สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอการปรับปรุงกฎหมายวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป และผลิตบุคลากรที่มีคุณค่าให้กองทัพและประเทศ โดยเน้นย้ำว่าความเป็นผู้นำควรใช้เพื่อการพัฒนาประเทศและระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่การใช้อำนาจเหนือกว่าคนอื่นจนกระทั่งทำลายความสงบสุขของบ้านเมือง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตย และการปลูกฝังคุณสมบัติในโรงเรียนวิชาการทหาร

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จวิชาการทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้มี ความทันสมัยมากขึ้น แม้จะมีผู้แสดงความคิดเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเพียงแค่กฎหมาย ที่ให้สถาบันการศึกษาวิชาการทหารในระดับสูงได้เปิดการเรียนการสอนถึงชั้นปริญญาเอก เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้สามารถเปิดช่องให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในการเรียนการสอนวิชาการทหารได้อย่างมาก ซึ่งผมก็คิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดี แล้วก็สถานการณ์ของประเทศ สถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างมาก วิชาการทหาร ก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลกเช่นกัน ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นในเชิงเสนอแนะเพื่อให้ระบบการเรียนการสอน วิชาการทหารนั้นได้มีการปรับปรุง แม้ว่าปัจจุบันเราจะมีสถาบันการศึกษาทางด้านการทหาร ในระดับสูงอยู่เพียง ๖-๗ แห่ง ก็คือ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ โรงเรียนเสนาธิการทั้ง ๓ เหล่าทัพ รวมทั้งโรงเรียนแผนที่ของ กรมแผนที่ทหาร แต่ผมคิดว่าผลผลิตที่เกิดขึ้นจากโรงเรียนวิชาการทหารระดับสูงเหล่านี้ ได้ผลิตบุคลากรที่มีคุณค่าต่อกองทัพและประเทศ นอกจากนั้นก็ยังใช้วิชาความรู้ออกมา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์กับกองทัพเท่านั้น แต่เราก็เห็นแล้วว่าศักยภาพของคนที่จบ จากโรงเรียนวิชาการทหารระดับสูงเหล่านี้เป็นที่ต้องการของภาคเอกชนต่าง ๆ เราจะเห็นว่า มีนายทหารจำนวนมากที่มีความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์รับราชการอยู่ในกองทัพ ระยะหนึ่ง แล้วกองทัพไม่สามารถที่จะสนองตอบต่อความต้องการ หรือให้โอกาส ในการแสดงความรู้ความสามารถได้เต็มที่ เขาก็เกิดอาการสมองไหลไปอยู่ในภาคเอกชนจำนวนมาก นี่สะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรวิชาการของโรงเรียนวิชาการทหารระดับสูงเหล่านี้เป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นคุณูปการทั้งกองทัพและประเทศชาติ ปัญหาว่าในอนาคตที่เราถกเถียงกันก็คือว่า เราจะผลิตบุคลากรจากโรงเรียนวิชาการทหารระดับสูงเหล่านี้ออกมาให้สอดคล้องกับ ประเทศแล้วก็สังคมโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไร ผมคิดว่าสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เราไม่น่าที่จะ ละเลยไปนอกเหนือจากวิชาความรู้ทางด้านการทหาร ทางด้านการรบ ทางด้านการพัฒนา ประเทศ ซึ่งเป็นหลักสูตรของโรงเรียนเหล่านี้อยู่แล้วก็คือการมีคุณสมบัติที่ครบถ้วน ๓-๔ ประการ ท่านประธานที่เคารพครับ คุณสมบัติที่ผมอยากจะนำเสนอนั้นมันสอดคล้องกับ แนวทางที่ผมคิดว่าโรงเรียนวิชาการทหารระดับสูงจะต้องให้ความสำคัญก็คือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ในเรื่องของแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐที่บอกว่ารัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ จะต้องจัดให้มี กำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษา เอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเพื่อ การพัฒนาประเทศ ผมคิดว่านอกจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึง บทบาทหน้าที่ของกองทัพและทหารแล้ว นี่ยังจะเป็นแม่แบบในการกำหนดหลักสูตร ให้กับนักเรียนในโรงเรียนวิชาการทหารระดับสูงเหล่านี้ด้วย ผมคิดว่านี่แหละคือจุดที่เป็น ความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นแนวทาง แต่นอกเหนือจากความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ของกองทัพซึ่งแบ่งแขนงแยกย่อยไปต่าง ๆ มากมายแล้ว ผมคิดว่าคุณสมบัติ ๔ ประการ ที่ควรจะมีสำหรับผู้ที่ผ่านการศึกษาจากโรงเรียนวิชาการทหารระดับสูงทั้ง ๗ แห่งนี้ ก็คือ

