งที่ ๔ ครั้งนี้เป็นการประกาศใหญ่โตในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม รัฐบาลประกาศระบายข้าว เชิญพ่อค้ามาประมูล ๗๕๓,๐๐๐ ตัน ยิ่งใหญ่มากครับ แล้วต้องถือว่ารัฐบาลทำได้ดีครับ ผมชมครับ แต่ท่านประธานเชื่อไหมว่าในการประกาศ ๗๕๓,๐๐๐ ตัน มีพ่อค้าไทยมาซื้อ ๒๒๙,๐๐๐ ตัน คิดแล้วประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จุดที่น่าสนใจในครั้งนี้คือครั้งที่ ๔ ที่ประกาศใหญ่โต มีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่โตมาพร้อมกับ รัฐบาลชุดนี้คือบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ร่วมประมูลด้วย ถ้าท่านประธานได้มีโอกาส ไปอ่านบทความทุกคนวิเคราะห์ว่า บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด น่าจะกินรวบ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ กลายเป็นบริษัททั่ว ๆ ไปที่ได้ไป และครั้งสุดท้ายคือครั้งที่ ๕ เป็นการระบายข้าวหอมมะลิ ๕๘๐,๐๐๐ ตัน แต่ปรากฏว่ามีพ่อค้ามาซื้อเพียง ๕๗,๐๐๐ ตัน ดังนั้นในภาพรวม การระบายข้าวของรัฐบาล รัฐบาลขายไปได้ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ ตัน แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาล ไม่พูดครับ ในครั้งที่ ๕ มีพ่อค้าไม่มารับข้าวประมาณสัก ๒๐,๐๐๐ ตันเศษ ๆ ก็เหลือประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน เหตุผลที่ไม่มารับข้าวเพราะว่าไปตรวจรายละเอียดแล้ว ข้าวมันเสื่อมสภาพเยอะ ข้าวมันไม่ได้มาตรฐาน ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ก็ขนาดคนไทยด้วยกัน พ่อค้าไทย เวลารัฐบาลไทยประกาศระบายข้าวยังไม่ค่อยมีคนมาซื้อเลย เมื่อคนยังไม่ค่อยมาซื้อแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ต่างชาติจะมีใครกล้ามาซื้อ ผมจึงย้ำนะครับ ท่านประธานว่านี่เป็นเหตุผลที่ข้าวในรัฐบาลของประเทศเราขณะนี้มีของเสื่อมสภาพ ไม่ได้มาตรฐานกระจัดกระจายจนทำให้พ่อค้าไม่กล้ามาซื้อ

