อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องการขอเพิ่มค่าตอบแทนสำหรับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) และบุคลากรทางศาสนาอิสลาม รวมถึงการขอสนับสนุนจากภาครัฐ และสอบถามรัฐบาลว่าจะปรับปรุงค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ชายแดนภาคใต้ และมีแผนปฏิบัติอย่างไร
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมถามกระทู้ถามทั่วไปในนามของคณะ ส.ส. จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งประกอบไปด้วย ส.ส. อลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. อภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส. กัมพล สุภาแพ่ง และการหารือร่วมกัน ของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่มุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส. ในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเรามองเห็นปัญหาร่วมกันและตระหนักถึงความส้าคัญในประเด็นนี้ ขอบคุณท่านประธาน ที่บรรจุกระทู้ถามเรื่องนี้ในระเบียบวาระการประชุมของสภา และขอบคุณท่านรัฐมนตรี ที่รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ในขณะนี้มาเป็นผู้ตอบนะครับ พวกเรามีบุคคลที่เราเคารพนับถือเป็นอิหม่าม เป็นคอเต็บ เป็นบิหลั่น หรือเป็นกรรมการ อิสลามประจ้าจังหวัดเป็นจ้านวนมาก ที่จังหวัดเพชรบุรีบ้านผมมีพี่น้องชาวมุสลิมอยู่ถึง ๔ อ้าเภอ ใน ๘ อ้าเภอ ก็เหมือนพี่น้องกัน เราพูดคุยกันมากมายหลายเรื่องในการพัฒนา การศึกษาหรือการศาสนาต่าง ๆ เพื่อสังคมแห่งสันติสุข แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านที่เคารพ เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นท่านโต๊ะอิหม่าม บิหลั่น หรือคอเต็บ ไม่เคยพูดเลยก็คือเรื่องประโยชน์ ของตนเอง การเรียกร้องค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและภารกิจ ที่เพิ่มขึ้น ไม่พูดเด็ดขาดครับ จึงเป็นเรื่องของเราซึ่งอยู่ข้างนอกและมองเข้าไปเห็นถึงปัญหา ก็ต้องท้าหน้าที่เป็นตัวแทน ผมกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรถึงท่านรัฐมนตรี ผ่านไปยังท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมทางบ้านว่ามัสยิดเป็นศูนย์กลางทางจิตใจและจิตวิญญาณ ของพี่น้องชาวมุสลิมในแต่ละชุมชน ในมหาคัมภีร์อัลกุรอานนั้นได้กล่าวไว้ว่ามัสยิด ก็คือบ้านของเอกองค์อัลเลาะห์ และมุสลิมที่เข้าไปในมัสยิดก็คือผู้ที่เข้าไปใกล้ชิด เอกองค์อัลเลาะห์ เป็นแกนหลักทางด้านศาสนารวมทั้งวิถีของชุมชน เพราะศาสนาอิสลาม มิได้แยกสังคมทางโลกและทางธรรมออกจากกัน แต่รวมเป็นเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน ภายใต้มหาคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญแห่งชีวิต มัสยิดจึงมีความส้าคัญเป็นอย่างยิ่ง ส้าหรับพี่น้องชาวมุสลิม และทั้งประเทศไทยของเราก็มีมัสยิดอยู่ ๓,๑๕๓ แห่ง ในมัสยิดนั้น จะมีบุคคลส้าคัญอย่างน้อย ๓ คน ก็คือบุคคลที่เราเรียกว่าอิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น และยังมีคณะกรรมการมัสยิดอีกจ้านวนหนึ่งระหว่าง ๖ คนถึง ๑๒ คน ท้าหน้าที่ขับเคลื่อน กิจการทางศาสนาและกิจการอื่น ๆ ของมัสยิดให้เป็นศูนย์กลางทางจิตใจและชุมชน ในพื้นที่มุสลิมทั่วทั้งประเทศ พี่น้องที่อยู่ทางบ้านอาจจะไม่เข้าใจว่าความแตกต่างของสถานะ ต้าแหน่ง ๓ ต้าแหน่งนี้เป็นอย่างไร ผมขออนุญาตอธิบายสั้น ๆ อิหม่ามก็คือผู้น้าศาสนา ในชุมชนนั้นครับ คอเต็บก็คือผู้บรรยายธรรม