กนก วงษ์ตระหง่าน พูดถึงปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกันในเรื่องของหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและแก้ไขปัญหาความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างศาลกับประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะแสดง ความคิดเห็นต่อรายงานของศาลรัฐธรรมนูญประจำปี ๒๕๕๓ ท่านประธานครับ ในรายงาน ของศาลรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๓ นั้นประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ามันมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญจริง ผมคิดว่าตรงนี้เป็นความจริง ที่เราจะต้องยอมรับ คำถามก็คือว่าปัญหาเหล่านั้นมาจากอะไรและสาเหตุของมันคืออะไร เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตที่จะนำประเด็นที่ผมคิดว่าในรายงานของศาลรัฐธรรมนูญ ยังพูดถึงน้อยมากแล้วก็ไม่ได้พูดถึงเลย ขึ้นมาพูดเป็นประเด็นสำคัญ เพราะผมคิดว่าปัญหา ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นปัญหาของหลักการ เป็นปัญหาของพื้นฐานที่เรายังไม่สามารถ ทำความเข้าใจให้ตรงกันได้ในบ้านเมืองของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ภารกิจหลัก ของศาลรัฐธรรมนูญที่ศาลได้พูดไว้ที่สำคัญมากก็คือคุ้มครองหลักความเป็นกฎหมายสูงสุด ของรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญนี้มันมีหลัก และหลักที่สำคัญของรัฐธรรมนูญอันหนึ่งก็คือเป็นกฎหมายสูงสุดของแผ่นดินที่ใช้กำหนดกติกา ของการอยู่ร่วมกันในสังคม และยิ่งไปกว่านั้นในปี ๒๕๕๓ ท่านก็ได้เพิ่มว่าท่านให้ความสำคัญ กับเรื่องของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วย แต่ผมคิดว่าประเด็นที่เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญก็คือเรายังเข้าใจไม่ตรงกันในเรื่อง ของหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นจึงทำให้เกิด การวิพากษ์วิจารณ์การตั้งข้อสังเกตในลักษณะที่แตกต่างกัน ขาวกับดำเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะขออนุญาตที่จะพูดในเรื่องของหลักการของการเป็นกฎหมายสูงสุด ของรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะสะท้อนกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าท่านควรจะต้องพิจารณา ถึงเรื่องเหล่านี้และทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของท่านได้ตอบโจทย์ในเรื่องเหล่านั้นด้วย ท่านประธานครับเรื่องที่สำคัญที่สุดของหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดก็คือเราจะต้องเข้าใจ ถึงหลักคิดหรือคอนเซพท์ (Concept) ของคำว่ารัฐธรรมนูญกับกฎหมายรัฐธรรมนูญเสียก่อน หลักคิดของรัฐธรรมนูญขออนุญาตในภาษาวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษที่เรียกว่า คอนสทิทิวชันนอลลิสซึม (Constitutionalism) นั้น คือหลักของการที่จะสร้างกติกา ของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม เพราะเราเชื่อเป็นพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ ตามธรรมชาติที่จะทำหรือไม่ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการได้ และการใช้สิทธิและเสรีภาพ ส่วนบุคคลตามกฎธรรมชาตินี้ถึงที่สุดก็คือสามารถที่จะทำร้ายซึ่งกันและกันได้เพื่อจะปกป้อง สิ่งที่ตนเองต้องการ นั่นก็หมายความว่าถ้าทุกคนกลับไปสู่สภาวะธรรมชาติหรือกฎธรรมชาตินี้ สังคมก็อยู่กันไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่จะต้องทำร้ายซึ่งกันและกันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้หลักคิด ของรัฐธรรมนูญจึงได้มีการกำหนดให้คนในสังคมตกลงร่วมกันว่าเราจะสละสิทธิบางประการ ตามกฎของธรรมชาตินี้ นั่นก็คือสิทธิที่จะทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันที่สันติ สงบสุข มีความปลอดภัย และยิ่งไปกว่านั้นจะทำให้สิทธิและเสรีภาพของเราในฐานะที่เป็นมนุษย์ ในเรื่องอื่น ๆ สามารถปฏิบัติได้ เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในการที่จะแสดงออก เป็นต้น จากหลักคิดของรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้หมายความว่า มนุษย์ได้ตกลงที่จะยอมสละบางอย่างอันเป็นสิทธิของความเป็นมนุษย์เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ ของการเป็นพลเมืองที่จะอยู่ในสังคมร่วมกันอย่างสันติสุขและปลอดภัยได้ ภายใต้หลักคิด ดังกล่าวนี้เองจึงทำให้เกิดการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อที่จะเป็นกฎเกณฑ์เป็นกติกา ในการที่จะอยู่ร่วมกันตามหลักคิดของรัฐธรรมนูญดังกล่าว และในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตามมีอยู่ ๓๐๙ มาตรา แล้วก็ ๑๕ หมวด ความหมายก็คือว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญจะเป็นฉบับใดก็ตามจะแก้ใหม่ ร่างใหม่ในอนาคตก็ตาม ได้มีการพิสูจน์ ยืนยันแล้วว่าไม่สามารถที่จะครอบคลุมทุกเรื่องทุกประเด็นได้ เพราะว่าในความเป็นจริง ของสังคมมีรายละเอียดและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคำถามที่สำคัญ ก็คือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้สามารถครอบคลุมทุกประเด็นในสังคม ดักปัญหาทุกปัญหาได้ในสังคมอนาคต เราจะทำอย่างไรจึงจะทำให้คนในสังคมสามารถ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปลอดภัย มีสิทธิและเสรีภาพบนฐานของการเคารพซึ่งกันและกันได้ อย่างไร นั่นก็หมายความว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเองมีข้อจำกัด กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คำตอบทุกเรื่อง เพราะว่าในสังคมของเรายังมีประเพณี ยังมีศีลธรรม มีจริยธรรม มีวัฒนธรรมและมีความเชื่อที่ได้สะสมกันมาเป็นเวลายาวนาน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด เพราะฉะนั้นคำถามก็คือว่าประเพณี ศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และความเชื่อเหล่านี้จะถูกนำมาประกอบเข้ากับกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของหลักคิดของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ที่ผมได้พูดไปแล้วก็คือความสงบสุข ความปลอดภัย การรักษาไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนจะทำอย่างไร การจะทำเช่นนั้นได้จึงจำเป็นที่จะต้องมีศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่แค่แต่เป็นเพียงกลไกหรือองค์กรที่ตั้งขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญกำหนด แต่ศาลรัฐธรรมนูญตั้งขึ้นเพราะจะต้องเป็นผู้เชื่อมกฎหมาย รัฐธรรมนูญกับสภาวะความเป็นจริงของสังคมในแต่ละช่วงเวลา ในการที่จะรักษาไว้ซึ่งหลักคิด ของรัฐธรรมนูญดังที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ภายใต้ความเข้าใจดังกล่าวนี้เอง เมื่อเรากลับมาดูความเป็นจริงของสังคมไทยของเราวันนี้จะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญในบริบท ของสังคมไทยปัจจุบัน และกระบวนการยุติธรรมไทยในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าสังคมไทยวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการยุติธรรมของเรา กลไกและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้รักษา กฎหมายในเรื่องต่าง ๆ และเป็นผู้ที่จะต้องปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ของตนเองตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และ ทำให้กฎหมายที่เราได้กำหนดไว้ไม่สามารถบังคับใช้ตามเจตนารมณ์ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ เรื่องทั้งหลายแทนที่จะถูกกรองและแก้ไขปัญหาด้วยองค์กรตามกระบวนการยุติธรรม ตามลำดับชั้นจึงผ่านสะดวกมาถึงศาลรัฐธรรมนูญ สภาวะดังกล่าวนี้เองจึงทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเผชิญกับปัญหาและความขัดแย้งโดยตรง แทนที่จะมีกลไกของ กระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ ช่วยกรอง ช่วยแก้ไข และช่วยจัดการกับปัญหาและข้อขัดแย้งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับปัญหาและ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม เพราะฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงถูกใช้เกินจำเป็นในสังคมการเมือง ของเราวันนี้ คำถามก็คือว่าเป็นความผิดของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ที่เป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งอาจจะใช่ แต่อีกส่วนหนึ่งที่ชัดเจนมากกว่าก็คือกระบวนการยุติธรรมของเรา