วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวถึงการปรับตัวของศาลรัฐธรรมนูญในการอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางสังคม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้กับประชาชนที่ไม่เข้าใจ และการปรับตัวที่จะต้องอยู่ในสังคมอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปบิดเบือน และการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองที่ไม่ได้ดั่งใจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรัฐบาลขายข้าวจีทูจี และเรียกร้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา และยอมรับกระบวนการตรวจสอบของส.ว.
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งระเบียบวาระในวันนี้ ผมเข้าใจดีว่าผู้แทนของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญคงลำบากใจครับ เพราะผมมีความรู้สึกว่า การอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งแล้วต้องเคารพกติกาทำให้ท่านต้องลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ในบางครั้งผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกบางคนพยายามที่จะสื่อออกไปในสังคมให้สังคมสับสน เหมือนเดิม บางคนบอกว่าเป็นตัวแทนประชาชนมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่บางคนก็บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาเป็นผลไม้พิษ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านเองเป็นผู้ควบคุมกติกา เป็นผู้ควบคุมต้องปฏิบัติไปตามรัฐธรรมนูญคงสร้างความลำบากใจกับท่านเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผมเรียนตรง ๆ นะครับว่าขณะนี้ผมเป็นผู้แทนราษฎรเหมือนกันนี่ ผมก็เป็นผู้แทนประชาชน เหมือนกัน องค์กรอิสระต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าผมเห็นด้วยเสมอไป การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หลายครั้งผมก็ไม่เห็นด้วยแต่ผมเคารพท่านครับเพราะเชื่อว่าท่านได้ทำหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยถูกร้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ผมเคยถูกร้องเรื่องถุงยังชีพครับ เพราะว่าเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าผมเป็นผู้แทนฝ่ายค้าน ประชาชนบ้านผมน้ำท่วม ผมโทรศัพท์บอกผู้ว่าราชการจังหวัดประชาชนเดือดร้อนขอถุงยังชีพ อีกไม่กี่วันถัดมา มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรรัฐบาลมากล่าวหาว่าผมใช้อำนาจบังคับผู้ว่าราชการจังหวัด ผมว่าเป็นเรื่องที่ตลกสิ้นดีครับ ในโลกนี้คงไม่มีผู้แทนราษฎรคนไหนที่เป็นฝ่ายค้านใช้อำนาจ บังคับฝ่ายบริหารที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ แล้วผมถือว่าผมเป็นจำเลยครับ แล้วผมก็คิดว่า วันนั้นเวลาผมขึ้นศาลรัฐธรรมนูญผมชนะแล้วผมชนะจริง ๆ ครับ แต่เพียงแต่ว่าไม่น่าเชื่อว่า คู่กรณีผมซึ่งใช้อำนาจเต็มแต่ศาลก็ยกประโยชน์ให้ ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรครับ ก็เท่ากับว่าขณะนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเองอยู่ท่ามกลางใครได้ประโยชน์ดีใจ ใครไม่ได้ประโยชน์ดั่งใจกล่าวหาศาลครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องอดทนครับ วันนี้ถึงเวลาที่ผมต้องแสดงทัศนะว่าถึงเวลาแล้วที่องค์กร