บิหลั่นคือผู้ที่ประกาศเชิญชวนให้พี่น้อง ชาวมุสลิมมาประกอบศาสนกิจตามก้าหนดเวลาหรือตารางเวลาตลอดทั้งปีครับ มีความส้าคัญเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันนี้ภารกิจของต้าแหน่งทั้ง ๓ ต้าแหน่ง รวมไปถึงต้าแหน่ง ประธานกรรมการอิสลามประจ้าจังหวัดเพิ่มขึ้น ภารกิจทางด้านศาสนานั้นมากอยู่แล้วครับ ภารกิจในการขับเคลื่อนวิถีชีวิตของพี่น้องชาวมุสลิมตามที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน หนักอยู่แล้วครับ วันนี้ยังมีภารกิจในเรื่องของยาเสพติด เรื่องของความมั่นคง เรื่องของ การคลี่คลายข้อพิพาทต่าง ๆ มากมายก่ายกองด้วยกัน ภารกิจทางด้านการศึกษา ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันฝืดเคืองมากครับ ต้องยอมรับว่าปีนี้เป็นปีที่คนไทย อดอยากปากแห้งทั้งประเทศ เงินเฟ้อรุนแรงครับ แต่เมื่อเรามามองค่าตอบแทน ที่ท่านอิหม่าม คอเต็บ หรือบิหลั่น หรือประธานกรรมการอิสลามประจ้าจังหวัด ในแต่ละจังหวัดได้รับน้อยจนน่าใจหาย น้อยจนจะบอกว่าไม่มีก็พูดได้ ล่าสุดครับ เมื่อปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ก็ได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนประธานกรรมการอิสลามประจ้าจังหวัด อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น มีการปรับปรุงค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่ ๓ ปีผ่านมาค่าตอบแทนนั้น ณ เวลานี้ก็ดูไม่เพียงพอต่อภารกิจที่เพิ่มขึ้น ท่านประธานครับ การปรับปรุงเมื่อปี ๒๕๕๒ ประธานกรรมการอิสลามประจ้าจังหวัดแบ่งเป็น ๓ ระดับครับ ถ้าเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ ที่มีมัสยิดมากกว่า ๑๐๑ แห่งขึ้นไป เดือนละ ๓,๕๐๐ บาท ฟังดูดีครับ จังหวัดขนาดกลาง ที่มีมัสยิด ๕๑-๑๐๐ แห่ง ๒,๗๐๐ บาท จังหวัดขนาดเล็กที่มีมัสยิดไม่เกิน ๕๐ แห่ง ๑,๙๐๐ บาทต่อเดือน อิหม่าม ๑,๒๐๐ บาท คอเต็บ ผู้บรรยายธรรมนี่ครับ ๑,๐๐๐ บาท บิหลั่น ๑,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเรามาดูจ้านวนสถิติ มัสยิดทั่วทั้งประเทศ ก็จะเห็นว่าจังหวัดส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็จะอยู่ในเกณฑ์ ข้อ ๓ เช่นจังหวัดเพชรบุรีมีพี่น้องมุสลิมเป็นหมื่น มีมัสยิดอยู่ ๑๕ แห่ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสิงห์บุรี ทั้งหลายทั้งปวงส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในหลักเกณฑ์ ข้อ ๓ ก็คือ มีมัสยิดไม่เกิน ๕๐ แห่งก็จะมีจังหวัดในภาคใต้บางจังหวัดและ ๓ จังหวัดภาคใต้ที่มีมัสยิด เป็นร้อยแห่ง ฉะนั้นส่วนใหญ่ของมัสยิดทั้งหลาย อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่นและประธาน กรรมการอิสลามประจ้าจังหวัดก็จะได้ค่าตอบแทนในอัตรา ข้อ ๓ ก็คือ ๑,๙๐๐ บาท ๑,๒๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท น้อยจนเหมือนเราไม่มีน้าใจ
ผมจึงขอตั้งค้าถามแรกต่อท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า รัฐบาลนี้นอกจากการแถลงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าจะมีการปรับปรุงค่าตอบแทน ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ แต่รูปธรรมในการปฏิบัติที่จะมีการปรับปรุงค่าตอบแทนเพื่อแสดง ความจริงใจของรัฐบาลนี้ต่อพี่น้องชาวมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องซึ่งเป็นผู้น้าทางศาสนา และจิตวิญญาณเป็นตัวแทนของพวกเขาเหล่านี้มีอย่างไร รัฐบาลนี้มีนโยบายที่จะ ปรับค่าตอบแทนต้าแหน่งเหล่านี้อย่างไรครับ