ประเด็นถัดมาที่ผมจะต้องพูดก็คือเรื่องจีทูจี แล้วเดี๋ยวเรื่องจีทูจีเป็นหนังยาว ซึ่งเมื่อถึงตอนไหนที่ผมต้องย้ำ ผมจะต้องบอกพี่น้องประชาชนว่าช่วงนั้นอย่าขยับไปไหน ขณะนี้ผมจะปูพื้นทั่วไปนิดหนึ่ง เป็นการให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าจีทูจีที่เราพูดถึง มันเป็นอย่างไร หลักการของจีทูจีก็คือการขายข้าวรัฐต่อรัฐ ซึ่งเป็นหลักการที่ดีและเป็นสิ่งที่ น่าภาคภูมิใจ รัฐบาลทุกรัฐบาลก็มีการขายข้าวจีทูจีมาตลอด ถือว่าเป็นเงื่อนไขของ ความร่วมไม้ร่วมมือกัน เหมือนเป็นราคามิตรภาพ ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวผมรัฐบาลจะขายจีทูจีในราคาเท่าไรผมไม่ว่า เพราะถือว่าเป็น ความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่หัวใจสำคัญคือเงินนั้นต้องเป็นเงินของรัฐบาลผู้ซื้อจ่ายตรง มาให้รัฐบาล ผู้ขายก็คือประเทศเรา นี่คือหลักการของจีทูจีทั่ว ๆ ไปครับ ผมขออนุญาต ขยายอีกนิดเดียวครับ ถ้าในขั้นตอนการขายข้าวแบบจีทูจีโดยทั่วไปเขาจะมีวิธีการขายอยู่ ๒ ราคา คือราคาเอฟโอบี (FOB) หรือราคา ณ ท่าเรือของประเทศไทยเรา สมมุติเราเป็น ผู้ขาย แต่ถ้าราคาซีไอเอฟ (CIF) ก็คือราคา ณ ท่าเรือของประเทศผู้ซื้อ ดังนั้นการขายข้าว จีทูจีจึงไม่ต้องมีการประมูล แล้วก็กรมการค้าต่างประเทศจะเป็นหน่วยราชการของรัฐ ที่ทำหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องนี้ หัวใจสำคัญผมต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ การชำระเงิน ต้องผ่านแอล/ซี (L/C) หรือเลตเตอร์ ออฟ เครดิต (Letter of credit) ที่รัฐบาลต่างประเทศให้มา นี่คือหัวใจนะครับ ดังนั้นผมจำเป็นต้องย้ำตรงนี้เพราะผมเกรงว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงเดี๋ยวจะขยายรายละเอียด พูดถึงจีทูจีเงินจะต้องเป็นเงินของรัฐบาลต่างประเทศ จ่ายมาที่รัฐบาลเรา ไม่ใช่ว่าจีทูจีนั้นเงินจ่ายผ่านบริษัทบริษัทหนึ่ง บริษัทนี่เอาข้าว ไปส่งให้แล้วเงินจ่ายผ่านบริษัทบริษัทหนึ่งอันนี้ไม่ใช่จีทูจี อันนี้เขาเรียกว่า ขายข้าวผ่านนายหน้า อยู่ ๆ วันดีคืนดีท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นทีมงานของ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าขายข้าวจีทูจี ๗.๓๒ ล้านตัน แล้วขณะนี้ส่งออกไปแล้ว ๑.๔๖ ล้านตัน ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วแถมมีคุยด้วยว่าได้เอาเงิน ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ไปชำระค่าข้าวให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หลายคนก็ออกมา ทักท้วง แต่ข้อความที่สื่อกับสาธารณชนคือเป็นการขายข้าวจีทูจีแบบราคา ณ หน้าคลัง เมื่อกี้ผมพูดราคาเอฟโอบีคือราคา ณ ท่าเรือของประเทศเรา ราคาซีไอเอฟราคา ณ ท่าเรือของประเทศผู้ซื้อ แต่วันนี้มีศัพท์ใหม่เป็นการขายข้าวจีทูจีราคา ณ หน้าคลัง เราอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในวงการค้าข้าวเขาบอกว่าตั้งแต่มีประเทศไทยมา ไม่รู้ตั้งแต่กี่ยุคไหนก็แล้วแต่ ๓๐-๔๐ ปี ๕๐ ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการซื้อขายข้าวจีทูจี ณ ราคาหน้าคลัง ส่วนใหญ่จะเป็น ณ ท่าเรือประเทศเรา หรือ ณ ท่าเรือประเทศเขา เพราะคงไม่มีรัฐบาลชุดไหนของประเทศไหนที่มีความรู้สึกว่าต้องมาขนข้าวเอง ไปปรับปรุง ข้าวเอง และดำเนินการเอง แล้วยิ่งมาเจอข้าวไม่ได้มาตรฐานในโกดังรัฐบาลเยอะแยะอย่างนี้ ไม่มีที่ไหนเขาทำ แต่รัฐบาลชุดนี้ทำครับ ซึ่งไม่ว่ากัน ถ้าสมมุติว่าจีทูจีที่รัฐบาลพูดเป็นจริง ในราคา ณ หน้าคลัง มันจะต้องเป็นแบบนี้ครับท่านประธาน ก็คือรัฐบาลจะต้องมีการ ทำสัญญาซื้อขายพวกนี้ไม่ต้องมีการประมูล แล้วจุดสำคัญที่สุดคือเป็นการซื้อขาย ณ ราคาหน้าคลัง กรมการค้าต่างประเทศเบิกของแล้วก็ให้บริษัทเอกชนที่รัฐบาลต่างประเทศ แต่งตั้งมา จุดสำคัญที่สุดคือเงินค่าชำระสินค้าต้องเป็นเงินจากรัฐบาลต่างประเทศ โอนผ่านแอล/ซีมายังรัฐบาลประเทศเรา นี่คือจีทูจีของจริงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมต้องพยายามอธิบายให้มันง่ายขึ้นแล้วผมต้องการจะย้ำว่าคำว่าจีทูจีนอกจากมันมี เอ็มโอยูเป็นพื้นฐานแล้วจะต้องมีสัญญาซื้อขาย เมื่อมีสัญญาซื้อขายแล้วของที่ส่งออกไป จะให้ใครส่งก็แล้วแต่เงินที่โอนมาจะต้องเป็นเงินของรัฐบาลที่ซื้อของเราผ่านแอล/ซีมายัง รัฐบาลของประเทศไทย ไม่ใช่ผ่านไปที่บริษัทเอกชนจึงเป็นจีทูจีของแท้ ผมจึงไม่แน่ใจว่า สิ่งที่อาจจะมีรัฐมนตรีบางคนพูด ความหมายท่านกับผมตรงกันไหม แต่ถ้าความหมาย ของท่านกับผมไม่ตรงกันเท่ากับว่าท่านเข้าใจผิดก็คือท่านจงใจโกหกประชาชน คำว่าจีทูจี จะต้องเป็นเงินของรัฐบาลต่างประเทศชำระมายังรัฐบาลของประเทศเราครับ แล้วท่านประธานจำได้ไหมว่าหลังจากมีข่าวนี้ขึ้นมาแล้ววงการต่าง ๆ มีกระแสข่าวมาเยอะว่า ไม่เชื่อรัฐบาลชุดนี้ว่ามีการขายข้าวจีทูจี ๗.๓๒ ล้านตัน แล้วส่งออกไปแล้ว ๑.๔๖ ล้านตัน เหตุผลที่ไม่เชื่อประเมินคร่าว ๆ ดังนี้

๑. เขาบอกว่าตรวจสอบวงการถุงบรรจุข้าวหรือกระสอบบรรจุข้าวปริมาณ เป็นล้าน ๆ กระสอบในวงการข้าวเขาตรวจสอบดูแล้วว่าไม่มีความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ นี่คือประเด็นที่ ๑ เขาถึงไม่เชื่อ

๒. ข้าวเป็นล้านตันเวลาบรรทุกลงเรือต้องใช้กองเรือเขาเรียกว่ากองเรือเล็ก หรือไลท์เตอร์ (Lighter) เป็นเรือเล็กเวลาบรรทุกข้าวเข้ามาต้องไปส่งเรือใหญ่ เพราะเรือใหญ่ เข้ามาไม่ถึงฝั่ง เขาบอกว่าตรวจสอบดูแล้วเงียบกริบเลยเขาบอกไม่มีคนติดต่อ นี่เงื่อนไขที่ ๒

เงื่อนไขที่ ๓ จากการตรวจสถิติการส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศ ในช่วง ๑๐ เดือนที่ผ่านมากรมการค้าต่างประเทศไม่เคยมีรายงานส่งออกข้าวจีทูจีครับ ก็คือไม่มีรายงานว่าเป็นข้าวรัฐบาล เขาบอกว่ามีแต่ข้าวเอกชน