ในวันนี้ที่จะประกอบในการรักษาไว้ซึ่งความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญไม่มีผลบังคับใช้ ในความเป็นจริง ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา เมื่อเป็นเช่นนี้คำถามก็คือว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะทำอย่างไร ถ้าท่านคิดในมุมแคบศาลรัฐธรรมนูญก็คงไม่ต้องทำอะไรกับเรื่องเหล่านี้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของท่านโดยตรง แต่ถ้ามองในมุมกว้างศาลรัฐธรรมนูญหลีกเลี่ยงผลกระทบ จากปรากฏการณ์เหล่านี้ได้หรือไม่ ท่านหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็ขออนุญาต ตั้งคำถามกับศาลรัฐธรรมนูญว่าท่านจะทำอย่างไรกับบริบทของสังคมไทยและกระบวนการ ยุติธรรมที่มีการละเว้นในสังคมไทยของเราวันนี้ ท่านประธาน อีกประเด็นหนึ่ง ที่มีความสำคัญมากที่ผมได้กราบเรียนในเรื่องของหลักดังกล่าวไปตอนต้นแล้วก็คือ การทำความเข้าใจกับประชาชน วันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเข้าใจของประชาชนยังเห็นต่างกันเยอะมาก ผมไม่อยากจะ พูดคำว่าถูกหรือผิด แต่ผมอยากจะพูดว่าเราเห็นต่างกันมากในเรื่องของหลักรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของคำตัดสิน ในเรื่องของคำวินิจฉัย ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้คือความเป็นจริงที่ท่านปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ ผมขออนุญาตย้ำ ผมไม่ได้บอกว่าใครถูกหรือใครผิด แต่สำคัญมากกว่าก็คือผมต้องการจะย้ำว่า มีการเห็นต่างกันอย่างรุนแรงในสังคมของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เกิดสภาวการณ์ ที่ได้มีการพูดกันมาก ผมขออนุญาตยก ๑ ตัวอย่าง วันนี้มีการพูดกันมากว่าประชาธิปไตย ของประเทศไทยตกอยู่ในกับดักของประชาธิปไตยเสียงข้างมาก นั่นก็คือการใช้เสียงข้างมาก เป็นตัวตัดสินเกือบทุกเรื่อง ถึงแม้ว่าจะไม่หมดทุกเรื่อง และเมื่อสักครู่นี้สมาชิกบางท่าน ก็ได้อภิปรายชัดเจนแล้วว่าเสียงข้างมากคือเสียงที่สะท้อนความต้องการ แต่เสียงข้างมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เมื่อเป็นเช่นนี้คำถามก็คือว่าเมื่อประชาชน นับล้าน ๆ คนคิดอย่างนี้แล้วจะบอกว่าไม่ถูกต้องได้อย่างไร เรายังไม่มีคำอธิบาย ที่เป็นทางการจากศาล ถ้าจะพูดกันจริง ๆ ต้องพูดให้ถูกต้อง พูดให้ครบว่าไม่ถูกต้อง ตามเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามหลักของรัฐธรรมนูญอย่างไร เป็นต้น ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านผู้ที่มาชี้แจงจากศาลรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าท่านมีปัญหา เรื่องการสื่อสารกับประชาชน จริง ๆ เราอยากเห็นศาลรัฐธรรมนูญให้ความรู้ความเข้าใจ ที่ประชาชนจะสามารถเข้าใจได้อย่างไม่ยากนัก แต่ไม่ได้เข้าใจอย่างผิวเผิน จะต้องเข้าใจ ที่ลึกซึ้งพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าใจให้ถึงแก่น ดังที่ผมได้กราบเรียนไปตอนต้นว่า หลักคิดของรัฐธรรมนูญคืออะไรที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ขออนุญาตที่จะไม่พูดถึงอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญท่านไม่ควรที่จะคิดว่าท่านทำงานคนเดียว ท่านจะต้องหา องค์กรอื่น ๆ อย่างเช่นสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ที่จะช่วยในการให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้กับประชาชนของเรา เพื่อที่เราจะได้เห็นตรงกัน และเมื่อเราเห็นตรงกันแล้วปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ก็จะลดลง ท่านประธานครับ เรื่องที่สำคัญที่ผมอยากจะขออนุญาตฝากให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้กรุณาหาวิธีการที่จะสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชนใน ๒-๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือหลักคิดรัฐธรรมนูญหรือคอนสทิทิวชันนอลลิสซึมมันคืออะไรครับ อันที่ ๒ กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือคอนสทิทิวชันนอล ลอว์ (Constitutional Law) มันคืออะไรครับ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้วอย่างที่ท่านผู้อภิปราย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนิพิฏฐ์ได้พูดชัดเจนว่า ผู้พิพากษา ๓ คนมาตัดสินนายกรัฐมนตรีที่มาจาก ๒๐ ล้านคน ประหารชีวิตได้อย่างไร ถ้าเราเข้าใจหลักดังกล่าวที่ผมได้เรียนไปแล้วก็จะไม่มีคำถามเหล่านี้ครับ และที่สำคัญ ที่ใกล้ตัวท่านมากก็คือศาลรัฐธรรมนูญคืออะไรครับ อะไรคือคุณสมบัติที่เป็นหัวใจของคำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ท่าน ศาลรัฐธรรมนูญถ้าเท่ากับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ท่าน ผมคิดว่าประเทศไทยมีปัญหาแน่ครับ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกับคนที่นั่ง ๙ คน บนบัลลังก์ถ้าเหมือนกัน เราก็มีปัญหาแน่ครับ วันนี้สะท้อนให้เห็นว่าเรายังไม่สามารถแยกแยะหลักการ องค์กร หรือสถาบันที่ปฏิบัติ ตามหลักการนั้น และผู้ปฏิบัติในนามขององค์กร เรายังแยก ๓ เรื่องนี้ออกจากกันไม่ได้ครับ ท่านประธาน เมื่อเราแยก ๓ เรื่องนี้ออกจากกันไม่ได้ เราก็มีการกล่าวหา ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็โยงสลับไปสลับมา และสร้างความสับสนให้กับประชาชน ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ ว่า ผมขออนุญาตตั้งคำถามนะครับว่าถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ท่านตัดสินผิด ผมขออนุญาตสมมุติ ตัดสินผิด ความหมายก็คือไม่ต้องมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไปใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ผมคิดว่าเป็นคำตอบที่อันตรายมากเลย แต่ถ้าเราบอกว่าก็เปลี่ยน ๙ ท่านให้เป็นคนใหม่ ผมคิดว่าคำตอบนี้ดีกว่าคำตอบที่แล้วครับ แต่คำถามก็คือแล้วคำตอบ ที่ดีที่สุดคืออะไรครับ ตรงนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องคิดแล้วครับ เป็นโจทย์วิจัยที่ท่านจะต้อง ตอบอย่างนี้เป็นต้น นั่นก็หมายความว่าหลักคิด ข้อกฎหมาย ความเป็นสถาบันของศาลรัฐธรรมนูญ ตัวบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งเดียวกันครับ เป็นคนละสิ่ง เป็นคนละเรื่อง และถ้าเกิดข้อผิดพลาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดทุกเรื่องมีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยของประเทศไทยของเราจำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อหลักการสำคัญดังกล่าว ไม่เช่นนั้นเราก็คงจะมีปัญหาแล้วก็ขัดแย้ง แล้วก็ถูกอารมณ์นำพาไป แล้วก็เกิดความรุนแรงในบ้านเมืองของเรา ท่านประธานครับ ผมอยากจะขออนุญาต ให้ข้อเสนอแนะเพื่อท่านได้กรุณารับไปพิจารณา
ประการที่ ๑ ที่ผมได้พูดบ้างแล้วแต่ขออนุญาตที่จะอธิบายก็คือเรื่อง การสื่อสารกับประชาชน วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญท่านพยายามทำหน้าที่ของท่านในการรักษา หลักการรัฐธรรมนูญและตัวบทกฎหมายของรัฐธรรมนูญ แต่ท่านไม่ได้ทำความเข้าใจ กับประชาชนเลย ถึงบริบทของสังคมการเมืองไทยวันนี้ว่าเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย และการใช้รัฐธรรมนูญอย่างไร และที่สำคัญก็คือมีปัญหาตรงไหน เพราะอะไร ท่านไม่ได้สื่อสารเรื่องนี้กับประชาชนเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านจำเป็นจะต้องสื่อสาร ในเรื่องเหล่านี้กับประชาชนให้ชัดเจน ประชาชนอาจจะเห็นต่างจากคำพิพากษาของท่าน คำวินิจฉัยของท่านคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ไม่เป็นปัญหาครับ ถ้าความเห็นต่างนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจต่อหลักคิดเรื่องรัฐธรรมนูญตรงกัน อันนี้ไม่เป็นปัญหาเลย และในทางกลับกันอาจจะเป็นประโยชน์ด้วยซ้ำไปที่จะทำให้เราเห็นความหลากหลาย ทางความคิดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าความเห็นต่างนี้เกิดขึ้นจากความเข้าใจต่อหลักรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ตรงกัน หรือไม่เข้าใจต่อหลักรัฐธรรมนูญเลย ตรงนั้นสิครับเป็นอันตรายและเป็นข้อขัดแย้ง ที่น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นศาลรัฐธรรมนูญได้ตระหนักถึงความสำคัญของความจริง ในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็แก้ไขปัญหาในเรื่องของความเข้าใจนี้ที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญ กับประชาชนคนไทยของเรา ในประการที่ ๒ ที่ผมอยากขอเสนอครับ