กษิต ภิรมย์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ โดยเห็นด้วยและยินดีที่จะให้ความเห็นชอบ ต่อมาเสนอสองประเด็นที่ต้องการให้ฝ่ายรัฐบาลและภาคประชาสังคมพิจารณา และเสนองานกระจายอำนาจในการดูแลสัตว์ให้กับท้องถิ่นและภาคประชาสังคม
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัตินะครับ แล้วก็ยินดีที่จะเข้าสู่สภาเพื่อจะให้ความเห็นชอบต่อไป ผมมีแค่ ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง เพื่อจะฝากไปทางฝ่ายรัฐบาลแล้วก็โดยเฉพาะเพื่อน ๆ จากทางภาคประชาสังคมด้วย
ประเด็นแรก เท่าที่ผมจำความได้นี่สังคมสเปนแล้วก็รัฐบาลสเปนได้ตกลงแล้ว ออกกฎหมายแล้วที่จะเลิกการชนวัวครับ เพราะเขาเอาเรื่องของสิทธิเสรีภาพของสัตว์ เป็นตัวตั้ง แล้วก็ประเพณีวัฒนธรรมเป็นตัวรอง แล้วในกรณีที่เราจะออกกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสัตว์โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันการทารุณกรรมนั้นต้องเอาสิทธิของสัตว์เป็นตัวตั้ง ประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่มันบ่งบอกไปในการทารุณกรรมต่อสัตว์นั้นจะต้องเลิกครับ ค่อย ๆ เลิกไปในที่สุดครับ ไม่อย่างนั้นแล้วตัวกฎหมายมันจะขัดกันเองว่าบอกว่ารักษาประเพณี แต่ว่าทารุณสัตว์แล้วก็จะมาออกกฎหมายในเรื่องของการทารุณกรรมต่อสัตว์ได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ รัฐสภา สังคมไทยต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งอย่างใด ๒ อย่างอยู่ด้วยกันไม่ได้ แล้วก็ประเทศสเปนได้ทำตัวเป็นแบบอย่างแล้ว
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าที่บอกว่าชนวัวก็ดี ชนไก่ก็ดี เป็นประเพณีก็ถูกต้อง แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันเป็นการส่งเสริมการพนันใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดมันเป็นการส่งเสริมการพนันจะโดยถูกกฎหมาย ผิดกฎหมายมันก็เป็นการพนัน เราก็ไม่อยากจะให้สังคมไทยติดอยู่กับการพนัน เพราะฉะนั้นอย่ามาอ้างการทารุณสัตว์ แล้วบอกว่าเป็นประเพณีนะครับ ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะฝากท่านประธานไปสู่คณะกรรมาธิการ ที่เราจะได้จัดตั้งขึ้น
ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็คือว่าผมก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับเพื่อน ๆ สมาชิกว่า ไม่อยากจะให้อำนาจต่อหน่วยราชการโดยเฉพาะกรมปศุสัตว์แล้วก็กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์มากเกินไป ในเมื่อเราได้มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น อีกทั้งในสังคมไทย ในรัฐธรรมนูญนั้นเราก็ให้สิทธิอำนาจ ภาระหน้าที่ต่อองค์กรทางภาคประชาสังคมและ ประชาชนมาก ณ ที่นี้ก็นั่งอยู่ต่อหน้าของพวกเราก็คือสมาคมป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ แห่งประเทศไทย ทำไมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไม่คิดในการที่จะกระจายอำนาจ แล้วก็ความรับผิดชอบไปสู่ท้องถิ่น แล้วก็ไปสู่ทางภาคประชาสังคมที่เขามีองค์กรเป็นเรื่องเป็นราว คือสมาคมป้องกันการทารุณกรรมสัตว์แห่งประเทศไทย แล้วเขาก็มีเครือข่ายไปสู่ต่างประเทศด้วย อะไรที่จะให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคท้องถิ่นทำไปก็อย่าเก็บงานไว้ที่กรมปศุสัตว์ แล้วผมก็แน่ใจเมื่อร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓-๔ ฉบับจะออกมาที่เกี่ยวกับสัตว์นี่กรมปศุสัตว์ ก็ผลิตบุคลากรไม่พอ แล้วเราก็เป็นห่วงเป็นใยเรื่องการทุจริตคิดมิชอบของข้าราชการว่า พอมีอำนาจเมื่อไรแล้วก็มีการรีดไถแล้วก็ทำงานไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ใน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้น่าจะคิดในการที่จะกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นแล้วก็ทางภาคประชาสังคม ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กรมปศุสัตว์ก็เป็นผู้ผลิตหรือเป็นผู้ที่จะช่วยดูแลควบคุมต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งคือการให้ความรู้ต่อประชาชนโดยองค์รวม น่าจะเริ่ม ที่โรงเรียนเป็นต้น เพื่อให้เด็กรักสัตว์แล้วก็จะช่วยบอกพ่อแม่ที่มีอาชีพในการจะเลี้ยงสัตว์ จะเพื่อการขายเนื้ออะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็จะได้อะไรครับ ช่วยกันปกป้องคุ้มครองให้ความรู้ เราก็จะได้ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของสัตว์นั้นเป็นสำคัญนะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้าย ประชาคมโลกไม่ได้มีประเด็นปัญหากับการบริโภคเนื้อหมา หรือเนื้อสุนัขนะครับ ที่เขาเป็นห่วงในเวทีโลกระหว่างนี้ก็คือว่าเลี้ยงอย่างไร เก็บอย่างไร ขนส่งอย่างไร และวิธีฆ่าอย่างไร ทั้ง ๔ ขั้นตอนนั้นจะต้องไม่เป็นการทารุณสัตว์ จะกินอะไร ที่มันเป็นประเพณีก็ไม่มีใครเขาว่าอะไรกันต่าง ๆ
ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็คือว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่บริโภคเนื้อสุนัข แล้วก็กฎหมายน่าจะสะท้อนว่าเราจะต้องห้ามไม่ให้มีการส่งออกไปที่ประเทศเวียดนาม หรือจะไปที่ประเทศเกาหลีเหนือ ประเทศเกาหลีใต้อย่างแน่ชัด อันนี้ต้องพูดกันเสียให้ชัด แล้วก็ต้องมีการให้อำนาจ มีการควบคุมกันให้เป็นเรื่องเป็นราว ตรงประเพณีวัฒนธรรม ที่ภาคอีสานไม่มีปัญหา แต่ประเทศไทยจะต้องไม่เป็นผู้ที่ส่งออกสัตว์ที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นสัตว์เลี้ยง เป็นสัตว์ที่หลาย ๆ ครอบครัวในประเทศไทย ในสังคมทั่วโลกเลี้ยงเหมือนกับ เป็นลูก เป็นบุคคลในครอบครัว ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ ๔-๕ ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ขอบคุณมากครับ