สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน พูดถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ และการยึดหลักการสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสินคดี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ท่านประธานครับ จะอาศัยเวลาสั้น ๆ เพื่อที่จะแสดง ความคิดเห็นต่อสภาแห่งนี้ เพื่อให้ท่านผู้มารับฟังเอารายงานมาให้พวกเรารับทราบ ได้นำไป รายงานต่อคณะกรรมการซึ่งเป็นตุลาการทั้งหลายได้ทราบว่าพวกผมมีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ อย่างไร ท่านครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการให้มีศาลรัฐธรรมนูญ ผมเป็น สสร. ปี ๒๕๔๐ และ ยังเชื่อมั่นอย่างนั้นอยู่ และยังอยากให้มีอยู่ แต่ผมจะไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่นนัก จะขอพูดกับพวกท่าน ด้วยเรื่องกรอบวิธีคิด วิธีคิดมันกำหนดวิธีทำงาน มันกำหนดทุกอย่างขององค์กร วันนี้ประเทศไทยของเราขณะนี้ไม่ได้มีการต่อสู้โดยปกติทางการเมือง ปกติทางการเมือง จะต่อสู้กันเรื่องนโยบาย พรรคการเมืองนำนโยบายมาเสนอต่อประชาชนและต่อสู้กัน เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้ต่อสู้กับทางนโยบาย สิ้นสุดผลสุดท้ายของการต่อสู้ มันจะตัดสินโดยข้อเท็จจริงของผู้ที่มีผลกระทบหรือรับผลประโยชน์จากนโยบายนั้น ๆ จะเป็นผู้ตัดสิน ในหน้า ๒๖๓ ทั้งเล่มผมคิดว่าคำรายงานดูเหมือนจะมีเฉพาะหน้านี้เท่านั้น สำหรับความคิดผม เพราะหน้า ๒๖๓ มันพูดถึงกรอบวิธีคิดขององค์กรของท่านเองว่า ท่านจะวินิจฉัยใคร อย่างไร และแบ่งอำนาจกันอย่างไร ในประเด็นกรอบวิธีคิดนี่ ผมอยากจะขออนุญาตท่านประธานนำเหตุการณ์หรือว่าเรื่องเสร็จ ที่ ๘๒๙/๒๕๔๖ ของ คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะหนึ่งซึ่งมีท่านประธานมีชัยเป็นประธาน ท่านพูดว่าอย่างไร ในบันทึกการประชุม ท่านมีชัยได้รับข้อเสนอจากกระทรวงมหาดไทยขอให้วินิจฉัยว่านาย ก ที่เป็นผู้สมัคร ผมไม่อยากเอ่ยชื่อท่าน เป็นผู้สมัครท้องถิ่นขาดคุณสมบัติ โดยเหตุผลว่า เป็นคู่สัญญาเป็นคำวินิจฉัยของ กกต. ขอให้วินิจฉัยเรื่องนี้และขอวางกรอบแนวทางทั่วไปด้วย ท่านมีชัยพูดเลยว่าเมื่อ กกต. ได้วินิจฉัยแล้วคณะหนึ่งหรือคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีอำนาจ ในการที่จะไปวินิจฉัยอีก เพราะว่านี่เป็นเขตอำนาจของ กกต. และให้วางหลักการทั่วไป ตามคำขอของกระทรวงมหาดไทย ท่านพูดว่าอย่างไรครับ ท่านบอกว่าเอาเคส (Case) นี้วางไม่ได้ เอารายละเอียดนี้มาวางไม่ได้ เพราะว่าเรื่องคุณสมบัติต้องดูเป็นราย ๆ ไป ผมพูดเรื่องนี้ทำไมครับ องค์กรตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มานี่มันเกิดวิกฤติแห่งเขตอำนาจ วันนี้แน่นอน อย่างไรก็ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านเองต้องช่วยกันแสดงทัศนะว่าในเรื่องเขตอำนาจ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญมันควรจะมีขีดจำกัดแค่ไหน ในเรื่องนี้ ท่านได้พูดในหน้า ๒๖๓ ไว้ชัดว่าการใดที่เป็นเรื่องนโยบายท่านชี้ให้เห็นว่าตรงนี้มันเป็นหลักการ ซึ่งเป็นเรื่องของการบริหารทางการเมืองของรัฐบาล