สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๙ สิงหาคม ๒๕๕๕

นิยม ช่างพินิจ พูดถึงปัญหาการปลูกข้าว โดยเฉพาะโครงการรับจํานําข้าว โดยกล่าวว่า กรอบระยะเวลาของโครงการนี้อาจจะล่าช้าและไม่เหมาะสม เนื่องจากข้าวปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม และถ้าเริ่มโครงการในเดือนตุลาคม จะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ทัน นอกจากนี้ ยังพูดถึงปัญหาความชื้นของข้าว และการขาดความเป็นธรรมในการจํานําข้าว

นายนิยม ช่างพินิจ พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย สิ่งที่ท่านเรียนผมเข้าใจครับว่า กรอบระยะเวลาของรัฐบาลเองกับการเพาะปลูก แต่ผมก็คิดว่าคงเป็นเพียงแค่ ๑๗ จังหวัด คือพื้นที่ที่เป็นพื้นที่พิเศษ อย่างที่ผมได้หารือแล้วก็ได้สอบถามท่านตลอดนะครับ แต่ประเด็น อยู่ที่ว่าถ้าเรากําหนดวันที่ ๑ ตุลาคม ผมกลัวว่ามันจะล่าช้าไป ก็ฝากบอกท่านประธาน ผ่านถึงรัฐมนตรี สาเหตุที่ผมบอกว่าล่าช้าไปเพราะว่าเขาเริ่มปลูกในเดือนพฤษภาคม เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม ข้าวอย่างเก่งก็ ๔ เดือน เพราะฉะนั้นในช่วงเดือนกันยายนเขาเก็บเกี่ยวแล้ว เขาก็ต้องเอาข้าวไปเก็บไปฝากไว้ที่ไหน ที่ต้องเอาไว้แล้วครับ ทีนี้ผมกลัวว่าจะล่าช้า แต่ผมเข้าใจครับที่ท่านรัฐมนตรีตอบว่ามันจะมาขัด กับตรงที่ว่าโครงการนาปรังเริ่มมาหยุดที่เดือนกันยายน มันจะมาซ้อนกันตรงนี้ครับ ผมเข้าใจในปัญหาแต่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ว่าถ้าเราไปเริ่มเดือนตุลาคมจะมีปัญหาในเรื่องของ ตรวจสต็อก (Stock) ก็ดี อะไรก็ดีนะครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สําคัญ ท่านประธานครับ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกใบรับรอง ผมได้มีโอกาสไปมอบใบรับรองให้กับ พี่น้องเกษตรกร สิ่งที่สําคัญเลยพี่น้องเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวข้าวในช่วงของเดือนมิถุนายน ที่เขาเอาข้าวไปขายในโรงสีบ้าง หรือเอาไปฝากโรงสีไว้ หรือส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝากบ้างขายสดนี่ เขาพูดมาด้วยน้ําตาใส ๆ เลยลึกซึ้งมาก เขาบอกว่าข้าวเขาขายไปหมดแล้วแล้วใบรับรองเพิ่งได้ ผมก็บอกเขาว่าลองประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สิยกเลิกได้ไหมใบรับรองนั่น ก็มีหลายคนพร้อมที่จะยกเลิกแล้วก็ไปหาวิธีเพาะปลูกใหม่ เพราะทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐบาล จะช่วยเหลือเขานี่ต่อปีต่อราย ต่อแปลง ช่วยเหลือคือปีละ ๒ รอบด้วยกัน ตรงนั้นเองนะครับ นี่ก็เหมือนกันผมก็กลัวจะเป็นปัญหาอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญ คําถามต่อมา นี่เป็นเทคนิคนะครับ อาจจะเป็นวันนี้วิพากษ์วิจารณ์กันมากในพื้นที่ โดยเฉพาะที่ผ่านมา สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ปัทมา ๒๐/๒ โครงการรับจํานําเรากําหนดกรอบจํานวนก็คือว่า ๖๙๑ กิโลกรัมต่อไร่ ๖๙๑ กิโลกรัมต่อไร่ คือข้าวที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์หรือความชื้นสแตนดาร์ด (Standard) แต่พี่น้องเอาข้าว ไปจํานํา ความชื้น ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์บ้างอะไรบ้างแล้วนะครับ เพราะเฉลี่ยแล้วได้ตกประมาณ ๘๐ ถัง แต่เมื่อครั้งที่แล้วเราได้รับการอนุโลม ถ้ายืนยันว่าเกษตรกรนั้นบอกว่าเป็นข้าว ของเกษตรกรจริง ยืนยันก็จะบวกให้อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ตกอยู่ที่ไร่ละประมาณ ๑ ตัน แต่วันนี้ ไม่ชัดเจน ตอนนี้ของกระทรวงพาณิชย์ไม่ชัดเจน ไม่มีตัวบวกที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น มันก็ได้แค่ ๘๐ ถัง ๘๐๐ กิโลกรัม เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนถามแล้วก็อยากจะฝากไว้ว่า ถ้าเป็นอย่างมติตัวเก่า โดยเฉพาะว่าถ้ายืนยันจริงเกษตรกรมาเซ็นรับรอง แล้วมีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเซ็นรับรองว่าเป็นข้าวเขาจริงก็ควรจะให้เขา แล้วผมเชื่อว่าที่ทําได้ไร่ละ ๑ ตันนี่ มีไม่กี่รายหรอก ก็ขอฝากไว้ ประเด็นต่อมาคือว่าสิ่งที่สําคัญเลยมีเพื่อน ๆ ส.ส. ฝากกันมากมาย โดยเฉพาะ ส.ส. พัฒนา ที่จังหวัดสกลนครก็บอกว่าเดี๋ยวนี้โรงสีที่จังหวัดสกลนครที่เปิดรับ มีไม่เท่าไรหรอกครับ แล้วเรื่องการเอาข้าวไปโรงสี แล้วเรื่องความชื้น เรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรม อะไรอย่างนี้มันยังมีปัญหาอยู่ก็ฝากท่านประธานไปถึงรัฐมนตรี อย่างคําถามผมก็คือว่า เรื่องจํานวนต่อไร่ต่อถัง แล้วประเด็นต่อมา วันนี้คําวิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องเกษตรกร เขาบอกว่ากําหนดวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ เพราะว่านโยบาย ของรัฐบาลบอกว่าเราจํานําทุกเมล็ด ผมก็ว่าไม่น่าจะมาเกี่ยวกับทางวงเงิน แล้วก็คง ไม่เกี่ยวกับจํานวนต่อไร่ต่อถังหรอกครับ เพราะเมื่อก่อนนี้โครงการประกันรายได้เขาแบ่งซอย พื้นที่ไปหมดแล้วเช่นแปลงละ ๓๐ ตัน แปลงละ ๓๐ ตันก็ไล่เกลี่ยกันไป ๓๕ ไร่โดยเฉลี่ย แต่ตอนนี้พอรู้ว่าเป็นโครงการรับจํานําเขาเอามารวมกันแล้วครับท่านประธาน เอามารวมกัน แปลงหนึ่งก็ขายได้ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๖๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐ ตัน ๖๐ ตันตรงนี้ ผมยังอยากว่า นโยบายของโครงการรับจํานํานี่จํานําทุกเมล็ดก็ยังอยากให้เป็นเหมือนเดิม สผ ๓/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๒๑/๑ สิ่งที่ผมจะฝากไว้นะครับ นโยบายโครงการรับจํานําเป็นสิ่งที่ดี อาจจะมีข้อบกพร่องบ้าง แนวทางการปฏิบัติเรื่องของความสอดคล้อง เรื่องกรอบระยะเวลา ก็เปรียบเสมือนเราปลูกต้นไม้ ถ้าพี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกรและทุกคนที่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่ช่วยกันรดน้ําพรวนดิน ต้นไม้มันก็ตาย ก็เหมือนนโยบายของรัฐบาลก็ตายเช่นกันครับ เพราะฉะนั้นก็คงจะฝากให้ รัฐมนตรีมุ่งเน้นสักนิดนะครับ แต่ละจังหวัดนี่ปัญหาแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ก็ฝากไว้ เป็นคําถามสุดท้ายครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน