สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แปรญัตติว่าผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตไม่สามารถขอรับใบอนุญาตได้อีก

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เสนอคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๔๓ ซึ่งอยู่ในหมวดของการควบคุม การประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ความในมาตรา ๔๓ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก คณะกรรมาธิการไปแล้วก็คือว่า ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนซึ่งถูกสั่งเพิกถอน ใบอนุญาตอาจขอรับใบอนุญาตอีกได้เมื่อพ้นสองปีนับแต่วันถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต แต่เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาคำขอรับใบอนุญาตและปฏิเสธการออกใบอนุญาต ผู้นั้นจะยื่นคำขอรับใบอนุญาตในครั้งต่อ ๆ ไปได้อีกต่อเมื่อสิ้นระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ คณะกรรมการปฏิเสธการออกใบอนุญาต คำแปรญัตติของผมก็คือว่าให้มาตรา ๔๓ มีเพียงว่า ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตไม่อาจขอรับใบอนุญาต ได้อีก เหตุผลก็คือว่ามาตรา ๔๓ จำเป็นต้องย้อนกลับไปในหมวดนี้ตั้งแต่มาตรา ๓๐ เป็นต้นมา ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๓๐ ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ต้องประกอบวิชาชีพภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดและเงื่อนไข และต้องประพฤติ ให้เป็นไปตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนตามที่กำหนดไว้ ในข้อบังคับสภาการสาธารณสุขชุมชน ข้อบังคับสภาการสาธารณสุขชุมชนก็เกิดขึ้น จากสภาวิชาชีพได้เป็นผู้ดำเนินการจัดขึ้นมา จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ก็เป็นบทบัญญัติที่ผู้ประกอบวิชาชีพนี้บัญญัติกันขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ละเมิด บทบัญญัติอันนี้ก็มีสิทธิที่จะถูกร้องเรียนตามมาตรา ๔๒ ก็คือตามมาตรา ๓๑ ก็คือ เมื่อมีผู้ร้องเรียนก็ให้คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณขึ้น ตามมาตรา ๓๓ ท่านประธานครับ ที่ผมต้องยกมาตั้งแต่ต้นนี้ก็เพื่อให้เห็นว่าความเป็นมา ของการที่ใครคนใดคนหนึ่งจะต้องถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ หรือการเพิกถอน ใบอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ท่านประธานครับ เมื่อมีผู้ร้องเรียน คณะกรรมการ จะมีมติตามมาตรา ๓๒ ว่าจะมีขั้นตอนในกระบวนการก็คือคณะกรรมการไปตั้งอนุกรรมการ จรรยาบรรณขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สืบสวนหาข้อเท็จจริง ความในมาตรา ๓๓ ให้ตั้งอนุกรรมการ ขึ้นมาสืบสวนหาข้อเท็จจริง มาตรา ๓๔ อนุกรรมการไปสืบสวนหาข้อเท็จจริงทำความเห็น เสนอกับคณะกรรมการ คณะกรรมการก็อาจจะมีการพิจารณาแล้วก็มีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คือให้อนุกรรมการไปสืบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือ ๒. ตั้งอนุกรรมการสอบสวนดำเนินการ ต่อไป หรือ ๓. ให้ยกข้อกล่าวหา กระบวนการนี้มาสู่ขั้นที่ ๒ ของคณะกรรมการแล้วนะครับ ในขั้นต่อไปมาตรา ๓๕ ก็ยังได้ระบุอีกว่าถ้าเห็นว่าคดีนั้นมีมูล ข้อกล่าวหานั้นมีมูล คณะกรรมการก็ไปตั้งอนุกรรมการสอบสวนจากสมาชิกขึ้นมาอีก ก็ตั้งอนุกรรมการสืบสวน ขึ้นมา ผลเป็นอย่างไรก็รายงานมายังคณะกรรมการภายใน ๑๕ วัน เมื่อหลังจากที่ทำการ สอบสวนเสร็จสิ้น นอกจากนั้นความในมาตรา ๓๙ ก็ยังระบุไว้ต่อเนื่องไปอีกว่า เมื่อกรรมการ ได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นดังกล่าวให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน นับจากได้รับสำนวนการสอบสวนจากคณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นมาคืออนุกรรมการสอบสวน และเมื่อได้รับผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสอบสวนแล้ว คณะกรรมการมีอำนาจ วินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ นี่คือสาระสำคัญที่สุดของมาตรา ๓๙ ก็คือว่า (๑) ให้ยกข้อกล่าวหา (๒) ว่ากล่าวตักเตือน (๓) ภาคทัณฑ์ (๔) พักใช้ใบอนุญาต มีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินสองปี (๕) เพิกถอนใบอนุญาต จะเห็นว่าการลงโทษ ต่อผู้กระทำความผิดหรือละเมิดจรรยาบรรณข้อบังคับของสภาการสาธารณสุขชุมชนนั้น มีลำดับของโทษถึง ๕ ขั้น ถ้าคณะกรรมการมีโอกาสวินิจฉัยชี้ออกมาเป็นข้อใดข้อหนึ่ง ได้ทั้งสิ้น ถ้าคณะกรรมการจรรยาบรรณสอบสวนเห็นว่ามีมูลแต่กรรมการเห็นว่าไม่มีมูล ก็สั่งระงับตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าเห็นว่ามีมูลตั้งกรรมการสอบสวนขึ้นมา กรรมการสอบสวนเสร็จแล้ว กรรมการก็ยังมีอำนาจวินิจฉัยว่ายกข้อกล่าวหาก็ได้ หรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ หรือภาคทัณฑ์ สูงขึ้นมาหน่อย คือพักใช้ใบอนุญาตตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกิน ๒ ปี และสุดท้ายก็คือ เพิกถอนใบอนุญาต ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๔๓ ว่าถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยถึงขั้นว่า คุณต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตแล้วนี่จะไปขออีกไม่ได้ เหตุผลก็คือว่าเรามีกระบวนการ ลำดับความที่จะเอาผิดกับคนที่ถูกลงโทษเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ หากว่าเราเอาเพียงว่า ตามที่คณะกรรมาธิการได้มีความเห็นชอบและผ่านไปก็คือถ้าผู้ประกอบวิชาชีพ การสาธารณสุขซึ่งถูกเพิกถอนไปแล้วนี้ยังสามารถมาขอรับใบอนุญาตได้อีก ความหมาย ของการเพิกถอนใบอนุญาตก็จะไม่มีความหมายเลย การเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๓๙ จะมีฐานะเพียงแค่การพักใช้ใบอนุญาตเท่านั้นเองเพราะค่ามันเท่ากัน ผู้ที่ถูกลงโทษ โดยการพักใช้ใบอนุญาตก็มีค่าเท่ากับผู้ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เพราะหลังจากนั้น ผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตก็สามารถกลับมาขอใบอนุญาตได้อีก นี่คือเหตุผลที่ผมขอเรียน กับท่านประธานว่าถ้าลำดับชั้นของการวินิจฉัยชี้ขาด ๕ ขั้น มันไปเท่ากันในชั้น ๑ แล้วก็คือ การพักใช้ใบอนุญาตกับเพิกถอนใบอนุญาตมีค่าเท่ากัน ความหมายในมาตรา ๓๙ ก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะฉะนั้นผมถึงได้เสนอคำแปรญัตติว่าให้ผู้ประกอบวิชาชีพ การสาธารณสุขชุมชนซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตไม่อาจขอรับใบอนุญาตได้อีก นี่เป็นการลงโทษที่เด็ดขาดรุนแรง เพื่อให้กระบวนการที่เรามีบัญญัติไว้ในกฎหมายตั้งแต่ มาตรา ๓๐ เป็นต้นมามีความศักดิ์สิทธิ์ ให้กระบวนการแต่ละกระบวนการนั้นมีความชอบ สามารถที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีเหตุมีผลและมีลำดับขั้นตอน ก็ขอเรียน ท่านประธานว่าผมก็ได้ไปชี้แจงเรื่องนี้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ตั้งขึ้นมาพิจารณา แต่ว่าคณะกรรมาธิการก็ไม่เห็นชอบด้วยกับผม ผมจึงจำเป็นต้องเอาเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงนี่ มาเรียนกับที่ประชุมใหญ่แห่งนี้ เพื่อขอให้ท่านได้ช่วยโปรดพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า การดำเนินการใด ๆ เพื่อให้กฎหมายนี้มีความศักดิ์สิทธิ์นั้นควรจะต้องมีการปรับแก้ เพราะฉะนั้นมาตรา ๔๓ นี้ก็ขอความเห็นจากเพื่อนสมาชิกว่าให้เห็นชอบด้วยกับกระผม ในคำแปรญัตตินี้ ขอบคุณครับ