ศาลไม่อาจที่จะพิจารณาได้ ท่านเขียนไว้ อยู่ในเรื่องนี้ ผมอยากจะเห็นในปีต่อไปในรายงานนี้เขียนหลักการทั่วไปไว้ว่าหลักการใด มีหลักการทั่วไปได้บ้าง แล้วในหลักการทั่วไปนี้หลักนี้มีกี่คดี เพราะถ้าเราเสนอหลักการทั่วไปได้ การตัดสินคดีจะเป็นทิศทางเดียวกัน หลักการใหญ่ของศาลรัฐธรรมนูญที่ควรจะต้องยึดถือนี่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถจะเขียนกฎหมายเองได้ต้องตัดสินตามกฎหมาย ท่านดูมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตอ่านนิดหนึ่งนะครับ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ สาระสำคัญนี้ ท่านต้องเป็นคนตีความว่าบทบัญญัติใดเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่วินิจฉัย ตีความว่าอันไหนมันขัด ศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ไว้ใจใครเลย ไปออกแบบให้มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายขึ้นมาอีก ซึ่งเรื่องนี้ต่อไปจะได้พูดถึง ผมเรียนเรื่องนี้ให้ท่านทราบว่าประเด็นหลัก ๆ ของเราขณะนี้คือ ปัญหาวิธีคิดของทั้งหมด ซึ่งในสภาแห่งนี้ผมฟังดูแล้วมีคุณหมอวรงค์ได้พูดถึงเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมเอง กับคุณหมอวรงค์ปกติเห็นคนละทาง แต่วันนี้ผมเห็นด้วยกับท่าน อันไหนที่เป็นนโยบาย ของรัฐบาลมันเป็นเรื่องของการตัดสินโดยการต่อสู้ทางการเมือง ทีนี้ท่านประธานครับ หากท่านนำการต่อสู้เรื่องนโยบายมาตัดสิน ใช่เลยครับ สุดท้ายก็จะไปยุติที่การเลือกตั้ง แต่วันนี้การต่อสู้ทางการเมือง ท่านฟังให้ดีนะครับ เป็นการต่อสู้ทางแนวทาง คนกลุ่มหนึ่ง เชื่ออย่างหนึ่ง มีวิธีคิดอย่างหนึ่ง ก็พูดในกรอบของตัวเองเท่านั้นเอง คนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่ออย่างหนึ่ง ก็พูดในกรอบของตัวเองเท่านั้นเอง ความขัดแย้งอย่างนี้เขาเรียกว่าความขัดแย้งทางแนวทางสุดท้าย ของความขัดแย้ง ท่านฟังไว้ให้ดีนะครับ คืออะไร คือสงครามประชาชน การต่อสู้ทางแนวทาง ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากความรุนแรง องค์กรตัดสินที่จะทำให้ความรุนแรงลดหายไปก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ เมืองนอกเขามีปุ๊บมันจบที่ศาลเพราะเขาเชื่อมั่นในศาล แต่ของเรา ศาลตัดสินอย่างไรคนไม่ค่อยเชื่อ เพราะอะไรครับ เพราะกรอบวิธีคิดต่างกัน คิดต่างกัน รับฟังสิ่งที่ต่างจากความคิดตัวเองไม่ได้ นี่คือการต่อสู้ทางแนวทาง ต้องหาทางลงให้ดี ไม่อย่างนั้นวันนี้ท่านดูนะครับ คนที่เสนอเรื่องไม่เอาโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมดจะด่า ทุนนิยมสามานย์ทั้งหมด แต่กลับไปชื่นชมการบริหารจัดการข้าวโดยวิธีการประกันรายได้ และโยนผลผลิตซึ่งเป็นโภคทรัพย์ของชาวนาให้ทุนนิยมบริหาร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในที่สุด ท่านจะเชื่ออย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าท่านตัดสินผิดมันจะเป็นการทำให้คนต่อสู้กัน ๒ ฝ่าย ระหว่างฝ่ายหนึ่งซึ่งเชื่อว่าไม่เห็นด้วยกับผลประโยชน์ของคนอีกฝ่ายหนึ่งมันจะสู้กันด้วยสงคราม แล้ววันนี้คนที่เสนออย่างนั้นออกอากาศเมื่อ ๒ วัน ผมตกใจมาก พูดเรื่องความไม่เป็นธรรม เรื่องการถือครองที่ดิน ชี้ไปที่จังหวัดภาคกลาง ผมพูดแค่นี้ ท่านคิดว่าหากทำให้คนเอาเรื่องหนึ่ง ไปสู่อีกเรื่องหนึ่งโดยที่ท่านไม่ได้ไปดูเรื่องรายละเอียดอะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย คนกลุ่มนี้ กลับนำเสนอเรื่องกระจายที่ดินไปสู่ชาวไร่ชาวนา กำลังจะทำให้ประเทศชาติเกิดความขัดแย้ง อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมพูดเรื่องนี้ในประเด็นนี้ผมกำลังจะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านเป็นองค์กร ที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องหลักคิด รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายสูงสุดเพียงอย่างเดียว รัฐธรรมนูญคือกรอบแห่งการสร้างดุลอำนาจทางสังคม ผมย้ำนะครับ รัฐธรรมนูญคือ กรอบแห่งการสร้างดุลอำนาจทางสังคม ศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่ไปเพิ่มดุลอำนาจโดยไม่มีเจตนา เมื่อใดที่ไปเพิ่มอำนาจโดยไม่มีเจตนา บาปกรรมที่ท่านสร้างขึ้นมันจะสู่สงครามประชาชน ที่เราจะเบรกไม่อยู่ จะห้ามไม่ได้ ตัวอย่างภาคใต้ชัดมาก การต่อสู้ทางแนวทาง ไม่ใช่เรื่องนโยบาย รัฐบาลไหนเป็นก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะมันเป็นการต่อสู้ทางแนวทาง จริง ๆ แล้วมีเรื่องพูดมากแต่เมื่อมีเวลาให้น้อยผมจะพูดอีกเรื่องเดียวครับ ให้ท่านเห็น กรอบวิธีคิด ข้อเท็จจริงการวินิจฉัยความดี ความชั่ว ความเลวของสังคมโดยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายมีอะไรเป็นตัวกำกับครับ มีกาลเวลาเป็นตัวกำกับ ๖๐ ปีที่แล้วประเทศหนึ่งเห็นว่า ชาติพันธุ์มนุษย์ชาติพันธุ์นี้อยู่ในประเทศนี้ไม่ได้ ไล่ฆ่าเขาเป็นแสนเป็นล้าน รอบประเทศ ก็มีกฎหมายว่าใครเข้าประเทศโดยลักลอบ ไม่ถูกต้องถือเป็นความผิด ใครให้ที่พักพิง ก็เป็นความผิด ๖๐ ปีที่แล้วคนที่ให้พักพิงคนที่หนีตายมาเป็นความผิดติดคุกติดตะราง เสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ๖๐ ปีต่อมา เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว ประเทศนี้ต้องออกกฎหมายใหม่ เพื่อคืนสิทธิความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่ถูกลงโทษในการช่วย คนหนีตายในสมัยนั้น นั่นแสดงว่าความดีความเลวในขณะนั้น ความเลวในขณะนั้นมาถึงวันนี้กลายเป็นความดี ที่น่ายกย่อง กาลเวลาจะเป็นตัวกำกับ เพราะฉะนั้นที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกแบบว่า ต้องมีคำวินิจฉัยส่วนตนประกาศในราชกิจจานุเบกษา นั่นก็แสดงว่าทำให้ท่านต้องระมัดระวัง นี่คือสิ่งที่บันทึกไว้ชั่วลูกชั่วหลานว่ากาลเวลานี้ท่านคิดอย่างนี้ กาลเวลานี้ท่านตัดสินอย่างนี้ ๒-๓ ปีมานี้ก็มีคำโต้แย้งแล้วหลายท่านในหมู่พวกท่านเองก็ไม่เห็นด้วยกับกฎหมาย รัฐธรรมนูญหลายมาตราบอกว่ายุบพรรคไม่ควรมี เห็นไหมครับ ตอนนั้นมันควรมีเพราะอะไร เพราะกาลเวลามันกำหนดให้มี เพราะฉะนั้นวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะเอาความถูกต้องในเวลานี้ โดยไม่มองถึงการต่อสู้ทางแนวทางของสังคมโลกมันไม่ได้แล้ว แบงก์ชาติเมื่อวานนี้ เป็นอย่างไรครับ ทุกคนตะลึงลดดอกเบี้ยลงมา ๒๕ สตางค์เพราะอะไร เขาเห็นแนวโน้ม ของเศรษฐกิจโลกแต่คนไม่เห็นก็ตกใจเพราะไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมพูดเรื่องนี้เกี่ยวกับ ศาลรัฐธรรมนูญชัดเจน ท่านคือหน่วยงานสำคัญของประเทศในการจะทำให้สังคมมีทิศทาง ไปทางไหน ผมเห็นด้วยไม่เห็นด้วยผมไม่พูด แต่ผมบอกท่านว่าวันนี้อีหลักอีเหลื่อกันอยู่อย่างนี้ เพราะว่าวิธีการพิจารณาความของท่านมันไม่เข้ามาสักที ท่านเขียนเถอะครับ นำเข้ามาเถอะครับ แต่มาตราที่ท่านบอกว่าจะให้มีบทลงโทษด้านการหมิ่นศาลมันไม่ได้ เพราะอะไรไม่ได้ เพราะท่านถูกบังคับให้ประกาศคำวินิจฉัยส่วนตนต่อสาธารณะ เมื่อก่อนศาลถูกละเมิดไม่ได้ เพราะอะไร ตัดสินนายสงวนประหารชีวิตนายสงวนเพราะนายสงวนฆ่าคนแค่นี้ก็ถือว่าจบแล้ว วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้เพราะรายละเอียดที่ท่านยกหรือท่านลงประชาชนไม่เห็น อันนี้ท่านยก หรือท่านลงประชาชนเห็น ประชาชนอาจจะไม่ยกอาจจะไม่ลงตามท่านก็ได้ นี่มันถึงมีบทว่า การวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ผิด แต่มันผิดตรงไหนครับ ผิดถ้าหากว่า หมิ่นประมาท ท่านฟ้องได้ตามกฎหมายปกติ ผมพูดเรื่องนี้เป็นอุดมการณ์ที่ผมรับฟังมาจาก กลุ่มอาจารย์บวรศักดิ์ในขณะที่ผมนั่งร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่ารัฐธรรมนูญมันจะต้อง ออกมาเป็นอย่างนี้ ท่านประธานครับ วันนี้หลายคนพูด ถ้าผมจะวิพากษ์วิจารณ์ทางลบ ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ได้ตั้งแต่หน้าแรก วิพากษ์วิจารณ์ประโยคเดียวท่านก็เจ็บปวดแล้ว เรื่องอะไรครับ ถ้าผมบอกว่านี่นั่งกันอย่างนี้เลยหรือ นี่กรอบวิธีคิดนี้มาจากพวกท่านนั่งกัน อย่างนี้เลยหรือ นี่เป็นกลวิธีคิดของท่านกำหนดวิธีนั่งใช่ไหม ถ้าผมพูดอย่างนี้ท่านก็ปวดหัวแล้ว เพราะอะไรครับ เพราะว่าเรามองทัศนะเล็งผลร้ายต่อเอกสารต่ออะไรก็ตามเรามองได้หมด มองได้ทุกแง่ทุกมุม แต่ถ้าจะมองแบบสร้างสรรค์ก็มองได้หมดเหมือนกัน แต่ผมเลือกที่จะ ไม่มองทั้ง ๒ เรื่อง ผมกำลังมองว่าเอกสารฉบับที่ผมถืออยู่นี้มันน่าจะบอกให้เห็นว่าวิธีคิด และวิธีทำงานขององค์กรนี้ควรจะเป็นอย่างไร ผมเน้นตรงนี้นะครับควรจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นหนังสือฉบับนี้ต่อไปมันจะบางลง แล้วท่านก็เขียนหลักการทั่วไปว่าในหลักการนี้ ได้มีกี่คดีแล้วตัดสินไปกี่คดี แล้วคนที่ต้องคดีอยู่เขาจะรู้เลยว่าเขาจะถูกลงโทษอย่างไร ทั้งหมดที่ผมพูดนี่มีเจตนาที่จะบอกท่านว่าผมอยากจะเห็นสิ่งที่ดีขึ้นในปีต่อไป เพราะว่าอะไรครับ ของกรอบที่ผ่านมาผมไม่พูดสักคำเลย เรื่องอะไร เรื่ององค์กรสิทธิมนุษยชน เพราะอะไรครับ สิทธิมนุษยชนมันกำกับโดยมนุษยชาติ โดยชาติพันธุ์มนุษย์ของแต่ละกาลเวลา เราจะรักษาสิทธิใคร ก็เขียนไว้ตรงนั้น ผลสุดท้ายของการต่อสู้นี้ท่านมาฟังทั้งวันท่านจะเห็นเรื่องเดียว เห็นเรื่องมันสุดท้ายแล้วได้แต่ความสะใจกับความเคียดแค้น ไม่พอใจก็เคียดแค้น พอใจก็สะใจกับทับถมกล่าวร้ายไปอีกไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ขอบคุณท่านประธานครับ