ของศาลรัฐธรรมนูญต้องปรับทัศนคติในการอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางสังคมใหม่ครับ ท่านจะอยู่อย่างเดิมไม่ได้แล้ว เพราะที่ผ่านมาท่านเป็นสุภาพบุรุษ ท่านพิพากษาเสร็จปั๊บ โดยปกติแล้วอดีตที่ผ่านมาเราเคารพทุกอย่างจบ แต่วันนี้อะไรที่ได้ดั่งใจไม่พูดครับ แต่อะไร ที่ไม่ได้ดั่งใจท่านจะถูกกล่าวหาตลอด ดังนั้นประเด็นนี้เองท่านจำเป็นต้องทำความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชน เพราะว่าวันนี้ประชาชนมีหลายภาคส่วน คนมีความรู้มี คนไม่มีความรู้ ก็มีเยอะ แล้วท่านจำเป็นต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้กับประชาชนคนที่ไม่ค่อยเข้าใจ ผมอยากจะ ชี้ประเด็นในมุมมองตรงการแสดงความคิดเห็นครับ จริงอยู่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ วรรคห้า ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นเด็ดขาด แต่เนื่องจากว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมืองเพื่อนสมาชิกมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการได้ แต่ถ้าต้องใช้ ผมใช้คำว่าเซนส์ (Sense) ทางการเมืองนิดหนึ่งครับ การแสดงความคิดเห็น ในเชิงวิชาการไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ผมว่าเป็นเรื่องปกติครับ แต่การเอาความคิดเห็น ที่ไม่ได้ดั่งใจมาเล่นเป็นประเด็นทางการเมืองอันนี้อันตรายครับ ถ้าเรามีเถียงกันในสภาผมว่าจบ แล้วก็ออกไปนอกห้องไม่พูดถึงแล้วถือว่าเราแสดงความคิดเห็นผ่านท่านไปแล้ว ผมถือว่าโอเคครับ ผมรับได้ แต่ถ้าเอาไปขึ้นเวทีปราศรัยขึ้นมาเมื่อไรผมว่าอันนั้นคือการเมืองครับซึ่งเรื่องนั้นมันไม่จบ เรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญต้องเข้าใจว่าขณะนี้มันมีเกมพวกนี้อยู่ท่านต้องปรับตัวครับ ปรับตัวที่จะต้อง อยู่ในสังคมอย่างนี้ว่ามีการเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปบิดเบือน เมื่อไปบิดเบือนแล้ว พี่น้องประชาชนเข้าใจผิด คำถามถามว่าวันนี้ศาลจะปรับตัวอย่างไรในการที่จะเอา ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนที่เขาไม่เข้าใจในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ผมถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายองค์กรของท่านอย่างสูงครับ เพราะอดีตที่ผ่านมาไม่เคยเกิด เหตุการณ์อย่างนี้ เวลาท่านวินิจฉัยเสร็จปั๊บมีการวิพากษ์วิจารณ์ได้แล้วก็จบไป แต่วันนี้เวลามี การวินิจฉัยเสร็จปั๊บ วิพากษ์วิจารณ์เสร็จปุ๊บยังไม่จบครับ มีการเอาไปวิพากษ์วิจารณ์บนเวที แล้วก็เป็นการบิดเบือน เช่น มีการบอกว่ามีนายกรัฐมนตรีทำกับข้าวแล้วก็ถูกถอดถอน อย่างนี้ถ้าท่านไม่ชี้แจงท่านแพ้ทันทีครับ แล้วผมเชื่อว่าการวิพากษ์วิจารณ์อย่างนี้ไม่ใช่เป็น การวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการด้วยความสุจริตใจครับ แต่มีเจตนาทางการเมืองแอบแฝง ซึ่งผมยกเป็นตัวอย่างให้ท่านต้องไปปรับตัวครับ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการทางสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ในบางครั้งบังเอิญผมเป็นแพทย์ ผมก็ฟังเพื่อนสมาชิกที่เป็นแพทย์ ได้มีการพาดพิงถึงเพื่อนแพทย์บางท่านที่ไปติดป้ายว่าไม่รับตรวจตำรวจ คือในทางรัฐธรรมนูญแล้ว ผมถือว่าก็ไม่เหมาะสมจริง