แค่ ๓ ข้อนี้ข้อท้วงติงต่าง ๆ คนก็เริ่มรู้สึกว่าไม่เชื่อรัฐบาล แต่ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าหลังจากมีกระแสข่าวพวกนี้ข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศ เรื่องการส่งออกข้าวต่าง ๆ ถูกปิดครับ ทุกคนเช็กไม่ได้ ยิ่งถูกปิดทุกคนเช็กไม่ได้ยิ่งเป็นข้อกังขา และล่าสุดครับท่านประธาน บางครั้งคนโกหกเวลาพูดหลาย ๆ ครั้งมันจะเหมือนกันครับ ท่านประธานจำได้ไหมครับว่าเมื่อวันที่ ๒๑ ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า มาที่ทำเนียบรัฐบาล วันนั้นท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านได้มายืนเป็นสักขีพยาน ในการทำเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนในการซื้อขายข้าว แล้วก็มีเงื่อนไข บางอย่างที่ในวงการเขาหัวเราะเยาะรัฐบาล ซึ่งผมจะไม่พูดประเด็นนี้ แต่หลังจากที่ มีการเซ็นเอ็มโอยูเรียบร้อยแล้วปั๊บมีข่าวออกมาครับ ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เป็นความภูมิใจของรัฐบาลไทยที่บอกว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการเซ็นเอ็มโอยู ซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน ในขณะที่ก่อนหน้านี้เคยมีการขายข้าวกัน หลายรอบแล้วแต่ไม่มีการเซ็นเอ็มโอยูมาเลย มันก็เลยขัดแย้งกับเอกสารของทางรัฐบาล ท่านประธานครับ ในหน้า ๑๕ ถ้าได้อ่านนะครับ เขาก็เขียนไว้ชัดเจนว่าตั้งแต่ ๑ มกราคม เป็นต้นมาถึงวันที่ ๑๘ มีการทำเอ็มโอยู ๗.๓๒ ล้านตันกับ ๓ ประเทศ คือ ประเทศจีน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศโกตดิวัวร์ อย่างนั้นชื่อประเทศจีนในเอกสารฉบับนี้ ที่บอกมีการทำเอ็มโอยูกับที่เพิ่งเซ็นเมื่อวันที่ ๒๑ ที่บอกว่าเป็นครั้งแรกมันก็ขัดแย้งกันสิ ก็เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า มาเพิ่งมีการเซ็นแล้วบอกภูมิใจมาก เพิ่งเป็นการเซ็นเอ็มโอยูครั้งแรกกับประเทศจีน ขนาดค้าขายข้าวกันมาเยอะแล้วเพิ่งเป็น การเซ็นครั้งแรก แต่ในเอกสารฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่ามีการทำเอ็มโอยูกับทางรัฐบาลจีน ขายข้าว ๗.๓๒ ล้านตัน โกหก ดังนั้นสิ่งที่พวกผมต้องตรวจสอบ ผมต้องเอาความจริงมาแฉครับ จากนี้ไปที่อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านครับ ทุกคนจากนี้ไปไม่ต้อง ขยับไปไหนแล้วนะครับ สาระสำคัญเป็นการฉีกหน้ากากรัฐบาลครับ ที่พวกเราต้องทำงาน อย่างหนักในการหาข้อมูลเพื่อบ่งบอกว่ารัฐบาลชุดนี้โกหกพี่น้องประชาชน สมรู้ร่วมคิด ให้ประโยชน์กับคนใกล้ชิด ขั้นตอนจากนี้ไปผมจับความได้ว่าจีทูจีที่ท่านพูดไว้ ๑.๔๖ ล้านตัน รวมกับภาพรวม ๗.๓๒ ล้านตันนั้นโกหก ผมติดตามดูผมพบ ๒ บริษัทครับ เป็นบริษัทจีน ๑ บริษัท ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ทางรัฐบาลเคยพูดว่ารัฐบาลต่างประเทศแต่งตั้งบริษัทมา เพื่อมารับของมีเจอบริษัทจีน ๑ บริษัท และเจอบริษัทของคนไทยอีก ๑ บริษัทในการรับข้าว ของทางรัฐบาลในเงื่อนไขจีทูจีครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าทุกคนต้องใช้สติ และใช้สมาธิเหตุผลมันซับซ้อน เนื่องจากว่าผมจำได้ว่าตอนที่มีการตามเรื่องการซุกหุ้น เศรษฐียุคหนึ่งเอาหุ้นไปซุกกับคนขับรถ ซุกกับคนใช้กว่าจะตามต่อตัวละครแต่ละตัว ไปถึงเศรษฐีนี่ผมว่ามันใช้ความพยายามพอสมควร วันนี้รูปแบบเหมือนกันเป๊ะเลย ท่านประธานครับ ผมต้องกว่าจะต่อตัวละครแต่ละตัวจนกระทั่งมาเจอว่านี่คือบริษัท คนใกล้ชิดของทางท่านนายกรัฐมนตรีของทางรัฐบาลและเจอจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะว่าผมภูมิใจกับโทรศัพท์ของคนไทยหลายคนที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ถูก โดดเดี่ยว คนไทยที่ยังรักความเป็นธรรม รักประเทศชาติ ไม่ต้องการให้ประเทศชาติ ล่มจมเยอะ เขาจึงส่งข้อมูลมา ข้อมูลเรามาหลายสายครับ และสิ่งที่เราดีใจคือข้อมูล หลายสายนั้นมันตรงกันโดยบังเอิญ ท่านประธานดูนะครับ นี่คือบริษัทจากประเทศจีนครับ ที่ทางรัฐบาลได้พูดถึงมารับข้าวจีทูจีจากรัฐบาลไทย ชื่อว่าบริษัท จีเอสเอสจี อิมปอร์ต แอนด์ เอกซ์ปอร์ต คอร์เปอเรชัน ช้า ๆ นะครับ นี่คือชื่อบริษัทจากประเทศจีนเป็นหลักฐาน ให้ทุกคนจำไว้ ในขั้นตอนขายข้าวจีทูจี กรมการค้าต่างประเทศจะเป็นเจ้าภาพในการเบิกข้าว จากองค์การคลังสินค้าหรือ อ.