๑. การปลูกฝังภาวะความเป็นผู้นำ ซึ่งท่านผู้อภิปรายท่านแรกท่านได้หยิบยก เรื่องนี้มาซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าบทบาทของนักเรียนนายร้อย รวมทั้งบทบาทของผู้ที่เข้าเรียน ในสถาบันวิชาการทหารระดับสูงนั้นมีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำสูง แล้วก็ได้สะท้อนให้เห็น ในทุกยุคทุกสมัยว่าคนเหล่านี้แหละเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นผู้นำนั้นมีหลากหลายมิติ ความเป็นผู้นำนั้นจะต้องถูกใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ เพื่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่การใช้ภาวะผู้นำไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง และที่สำคัญและต้องระมัดระวังก็คือว่าบนภาวะความเป็นผู้นำนั้นจะต้องไม่ใช้วัฒนธรรม อำนาจเหนือกว่าคนอื่นจนกระทั่งว่าไปทำลายความสงบสุขของบ้านเมือง เราได้เห็นผู้คน จำนวนมากที่มีเครื่องแบบ แต่งเครื่องแบบ มีดาว มียศประดับ แต่ใช้วัฒนธรรมอำนาจ ในทางที่ผิด ผมยกตัวอย่างเช่นการที่เรามีนายทหารนอกแถวไปปฏิบัติการ ไปรีดไถ ไปข่มขู่ ไปประพฤติปฏิบัติที่ใช้ยศ ใช้เครื่องแบบในทางหากิน เหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นและจะต้องไม่มี ต้องปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นให้ตระหนักอยู่ในโรงเรียนคนที่จบจากโรงเรียนเหล่านั้น

๒. ก็คือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งการเรียนรู้นั้นมันไม่มีที่สิ้นสุดหรอกครับ ท่านประธานครับ เวลานี้ทุกโรงเรียน ทุกสถาบันการศึกษาสอนให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ แม้ว่าทหารจะมีกรอบวินัยในทางความคิดก็คือการเชื่อมั่นกับผู้บังคับบัญชา แต่นั่นจะต้อง ไม่เป็นอุปสรรคในการทำให้คนเหล่านี้มีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ ที่สามารถที่จะ แลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ของวิชาการทหารให้ก้าวไกล สามารถที่จะเทียบกับ นานาประเทศได้

๓. คือการที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น คนที่อยู่ในวัฒนธรรมอำนาจ หรือคนที่มีอำนาจ การรับฟังความคิดเห็นคนอื่นมักจะน้อย ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าหวั่นวิตก สำหรับสังคมไทย ทำอย่างไรให้นักเรียนวิชาการทหารที่จบจากโรงเรียนเหล่านี้ ได้มีวิถีความคิดที่เป็นประชาธิปไตย มีจิตวิญญาณที่เป็นประชาธิปไตยในการรับฟัง ความคิดเห็นของคนอื่นเพื่อเอาความคิดเห็นเหล่านั้นมาหลอมรวม แล้วตกผลึกมาเป็น องค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่จะสร้างสรรค์ประเทศชาติได้