ๆ ครับ ผมเห็นด้วยครับว่าคุณหมอท่านใดไปขึ้นป้าย ไม่รับตรวจอาชีพโน้นไม่รับตรวจอาชีพนี้ เพราะผมเชื่อว่าสมเด็จพระราชบิดาท่านสอน หมอทุกคนว่าในสงครามศัตรูยังต้องรักษา ฉะนั้นถ้าคุณหมอท่านนั้นไม่ตรวจตำรวจจริง ๆ ผมก็คิดว่าก็ต้องตำหนิ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ขณะเดียวกันหมอคนไหนไปเจาะเลือดคนไข้หรือไปเจาะเลือดประชาชนแล้วเอามาเท ที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปเทที่หน้าทำเนียบรัฐบาลผมถือว่าก็ผิดเหมือนกันครับ ผมทราบข่าวว่าบ้านท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ถูกเทเหมือนกัน มันเลือดประชาชน เลือดคนไม่เหมาะเอาไปเทครับ ฉะนั้นหมอพวกนี้ผิดหมดครับท่านประธาน
ผมขอกลับเข้าสู่ประเด็นสุดท้ายเนื่องจากเวลามีจำกัด ผมอยากจะฝากเรียน กับทางท่านผู้แทนของศาลรัฐธรรมนูญว่าขณะนี้มีประเด็นอยู่หลายประเด็นที่กำลังท้าทายท่าน ถ้าถามความรู้สึกของผมอย่างเช่นเมื่อไม่นานมานี้อาจารย์จากนิด้ามีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีโครงการรับจำนำข้าว ถามผม ผมเฉย ๆ เพราะผมถือว่าในสังคมประชาธิปไตยจริง ๆ ประชาชนทุกภาคส่วนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันประชาชนทุกภาคส่วน ก็มีสิทธิใช้กระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล และตรวจสอบฝ่ายค้าน วันนี้ในเมื่ออาจารย์เขาต้องการจะตรวจสอบฝ่ายบริหาร เขาใช้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ถือว่าโอเคครับ แล้วก็ถือว่าโชคดีไปที่ศาลบอกว่าไม่รับคำวินิจฉัยนี้ ไม่รับคำร้องนี้ ก็ถือว่าโชคดีไป และเมื่อไม่นานมานี้ทราบข่าวว่าวันสองวันนี้ก็มีพี่น้อง ผมใช้คำว่าเพื่อนสมาชิกแล้วกัน วุฒิสภาได้ยื่นร้องว่าการที่รัฐบาลขายข้าวจีทูจีอาจจะขัดต่อ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งผมก็ถือว่าความรู้สึกนี้ก็ท้าทายศาลรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน ถ้าถามความเห็น ของผมอีกเช่นกัน ผมเชื่อว่าถ้าเราเป็นประชาธิปไตยจริงเราก็ไม่ต้องไปกลัวผิดกฎหมาย จะเป็น ส.ส. ส.ว. ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นกระบวนการ ตรวจสอบที่ทุกภาคส่วนกำลังหาช่องทางในการตรวจสอบและผมก็เชื่อว่าศาลต้องใช้ ดุลยพินิจที่เหมาะสมในการพิจารณา ถ้าถามความเห็นของผมว่าเพื่อนสมาชิกที่ออกมาโวยวาย ต้องใจเย็น ๆ ครับ ควรจะให้เพื่อนสมาชิกที่เป็น ส.ว. ใช้สิทธิตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลวินิจฉัยออกมาว่าไม่รับคำร้องก็จบไป ถ้าศาลวินิจฉัยออกมาว่ารับคำร้องก็เป็นการชี้แจง แล้วในเมื่อถ้ารัฐบาลทำจริง ขายข้าวจีทูจีจริง ชี้แจงต่อศาลได้ ประโยชน์ประชาชนได้รับ ชาวนาได้ประโยชน์ก็จบไป แต่ถ้าไม่สามารถชี้แจงได้ก็เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอน ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าผมภาวนาสาธุว่าศาลยกคำร้อง ผมต้องการ ให้เป็นอย่างนั้นครับ ถ้าโดยส่วนตัวผมไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์เพราะผมถือว่า นี่คือนโยบายหาเสียงของรัฐบาล รัฐบาลนโยบายหาเสียงมันเป็นนโยบายทางการเมือง ผมอยากจะใช้เวทีของสภาแห่งนี้ให้รัฐบาลตายเพราะสภาแห่งนี้ดีกว่า อย่าตาย เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