ต.ก. แต่ส่วนใหญ่แล้วข้าวอยู่ในโกดังองค์การคลังสินค้า กรมการค้าต่างประเทศจะออกมาเป็นเจ้าภาพในการเบิกข้าว ดูต่อนะครับ บังเอิญชุดนี้เป็นเอกสารที่สมบูรณ์ที่สุด ครบชุดครับ เราได้เอกสารมาเยอะมาก บางชุดไม่สมบูรณ์ ขอกล้องเข้ามานะครับ ผมจะชี้ให้เห็นว่านี่คือเป็นเอกสารในการเบิกข้าว ของกรมการค้าต่างประเทศ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ข้าวชุดนี้เป็นปลายข้าวเอวันเลิศ หรือพวกปลายข้าว ปริมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เมื่อกรมการค้าต่างประเทศให้เบิกข้าว กรมการค้าต่างประเทศจะมีเอกสารมีหนังสือมาเบิกข้าวจากคลังขององค์การคลังสินค้า ตามเงื่อนไขจีทูจี ถ้าไม่ใช่จีทูจี บริษัทประมูลเสร็จเข้าไปรับของด้วยตัวเขาเอง อย่างเช่น ที่รัฐบาลเปิดประมูล ๗.๕๓ แสนตัน หรือประมูลไป ๕๗,๐๐๐ ตัน บริษัท ก รับประมูลได้ ก็ไปรับของด้วยบริษัทตัวเองก็จบไปถือว่าเป็นการประมูลแบบทั่วไป แต่ถ้าเป็นจีทูจีเมื่อไรปุ๊บ มันจะตัดขั้นตอน ตัดการประมูลทุกอย่างเพราะถือว่าเป็นการเจรจาตกลงราคาร่วมกัน กรมการค้าต่างประเทศจะมีบทบาทในการเบิกข้าว ครั้งนี้เบิกข้าวมา ๕,๐๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม หลังจากที่กรมการค้าต่างประเทศเบิกข้าว บริษัทจากประเทศจีนก็มารับข้าวจากกรมการค้า ต่างประเทศ นี่คือหลักฐานหนังสือของบริษัทจากประเทศจีนเป็นช่วงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมาเหมือนกัน ผมจำเป็นต้องขออนุญาตอ่านให้กับท่านประธานแล้วก็ พี่น้องประชาชนได้ฟัง จะได้เห็นภาพวิธีการทำงานที่ซับซ้อนของคนใกล้ชิดรัฐบาลในการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน เป็นอย่างไรบ้าง ในเอกสารฉบับนี้เขียนไว้ว่า ข้าพเจ้า บริษัท จีเอสเอสจี อิมปอร์ต แอนด์ เอกซ์ปอร์ต คอร์เปอเรชัน ตั้งอยู่ที่เมืองกวางเจา ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน โดยนายรัฐนิธ โสจิระกุล จดชื่อคนนี้ไว้นะครับ เดี๋ยวผมขยายความให้ฟังว่า เขาเป็นใคร โดยนายรัฐนิธ โสจิระกุล ผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท จีเอสเอสจี อิมปอร์ต แอนด์ เอกซ์ปอร์ต คอร์เปอเรชัน โดยมอบอำนาจให้กับนายนิมล รักดี จดชื่อคนนี้ไว้ อีกคนนะครับ เป็นผู้รับมอบอำนาจเมื่อสักครู่นี้ผู้มีอำนาจคือนายรัฐนิธ โสจิระกุล มอบอำนาจ ให้กับนายนิมล รักดี สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย อยู่ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ให้มารับมอบปลายข้าวเอวันเลิศ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กิโลกรัมตามเอกสาร ตลอดจนลงนามและ รับรองเอกสารที่เกี่ยวข้องแทนข้าพเจ้าได้จนแล้วเสร็จ การใดที่นายนิมล รักดี ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบ โดยถือเสมือนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำเองทั้งสิ้นเพื่อเป็นหลักฐานได้ลงลายมือชื่อและ พิมพ์ลายนิ้วมือไว้เป็นหลักฐานแล้ว ลงชื่อ นายรัฐนิธ โสจิระกุล ลงชื่อนายนิมล รักดี อาจจะจางนิดหนึ่งเนื่องจากเป็นภาพขยาย ประทับตราบริษัท คำถาม ถามว่าถ้าสิ่งเหล่านี้ เป็นบริษัทจากประเทศจีนเองเราต้องดูว่านายนิมลและนายรัฐนิธเป็นใคร ผมได้ติดตาม ตรวจสอบดูปรากฏว่านายรัฐนิธเป็นผู้มีอำนาจจากบริษัทจากประเทศจีน อายุประมาณ ๓๒ ปีครับ ผมดูแล้วบริษัทข้ามชาติทำธุรกิจเป็นพัน ๆ ล้านบาท เอาเด็กไทยอายุ ๓๒ ปี ไม่น่าเป็นไปได้ผมก็เลยสืบต่อ จากการสืบนี่คือบ้านของนายรัฐนิธ ท่านประธานเชื่อไหมครับ ว่าคนที่ทำธุรกิจเป็นร้อยล้านพันล้านบ้านเป็นอย่างนี้ ต่อนะครับ นี่เป็นอีก ๑ ภาพ ของบ้านนายรัฐนิธซึ่งทำธุรกิจเป็นร้อยล้านพันล้านในนามของบริษัทจากเมืองกวางเจา ประเทศจีน ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนไปทำสัญญาจีทูจีกับรัฐบาลไทย ปรากฏว่าสืบไปสืบมา มาจ๊ะเอ๋ครับท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงมาเจอว่านายรัฐนิธเป็นผู้เข้าเรียน หลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ ๖ ที่มีการอบรมเมื่อวันที่ ๑๑-๑๗ มิถุนายนที่ผ่านมาและจากการตรวจสอบไปที่สถาบันพระปกเกล้า รับรู้ว่านายรัฐนิธ เป็นนักศึกษาในหลักสูตรนี้ลำดับที่ ๓๖ นี่คือนายรัฐนิธครับ หลังจากเช็กไปเช็กมา เราจึงอ๋อเลยครับท่านประธาน ปรากฏว่านายรัฐนิธไม่ใช่ใครที่ไหน ชื่อเล่นว่าไอ้ปาล์มครับ คนที่ไปอบรมหลักสูตรผู้ช่วย ส.