สุดท้าย ที่มีคุณสมบัติที่ผมคิดว่าควรจะต้องปลูกฝังไว้ในโรงเรียนวิชาการทหาร เหล่านั้นคือสำนึกรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้ทราบดีว่ากองทัพเราได้ ให้ความสำคัญ แล้วก็พูดกันติดปากว่าไม่มีนายทหารคนไหนที่ไม่มีสำนึกรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่อะไรเป็นเครื่องชี้วัดล่ะครับ เราก็พบเห็นกันอยู่เรื่อย ๆ วันใดที่ชาติ เผชิญกับปัญหาวิกฤติ ชาติเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีคนจำนวนไม่น้อย ที่วางตัวอยู่เฉย ไม่แสดงออก ไม่มีความรู้ร้อนรู้หนาวกับภาวะที่ชาติกำลังเผชิญ ชาติเผชิญกับ ปัญหาอะไรครับ ปัญหาเรื่องของภัยคุกคามต่ออำนาจอธิปไตย ภัยคุกคามต่อระบอบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข มีภัยคุกคามทางด้านเศรษฐกิจ มีภัยคุกคามทางด้านสังคมวัฒนธรรม มีภัยคุกคามจากสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งภัยจาก การก่อการร้ายข้ามชาติทั้งในและต่างประเทศ ถามว่าคนที่สวมเครื่องแบบทหารมีความรู้สึกกับ ภัยคุกคามเหล่านั้นอย่างไร สำนึกรักชาติมันต้องแสดงออกมาให้เห็น ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติถูกล่วงละเมิด ถูกจาบจ้วง ถูกโจมตี สถาบันเหล่านี้ได้รับ การปกป้องจากใคร สังคมคาดหวังจากคนที่จบจากโรงเรียนวิชาการทหารเหล่านี้ เพราะฉะนั้นการปลูกฝังคุณสมบัติทั้ง ๔ ข้อเหล่านี้ ก็คือ ความเป็นผู้นำ ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ การรับฟังความคิดเห็นคนอื่นที่มีจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตย และความสำนึก รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นั้นเป็นคุณสมบัติที่ต้องปลูกฝังไว้ในโรงเรียนวิชาการทหาร เหล่านี้ ท่านประธานครับ สำหรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึง สั้น ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็คือในมาตรา ๕ ซึ่งเป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของสภาการศึกษา วิชาการทหารซึ่งอยากจะฝากเป็นประเด็นไว้ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะจัดตั้งขึ้น ได้รับไปพิจารณาก็คือเราอุตส่าห์แก้ไขปรับปรุงให้อำนาจหน้าที่ของสภาการศึกษาวิชาการทหาร กว้างขวางขึ้นแล้ว ผมคิดว่าประเด็นหนึ่งที่ยังไม่ได้ถูกบรรจุไว้ก็คืออำนาจหน้าที่ ในการจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาวิชาการทหารซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญ เราสามารถ กำหนดมาตรฐานวิชาการทหารได้ให้มีความสอดคล้องกับหลักสูตร กับสภาพ ความเป็นไป เรื่องงบประมาณ เรื่องกำลังคน แต่ว่าแผนแม่บทในการจัดทำหลักสูตร การศึกษาทางด้านการทหารที่จะต้องมีความสอดคล้องกับภาวะความเป็นไปและ ความเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นจะต้องมี และจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันกับ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากนั้น ในองค์ประกอบของสภาวิชาการทหารซึ่งในมาตรา ๖ ซึ่งประกอบด้วย (๑) และ (๒) ผมตั้งข้อสังเกตไว้ว่าในทั้ง ๒ อนุมาตรานั้นเป็นตำแหน่งที่เป็นข้าราชการประจำ ยกเว้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนะครับ เป็นข้าราชการประจำซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ได้ ตลอดเวลา ผมคิดว่าปีเว้นปีเลยในการเปลี่ยนแปลงบุคลากรเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ความต่อเนื่องจะต้องคำนึงถึงด้วยว่าเอาคนเหล่านี้มานั่งกำหนดอนาคตของการพัฒนา วิชาการทหารนั้นมันจะเกิดความต่อเนื่องหรือไม่ อย่างไร และผมก็อุ่นใจว่าเมื่อมี (๓) ซึ่งให้มี กรรมการสภาการศึกษาวิชาการทหารผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๙ คน ที่เอาพลเรือนมา อย่างน้อย ๖ คนเข้ามาจะช่วยทำให้มุมมองในการกำหนดหลักสูตรวิชาการทหาร มีความหลากหลายแล้วก็มีความรอบด้านมากขึ้น

ท่านประธานครับ สุดท้ายที่อยากจะฝากไว้เป็นประเด็นก็คือว่านอกเหนือจาก สถาบันการศึกษาในระดับสูงทั้ง ๗ แห่งที่ผมได้กราบเรียนในตอนต้นนี้แล้ว ผมคิดว่าการที่เรา จะทำหลักสูตรเพื่อให้ทหารหรือผู้เกี่ยวข้องกับวิชาการทหารได้มีสำนึกรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นั้น ผมอยากให้ลองดูไปที่แม้กระทั่งหลักสูตรรักษาดินแดนสำหรับเยาวชน ซึ่งอยู่ในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ผมคิดว่าถ้าสภาการศึกษาวิชาการทหารได้สามารถก้าวล่วง ไปยังหลักสูตรที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ได้ก็จะทำให้หลักสูตร ร.ด. หรือหลักสูตรวิชาการทหาร สำหรับลูกหลานเยาวชนของเราได้มีโอกาสเข้ามาใกล้ชิดกับกองทัพ แล้วก็สามารถที่จะเอา แนวความคิดในการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ลงสู่เยาวชนได้ดีมากยิ่งขึ้น ก็ต้อง ขออนุญาตท่านประธานได้ตั้งข้อสังเกตไว้ แล้วก็ให้ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะจัดตั้งขึ้น รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่อุตส่าห์มานั่งรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก ในวันนี้ได้รับไปปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ยังเป็นปัญหาอยู่ด้วย กราบขอบพระคุณครับ