ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เสนอแนวคิดการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา โดยการซื้อยางนําราคาในตลาดที่มีเป้าหมาย ๑๒๐ บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีที่มาจากข้อเสนอของเกษตรกรในจังหวัดสงขลา และได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยเขาอธิบายสถานการณ์ราคายางพาราและมาตรการของรัฐบาลในการรับมือ และระบุว่าเขาทำงานตามที่รัฐบาลกำหนด และพยายามแก้ไขปัญหาโดยใช้ความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้ทําหน้าที่ตอบกระทู้ถามสดนี้ ด้วยความเคารพท่านสมาชิกผู้ปฏิบัติหน้าที่ แล้วขอแสดงความชื่นชมที่ท่านห่วงใย ในสถานการณ์ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าห่วงใยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ชาวยางพาราทั้งระบบ แต่ขออนุญาตเรียนข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนเพื่อความเข้าใจ ตรงกันในบางประการนะครับ กรณีท่านหยิบยกข่าวสารจากสื่อมวลชนซึ่งวิธีการใช้คํา ใช้ภาษาก็แลดูหวือหวาก็เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ เข้าใจได้ แต่เนื้อแท้ข้อเท็จจริง ผมได้พูดแล้วในสภานี้เมื่อคราวเสนอร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาว่าโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพ ราคายางพาราโดยการซื้อยางนําราคาในตลาดให้มีเป้าหมาย ๑๒๐ บาทต่อกิโลกรัม มันมีที่มา ก่อนที่ผมจะมารับหน้าที่ มีการชุมนุมเรียกร้องสถานการณ์ราคายางของพี่น้องชาวสวนยาง ที่อําเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาเมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๔ รัฐบาลก็เข้าไปเจรจา เข้าไปรับทราบข้อมูล แล้วก็มีการประชุมกันในคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติในเวลานั้น มีเรื่องที่นําเสนอโดยตัวแทนเกษตรกรซึ่งอยู่ในที่ประชุมบอกว่าให้รัฐบาลออกโครงการมา โดยให้มีเป้าหมายราคายางที่ ๑๒๐ บาท ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางนี้ก็นําเสนอต่อไปยัง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่เรื่องนี้เข้า ครม. นั่นแหละครับเป็นวันแรกที่ผมทําหน้าที่รัฐมนตรี สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) พรเทพ ๒๓/๒ เพราะฉะนั้นมติ ครม. เรื่องนี้จึงออกมาพร้อม ๆ กับการปฏิบัติหน้าที่วันแรกของผม สื่อมวลชน เขาก็ถามว่าโครงการนี้ไปมาอย่างไร เป้าหมายแบบไหน ผมก็อธิบาย จึงไม่ใช่เรื่องว่า ผมมาเป็นรัฐมนตรีแล้วประกาศจะเสกราคายางเท่านั้นเท่านี้ ตัวเลข ๑๒๐ บาทนี่ ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่อยู่ ๆ ผมมาแล้วพูด แต่เป็นตัวเลขที่มีความเป็นมาเช่นนี้อย่างที่ได้เรียนแล้ว
ประการต่อมานะครับ เป็นความจริงที่ท่านบอกว่าราคายางพาราในปี ๒๕๕๔ เป็นตัวเลขอย่างที่ท่านว่า ในครึ่งปีแรกก็เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลชุดที่แล้วบริหารประเทศอยู่ แต่ถ้าดูตัวเลขกันให้ชัดในปี ๒๕๕๒ ทั้งปีซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วก็บริหารประเทศอยู่ ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรบอกว่าราคายางแผ่นดิบสูงสุดอยู่ที่ ๘๓.๖๕ บาท ในเวลา ๑ ปี ที่ท่านบริหารอยู่ก็แน่นอนครับต้องใช้เวลา เพราะสถานการณ์ราคายางนี่ผูกติดกับ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งเรื่องนี้ผมยอมรับและผมแน่ใจว่าท่านก็เข้าใจ ปี ๒๕๕๓ ราคายางขยับตัวสูงขึ้นนี่เป็นข้อเท็จจริง แต่แนวโน้มปี ๒๕๕๔ ตั้งแต่ต้นปีถ้าดูตัวเลข เดือนต่อเดือนแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องมาจนถึงปลายปี ที่ผมพูดเช่นนี้ไม่ได้มีเจตนา ตอบโต้ใด ๆ สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ธมนธรณ์ ๒๔/๑ เพียงแต่ว่าต้องอธิบายข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนเพื่อประกอบความเข้าใจ ทีนี้ถามว่าเรากําลัง ทําอะไรกันอยู่กับสถานการณ์นี้ รัฐบาลกําลังขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวนี่นะครับ ผมก็รับงานมาทําจากสิ่งที่เขาได้หารือตกลงกันก่อนที่เข้ามารับตําแหน่ง ขณะนี้ก็มี การประกาศราคารับซื้อยางพาราทุกประเภท เอาที่ยางแผ่นดิบชั้น ๓ ก็ ๑๐๐ บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น ๓ ก็ ๑๐๔ บาทต่อกิโลกรัมแล้วก็กําลังดําเนินการอยู่ ผมประชุมหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นระยะ เมื่อวานนี้ก็กําชับให้ไปขยายจุดรับซื้อ กําชับให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ใกล้ชิดกับประชาชนเพื่ออธิบายสถานการณ์แล้วก็อํานวยความสะดวก ให้สามารถเข้าถึงโครงการ แน่นอนที่สุดว่ามาตรการนี้เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ สําหรับการรับมือหรือแก้ไขปัญหา ผมก็ใช้กลไกความร่วมมือของ ๓ ประเทศ ประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ซึ่งนายกรัฐมนตรีทักษิณได้เคยบุกเบิกเอาไว้ ให้หน่วยงานเขาพูดคุยกัน ประเทศอินโดนีเซียตระหนักถึงสถานการณ์เหมือนเราครับ ฯพณฯ รัฐมนตรีของประเทศอินโดนีเซียที่ดูแลเรื่องนี้ให้สัมภาษณ์จาการ์ตาโพสต์ชัดเจนว่า ราคายางพาราก็อยู่ในภาวะที่น่าห่วงใยแล้วกําลังอยู่ระหว่างตกลงมาตรการร่วมกัน ซึ่งก็คงจะ มีคําตอบในเร็ววันนี้ ก็เรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกนะครับว่าเมื่อได้รับมอบหมาย ให้ทําหน้าที่ผมก็ทําเต็มกําลังแล้วก็ใช้ทุกกลไกทุกเครื่องมือ แล้วก็เปิดโอกาสให้พี่น้องเกษตรกร ตลอดจนภาคประชาชนเขามีส่วนร่วม เมื่อปรากฏว่าสถานการณ์มันยังไม่ดีขึ้นก็พูดกัน ตรงไปตรงมาว่าก็ต้องพยายามกันต่อไป แล้วหวังใจว่าทุกคนทุกฝ่ายที่ดูแลบ้านเมืองกันอยู่ ในเวลานี้ก็จะได้ร่วมด้วยช่วยกันในสถานการณ์นี้ครับ ขอบคุณครับ