ส. ต้องวนเวียนอยู่ในสภาแห่งนี้ครับ พบว่าเป็นผู้ช่วย ส.ส. อันดับที่ ๓ ของคุณระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ภรรยาของคุณอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำเสื้อแดง ผมจำเป็นต้องเอ่ยนามครับเพราะว่าตามเอกสารที่ผมตรวจสอบที่สภา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลไทยขายข้าวให้กับรัฐบาลจีนผ่านบริษัทที่อ้างว่ามาจาก ประเทศจีน แต่คนที่มีอำนาจในการลงนามดำเนินการทั้งหมดคือไอ้ปาล์ม อายุ ๓๒ ปีครับ เป็นผู้ช่วย ส.ส. ของคุณระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยครับ แล้วท่านคิดว่ารัฐบาลจะขายข้าวให้คนอย่างนี้หรือครับ เราคิดด้วยสามัญสำนึกว่าถ้าเราเป็น รัฐบาลเราจะตรวจสอบบริษัทนี้ไหม เราจะตรวจสอบที่มาที่ไปของคนเหล่านี้ไหมว่าคนคนนี้ ควรจะขายข้าวไหม บังเอิญผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมครับท่านประธาน มีคนเอาข้อมูลบัญชีเงิน ของนายรัฐนิธ เลขที่บัญชี ๙๘๐-๗-๖๒๔๒๗-๔ ธนาคารกรุงไทย ข้อมูล ณ วันที่ ๑ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เดือนที่แล้ว นายรัฐนิธมีเงินอยู่ในบัญชี ๖๔.๖๓ บาทครับ นี่ครับท่านประธาน ๖๔.๖๓ บาท แต่เป็นผู้มีอำนาจจากบริษัทจากประเทศจีน รัฐบาลจีน มาติดต่อกับรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ยิ่งใหญ่มากเลยท่านประธาน แล้วท่านประธาน จะเชื่อไหมครับว่ารัฐบาลจะขายข้าวให้กับเด็กคนนี้ครับ สามัญสำนึกของเราเหมือนกันครับ ไม่เชื่อ สืบต่อครับท่านประธาน เราตามต่อไปจนพบว่านายรัฐนิธได้มอบอำนาจในการซื้อข้าว ของลอตรัฐบาลจีทูจีนี้ให้กับนายนิมล รักดี ตามไปพบว่านายนิมล รักดี เป็นคนจังหวัดพิจิตร อยู่ที่อำเภอบางมูลนาก ช่วงนั้นพวกผมก็เดินทางไปหลายพื้นที่ครับเพราะเรารู้ว่าเรื่องข้าว มีอะไรไม่รู้ดีเท่ากับเถ้าแก่โรงสี แล้วก็ทางพวกกลุ่มพ่อค้าส่งออก เขาก็บอกว่าไอ้คนนี้หรือ นิมลนี่เขาเรียกว่าเสี่ย ถ้าโกดังแถวภาคกลางเขาเรียกว่าเสี่ยโจ เสี่ยโจนี่เป็นคนใกล้ชิดกับ เสี่ยเปี๋ยง เสี่ยเปี๋ยงเป็นใครผมก็ไม่รู้จักตอนนั้น เขาบอกว่า อ้าว คุณไม่รู้จักบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด หรือครับ แต่ก่อนคือเจ้าของบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด สมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคนผูกขาดการส่งออกข้าวรายใหญ่ ในยุคนั้น วันนี้แปลงร่างมาเป็นบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เขาบอกไอ้โจนี่คือมือขวา ของเสี่ยเปี๋ยง เขาบอกผมอย่างนี้ครับ ผมก็มีความรู้สึกว่าถ้าผมจะมาพูดอย่างนี้ลอย ๆ ในสภา มันไม่ได้ครับท่านประธาน ต้องเป็นการสืบค้นข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงให้เห็นได้ว่าใช่แน่ว่า นิมล รักดี หรือไอ้โจนี่เป็นคนใกล้ชิดของเสี่ยเปี๋ยงหรือคนของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เจอจริง ๆ ครับท่านประธาน นี่คือหนังสือของสำนักงาน ป.ป.ช. ป.ป.ช. ได้ชี้มูลนายโจ หรือนายนิมล รักดี เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒ เพิ่งแค่ประมาณ ๓ ปีที่ผ่านมาครับ ป.ป.