สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๘ สิงหาคม ๒๕๕๕

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย โดยอ้างอิงกฎหมายที่มีอยู่ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และกฎหมายประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 และอธิบายคํานิยามวิชาชีพแพทย์แผนไทย และการประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย

นายชลน่าน ศรีแก้ว ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานประธานคณะกรรมาธิการ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้ง ๔ ท่านที่ได้ให้ความสนใจในการร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ผมเริ่มที่คําแปรญัตติของท่านขจิตร ชัยนิคม ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน มาตรา ๓ ในหลักของท่านขจิตรผมเองก็เห็นด้วยในนามประธานคณะกรรมาธิการ กรณีที่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยกมาตรา ๓ มาเขียนคํานิยาม ผมกราบขอบคุณ ท่านอาจารย์ผุสดี ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่พูดถึงหลักคิดมันเป็นสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกเป็นอย่างยิ่งในเรื่องนี้ เนื่องจากว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในสารบัญญัติค่อนข้างมาก จากร่างที่เราใช้ สผ ๒/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) ปัทมา ๒๗/๒ เป็นร่างหลักในการพิจารณา คําแปรญัตติของท่านขจิตรมีความประสงค์ที่จะบัญญัติคํานิยาม คําว่าการแพทย์แผนไทยไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจริง ๆ กรรมาธิการเสียงข้างมากเอง ไม่ได้ขัดข้องกับท่าน แต่เมื่อเราพิจารณาถึงเหตุผล ถึงหลักคิด ถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับกลไกที่มีอยู่ในปกติแล้ว เราในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากเราเห็นว่า เฉพาะคําว่าการแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นคําทั่วไปนะครับ กฎหมายฉบับนี้ ชื่อร่างเป็นวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ไม่ใช่ร่างพระราชบัญญัติการแพทย์แผนไทยนะครับ เป็นร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... ตามชื่อร่างแล้วก็มาตรา ๑ ที่ผ่านไป แต่เหตุที่เราต้องบัญญัติคําว่าการแพทย์แผนไทยไว้ในคํานิยาม ซึ่งจริง ๆ ไม่จําเป็น ก็ได้ครับ แต่ว่าความจําเป็นที่เราต้องบัญญัติไว้เหตุผลประการที่ ๑ ถ้าจะบัญญัติควรจะ บัญญัติอย่างไร เหตุผลประการที่ ๑ กรรมาธิการเสียงข้างมากมีความประสงค์ที่จะยึดโยง กฎหมายฉบับหนึ่งที่ออกมาเมื่อปี ๒๕๔๒ ชื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทย ตัวนั้นชัดเจนมีคําว่าภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย แล้วมีบทคํานิยาม เรื่องนี้ไว้ชัดเจนในกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทยมา ถ้าเราไม่ยึดโยงกฎหมายที่มีอยู่ก็จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด การแปลความที่คลาดเคลื่อน เราเข้าใจว่าบรรดาผู้อ่านกฎหมายอยากจะให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในกฎหมายฉบับเดียว แต่ถ้ามันมีความเชื่อมโยงแล้วเราก็อยากจะเขียนให้เชื่อมโยงกับกฎหมายที่มีอยู่ สผ ๒/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๒๘/๑ นั่นคือเอาคํานิยามของกฎหมายฉบับนั้นมาใส่ไว้ในกฎหมายฉบับนี้ แต่การเอามาเขียนไว้ ในกฎหมายฉบับนี้ทําไมไม่ยกเอาถ้อยคําทั้งหมดมาเขียน เหตุผลที่ตอบ กรรมาธิการ เสียงข้างมากก็บอกว่าเมื่อเราอยากจะยึดโยงกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งมีความสําคัญ มีความสําคัญต่อผู้ที่สืบค้น ผู้ที่จะใช้กฎหมาย เราก็อ้างชื่อกฎหมายไปเพื่อจะได้ยึดโยง และเชื่อมโยงกัน อันนี้ก็เป็นเหตุผลนะครับ ที่ต้องขออนุญาตท่านขจิตรด้วยความเคารพว่า เสียงข้างมากเราเห็นมีความจําเป็นอย่างนั้นเฉพาะการแพทย์แผนไทย และคํานิยาม ที่ท่านขจิตรได้ยกมาก็มีความแตกต่างไปจากคํานิยามของพระราชบัญญัติคุ้มครองและ ส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยได้เขียนไว้ ผมจะขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่าน ในคํานิยามนั้น การแพทย์แผนไทย หมายความว่า กระบวนการทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับ การตรวจ วินิจฉัย บําบัด รักษา หรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์ หรือสัตว์ การผดุงครรภ์ การนวดไทย การให้ความหมาย รวมถึงการเตรียมการผลิตยาไทย และการประดิษฐ์อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ทั้งนี้โดยอาศัยความรู้หรือตําราที่ได้ ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมา อันนี้คือคํานิยามที่กรรมาธิการเห็นว่ามีความสมบูรณ์ที่สุด แต่ว่าเราอ้างอิงให้เห็นว่ามีอยู่ตรงนี้แล้ว แต่เราไม่ได้นํามาใช้ทั้งหมดนะครับ นั่นหลักคิด ข้อที่ ๒ ที่เราบัญญัติคํานิยามศัพท์ขึ้นมาในกฎหมายฉบับนี้ก็คือวิชาชีพการแพทย์แผนไทย เราก็เลยมีความจําเป็นที่จะต้องให้คํานิยามคําว่าวิชาชีพการแพทย์แผนไทยคืออะไร หมายความว่าอย่างไร ก็เลยมีคํานิยามคําว่าวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ซึ่งสอดคล้องกับ ร่างเดิมครับ ร่างเดิมของภาคประชาชนแล้วก็ท่านอร่าม อามระดิษ นะครับว่าวิชาชีพ แพทย์แผนไทย หมายความว่า นั่นคือคํานิยามเดิม ซึ่งเราดูแล้วถ้าเราจะเขียนตามนั้น มันออกจะแคบเกินไป ก็เลยขออนุญาตที่ทําตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยมีหลักคิดว่า ตามกฎหมายเดิมซึ่งใช้อยู่คือกฎหมายการประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งล่าสุด แพทย์แผนไทยเป็นสาขาหนึ่งในกฎหมายประกอบโรคศิลปะ ในมาตรา ๕ ซึ่งคําว่าแพทย์แผนไทยในกฎหมายฉบับนั้นแบ่งเป็น ๒ สาขาหรือ ๒ ประเภท คือสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์กับสาขาการแพทย์แผนไทย นั่นคือกฎหมายเดิมครับ แล้วก็มีวิธีการ มีกระบวนการการทํางานในกฎหมายเดิม มีคณะกรรมการวิชาชีพที่จะคอย ควบคุมดูแลตามกฎหมายประกอบโรคศิลปะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหลักคิดตรงนี้เมื่อเราจะมา สผ ๒/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) สมร ๒๘/๒ เขียนในกฎหมายวิชาชีพที่เป็นกฎหมายที่แยกออกมาจากกฎหมายการประกอบโรคศิลปะแล้ว เราต้องเขียนให้ชัด เพราะฉะนั้นคํานิยามคําว่าวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก็เลยต้องให้ หมายความว่าวิชาชีพเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและการประกอบ วิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คือเอาเค้าโครงกฎหมายเดิมมาเขียนแต่เน้นให้ชัดขึ้น เป็นการประกอบแล้วนะครับ คือการกระทําแล้ว วิชาชีพการแพทย์แผนไทยคือการประกอบ วิชาชีพการแพทย์แผนไทยและการประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ นั่นคือความหมายหลักของมัน ถ้าเราเข้าใจว่าวิชาชีพการแพทย์แผนไทยคือ ๒ สาขานี้ เป็นการประกอบวิชาชีพ ๒ สาขานี้ เราก็จะเข้าใจในคํานิยามซึ่งเราเขียนตัวบทรองรับเอาไว้ นี่คือหลักคิดข้อที่ ๑ นะครับ