ช. ชี้มูลนายนิมล รักดี ว่าเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวตอนปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ถามว่าตอนปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ เป็นอย่างไร ก็คือตอนที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นในนามของบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ ถ้าชื่อเต็มคือบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ก็เท่ากับว่ามีการโกงมาตั้งแต่ยุคโน้นเลยครับ ยุคปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ตอนนั้นเท่าที่อ่านสำนวนดูเป็นการโกงเอาข้าวเก่ามาเวียนเทียน แล้วท่านประธานคงจำได้นะครับ เมื่อกี้ท่านประเสริฐได้พูดแล้วว่าบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ยิ่งใหญ่มากตอนยุคทักษิณ ประมูลข้าวทีหนึ่งประมาณ ๑.๗๘ ล้านตัน ผูกขาดการส่งออกข้าวรายเดียว และแล้วแก๊งสยามอินดิก้า ซึ่งแปลงร่างจากบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัดครับ ผมขออนุญาตทวนนิดหนึ่งว่าบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด มาล้มตอนปี ๒๕๕๐ หลังจากการปฏิวัติ ก่อนหน้านั้นเสี่ยเปี๋ยง ได้จดทะเบียนตอนปี ๒๕๔๗ ในนามของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ดังนั้นบริษัท เพรสซิเดนท์ อะกริ หรืออะกริ เทรดดิ้ง จำกัด กับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จึงเป็นบริษัทเดียวกันครับ แล้ว ณ วันนั้นตอนที่ ป.ป.ช. ชี้มูล นายนิมล รักดี ก็ชี้มูลในข้อหาทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ตอนปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ เรื่องนี้ยังอยู่ใน ป.ป.ช. อยู่ ผมจึงถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ รัฐบาลอ้างจีทูจีจากประเทศจีน ที่แท้ยอมไปหาหัวบริษัทประเทศจีนมา ๑ บริษัท ขายข้าวให้กับ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด แล้วขายให้กับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เล่นขายในรูปแบบนี้ ท่านประธาน ถ้าเป็นการประมูลแบบทั่วไปพวกผมก็ไม่ต้องไปตรวจสอบอะไรเพราะมีการ แข่งขันตามปกติ แต่เอาจีทูจีมาอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการประมูล ตกลงราคาได้อย่างตามใจชอบ ส่วนต่างเท่าไร รวยกันไม่รู้เท่าไรแล้วครับ ผมคุยกับคนในวงการเขาบอกว่า โอย ต่ำ ๆ กระสอบละ ๓๐๐ บาท พวกเราอาจไม่เข้าใจว่าข้าวกระสอบหนึ่ง ๑๐๐ กิโลกรัม ถ้าเป็นข้าวสารทั่วไปกระสอบละ ๑,๗๐๐ บาท อย่างปลายข้าวประมาณ ๑,๕๐๐-๑,๕๕๐ บาท ถ้าส่วนต่าง ๓๐๐ บาท ตันละ ๓,๐๐๐ บาท ถ้า ๗.๓๒ ล้านตันเอา ๓,๐๐๐ คูณก็เป็น ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเขาบอกว่ามากกว่านั้นเพราะว่าข้าวมีหลายลอต แล้วคำถามถามว่าข้าวที่บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด โดยไอ้ปาล์มกับไอ้โจซื้อไปเอาไปไหนครับ นี่คือโกดังของโรงสีเพรสซิเดนท์ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ข้อมูลได้รับการยืนยันว่าข้าวลอตเหล่านี้ เมื่อซื้อเสร็จแล้วผ่าครับ ของเพื่อนผมที่ฉายไปนี่เขาซื้อเป็นกระสอบแล้วไปเปลี่ยนกระสอบ แต่เฉพาะโกดังนี้เขาเรียกเป็นบัลค์ (BulK) บัลค์ไม่ต้องใช้กระสอบ เก็บเอาข้าวไปเทเก็บเลย เขาผ่าใส่หลังรถบรรทุกแล้วเอาข้าวมาเทเข้าบัลค์ เวลาเทเสร็จแล้วมันจะมีระบบ ในการเก็บข้าวที่โรงสีเพรสซิเดนท์ครับ โอ้โฮ นี่กินทั้งขึ้นทั้งล่องครับท่านประธาน แล้วจาก การตรวจสอบข้อมูล ผมตรวจสอบข้อมูล เอกสารมันมาหลายทางแล้วมันตรงกันหมด ปรากฏว่าในโกดังที่จังหวัดนครสวรรค์แห่งหนึ่งขายข้าวให้กับบริษัท เพรสซิเดนท์ในนาม ของจีทูจีช่วงวันที่ ๕ พฤษภาคมถึงวันที่ ๑๖ กรกฎาคมทั้งหมด ๔๑๒,๒๒๐ กระสอบครับ เฉพาะโกดังนี้โกดังเดียว แล้วในวงการเขาบอกว่าหลายโกดังมากที่โรงสีเพรสซิเดนท์ หรือบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ณ วันนี้เข้าไปจัดการตามใจชอบ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมไม่เข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ท่านคิดอย่างไรบ้าง เพราะจำได้ว่าท่านเป็นคนพูดเองว่า เรื่องจีทูจีท่านได้เห็นสัญญา เห็นเอกสาร ก่อนที่จะเอาอีกบริษัทหนึ่งมาเปิดเผย ขออนุญาต เอาคลิปที่ผมเตรียมไว้ช่วยฉายให้กับทุกท่านได้เตือนความทรงจำด้วยครับ ขออนุญาต เปิดคลิปด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)

“…………… : คือต้องเรียนว่าวิธีการขายจีทูจีอย่างที่เรียนว่าอันนี้เป็นตัวเลขขาย ที่มีสัญญา แต่ว่าในการส่งมอบนั้นก็จะรับรู้เงิน เพราะฉะนั้นการรับรู้เงินก็จะทยอย การส่งมอบ ซึ่งจากข้อสัญญาก็จะมีการส่งมอบจนจบสิ้นปี ดังนั้นการที่จะเห็นตัวเลขปิด ก็คือต้องรอตัวเลขส่งมอบนะคะ”

“…………... : ประเทศอะไรบ้าง”

“…………... : หลายประเทศ อย่างในกลุ่มอาเซียนก็มีนะคะ”

“…………... : ธุรกิจของการซื้อขาย”

“.............. : เป็นเอ็มโอยูค่ะ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบค่ะ”

“…………… : เป็นเซล คอนแทรคท์”

“.............. : เป็นเอ็มโอยูหรือเป็นสัญญาซื้อขายครับ”

“……………. : เป็นสัญญาซื้อขายครับ ไม่ใช่เอ็มโอยู”

“............... : กี่สัญญาครับ”

“............... : ๖ สัญญาครับ ผมชี้แจงไปแล้วนะครับ”

ท่านประธานที่เคารพครับ คลิปนี้ เป็นคลิปที่ยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรีร่วมรับรู้กับรัฐมนตรีในการขายข้าวจีทูจี ๑.๔๖ ล้านตัน ที่ส่งไปแล้ว และส่วนที่เหลืออยู่อีกประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันเศษ ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ นายกรัฐมนตรีปฏิเสธไม่ได้เลยในการที่จะไม่รับผิดชอบในการระบายข้าวลอตจีทูจีลอตนี้ นายกรัฐมนตรีโกหก ใครปฏิเสธบ้างว่านายกรัฐมนตรีไม่โกหก ผู้นำประเทศ หมายเลข ๑ โกหกคนไทยทั้งประเทศจะอยู่ได้อย่างไรครับ ผมเชื่อว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสเจอ ท่านบารัก โอบามา ในช่วงที่ท่านโอบามามา ถามว่า เอ๊ะ ถ้าฉันเป็นนายกรัฐมนตรีเบอร์ ๑ ถ้าฉันโกหกไปแล้วฉันจะทำอย่างไรดี ใช้เสียงข้างมากช่วยได้ไหม เสียงข้างมากไม่ควรจะช่วย การโกหกได้ มันเป็นสำนึกของนักการเมืองถ้าคุณตั้งใจโกหกประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรี โกหกประชาชนครับ แล้วขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ร่วมรู้เห็นเป็นใจในการเอื้อให้กับบริษัท ผู้ใกล้ชิด ซึ่งเดี๋ยวผมจะโยงให้ดูว่าบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ใกล้ชิดกับพวกท่านอย่างไรบ้าง และสำคัญที่สุดคือต้องการหลีกเลี่ยงการประมูล เพราะถ้าหลีกเลี่ยงการประมูลแล้วก็จะได้ ราคาพิเศษ ผมให้ดูบริษัทที่ ๒ ครับ เมื่อกี้เป็นบริษัทจีน ต่อไปนี้เป็นบริษัทชื่อคนไทยครับ