แล้วก็มีคํานิยามที่จะต้องบอกให้ชัดไปว่าวิชาชีพแพทย์แผนไทยเมื่อแยกย่อย มาเป็นการประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยแล้วตรงนี้คืออะไร ก็เลยมีหลักคิดไว้ให้ คํานิยามตรงนี้นะครับ คํานิยามตรงนี้ก็จะอธิบายความในรายละเอียดไปเช่นเน้นลงไปถึง องค์ความรู้ด้านต่าง ๆ เน้นลงไปเลยครับ หมายถึงการกระทําและองค์ความรู้ ด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การผดุงครรภ์ไทย การนวดไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทยด้วย สผ ๒/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รัศมี ๒๙/๑ อันนี้ก็เอามาเขียนในรายละเอียดตรงนี้เพื่อแยกให้เห็นว่าการประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย แตกต่างจากการประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ซึ่งไม่มีเรื่องพวกนี้แต่จะเป็น การประยุกต์ใช้ตามคํานิยาม อันนั้นคือหลักคิดที่ท่านอาจารย์ผุสดีได้กรุณาถาม

ส่วนคําถามของท่านไพจิต ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านว่า ทําไมต้องนําเอา ศัพท์อื่น ๆ มาบัญญัติไว้ในคํานิยาม ด้วยความเคารพท่านไพจิตครับ เมื่อเราเขียนคําว่า การประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประกอบด้วยองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การนวดไทย การผดุงครรภ์ไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทย มันก็เลยมี ความจําเป็นต้องมาเขียนคํานิยามให้ชัดลงไป ประกอบกับกฎหมายเดิมคือกฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ ปี ๒๕๔๓ ได้เขียนคํานิยามเหล่านี้เอาไว้ เมื่อเราแยกมา เป็นสภาการแพทย์แผนไทยแล้วเป็นกฎหมายเฉพาะเราก็ต้องนิยามความเฉพาะตรงนี้ให้กับ กฎหมายฉบับนี้ อันนี้คือหลักคิดที่ท่านอาจารย์ได้กรุณาสอบถามผม ก็ด้วยความเคารพ ท่านอาจารย์หมอเชิดชัยที่ได้ช่วยให้ความเห็นอธิบายประกอบในนามของกรรมาธิการ เสียงข้างมากด้วย กราบขอบคุณท่านประธานครับ