สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ ตุลาคม ๒๕๕๕

ธีระ วงศ์สมุทร หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำจืด โดยเสนอวิธีการแก้ไขที่มีหลายทางเลือก รวมถึงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และการป้องกันผลกระทบสิ่งก่อสร้างที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังพูดถึงผลประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อสร้างเขื่อนนี้

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครสวรรค์ที่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจาสอบถามความคืบหน้า ในสภาอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ท่านเคยได้ตั้งกระทู้ถามเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้วนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่องน้านั้น ทั้งน้าแล้ง น้าท่วม รัฐบาล ได้ให้ความส้าคัญถึงจะเห็นว่าในเรื่องของผลการศึกษาอีเอชไอเอของโครงการเขื่อนแม่วงก์นั้น ซึ่งได้ด้าเนินการเสร็จสิ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานี้ ซึ่งขณะนี้เอกสารดังกล่าวทั้งหมดได้ส่งไปยัง สผ. เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่จะน้าไปสู่การพิจารณา ของคณะกรรมการต่อไป ผมขออนุญาตสรุปสั้น ๆ นะครับ เนื่องจากว่าสาระส้าคัญ ของการศึกษามีเป็นจ้านวนมากและค่อนข้างจะมาก ฉะนั้นผลการศึกษาในครั้งนี้ ผมก็จะแยกออกเป็น ๔ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือเรื่องการศึกษาทบทวนทางเลือกของโครงการ เรื่องที่ ๒ ก็คือการศึกษาผลกระทบ ผลกระทบทั้งสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) ผลกระทบ ต่อสุขภาพหรือเอชไอเอ (HIA) และผลการศึกษาผลกระทบต่อสังคมคือเอสไอเอ (SIA) แล้วก็เมื่อมีผลกระทบแล้วก็จะมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและ การติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม แล้วก็การศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ ในส่วนของการศึกษาทางเลือกของโครงการนั้น

ในการศึกษาทางเลือกของโครงการมีทั้งหมด ๕ แนวทางเลือกด้วยกัน คือตั้งแต่การจัดการน้าโดยใช้สิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิม และการสร้างฝายตามล้าน้าเพื่อให้ราษฎร น้ามาใช้เอง ในเรื่องที่ ๓ ก็สร้างฝายตามล้าน้าและขุดสระในไร่นา ในเรื่องที่ ๔ ก็สร้างฝาย ตามล้าน้าและพัฒนาระบบน้าบาดาล ในเรื่องที่ ๕ ก็คือก่อสร้างอ่างเก็บน้าและพัฒนา ระบบชลประทาน ซึ่งผลการศึกษาก็ตอบว่าแนวทางเลือกที่ ๕ เป็นแนวทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ก็คือการก่อสร้างอ่างเก็บน้าและการพัฒนาระบบชลประทาน เมื่อได้แนวทางอย่างนี้แล้ว การศึกษาก็มาดูอีกว่าไซต์ (Site) ที่เหมาะสมในการสร้างเขื่อนนั้นก็มีอยู่ ๒ ไซต์ ก็คือ ที่เขาสบกกและเขาชนกัน ซึ่งผลการศึกษาก็พบว่าที่เขาสบกกนั้นมีความเหมาะสมมากที่สุด คือเขื่อนแม่วงก์ปัจจุบันซึ่งอยู่ตอนบน ส่วนผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น การศึกษา ผลกระทบทางด้านป่าไม้จะสูญเสียป่าไม้ในอุทยานประมาณ ๑๒,๓๐๐ ไร่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนแล้ว ประมาณร้อยละ ๒.๒ ของพื้นที่อุทยานทั้งหมด ด้านสัตว์ป่าก็มีกิจกรรมที่ก่อสร้าง อาจจะไปรบกวนกิจกรรมการด้ารงชีวิตของสัตว์ป่าบ้างในระหว่างก่อสร้าง ด้านการจัดการอุทยาน ก็จะมีหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่จะต้องย้ายออกไป ๑ แห่ง ส่วนด้านการเคลื่อนไหว ทางด้านธรณีวิทยานั้น แผ่นดินไหวไม่พบ ส่วนการชดเชยที่ดินนั้นก็จะมีที่ดินสูญเสีย เนื่องจากถูกน้าท่วมอยู่ที่ประมาณ ๑,๒๓๐ ไร่ตามที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ครับ ส่วนในเรื่องของสุขภาพนั้น สภาวะสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โครงการไม่พบปัจจัย ที่มีผลคุกคามต่อสภาวะสุขภาพของชุมชนอย่างรุนแรง ประชาชนส่วนใหญ่มีสุขภาพดี ส่วนในเรื่องของด้านสังคมนั้น โครงการท้าให้สูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมไปบางส่วน ซึ่งใช้เป็นแนวคลองส่งน้า แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ก็จะได้รับการเยียวยาชดเชยนะครับ

ส่วนในเรื่องของมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งก่อสร้างแล้วก็การติดตาม ผลกระทบนั้น ก็คงมีแนวทางที่จะด้าเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ดีที่สุดหรือว่า ให้ได้รับผลกระทบที่น้อยที่สุด ซึ่งแบ่งออกเป็นแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขลดผลกระทบ ซึ่งจะมีแผนงานอยู่ทั้งหมด ๒๕ แผนงาน คงสรุปสั้น ๆ ว่าเป็นแผนปฏิบัติการก่อนก่อสร้าง ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓ แผนงาน แผนปฏิบัติการในระหว่างก่อสร้างมีอยู่ ๑๖ แผนงาน ยกตัวอย่างเช่น แผนการเคลื่อนย้ายพันธุ์ไม้หรือการอนุรักษ์แผนผลักดันการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า ออกจากพื้นที่อ่างเก็บน้า แผนการปลูกป่าทดแทนและดูแลรักษา และแผนการสร้าง หน่วยพิทักษ์อุทยานเหล่านี้เป็นต้น ส่วนแผนปฏิบัติการระยะด้าเนินการซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๖ แผนงานด้วยกัน เช่นในเรื่องของแผนการพัฒนาป้องกันการเสื่อมโทรมของดิน ส้าหรับแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมนั้นก็มีแผนงานที่วางไว้ ด้วยกันทั้งหมด ๑๗ แผนงาน ยกตัวอย่างเช่น แผนติดตามตรวจสอบการใช้ทรัพยากรป่าไม้และ สัตว์ป่า แผนติดตามตรวจสอบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม แผนติดตามตรวจสอบทางด้าน กระทรวงสาธารณสุขและภาวะโภชนาการเหล่านี้เป็นต้น ถ้าโดยสรุปในภาพรวมแล้วจะเห็นว่า ในเรื่องของผลกระทบนั้นก็มีทั้งในเชิงบวกแล้วก็เชิงลบ โดยเชิงบวกหรือเราเห็นว่า เป็นที่ทราบว่าถ้าเราสร้างเขื่อนแม่วงก์แล้วก็จะมีปริมาณน้าเก็บกักได้ถึง ๒๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อน้าไปใช้ในการเกษตร อุปโภคบริโภค การประมง รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย แล้วก็เขื่อนแม่วงก์ก็จะมีพื้นที่ชลประทาน อยู่ที่ประมาณ ๒๙๑,๐๐๐ ไร่ ก็จะช่วยในฤดูแล้งได้อีก ๑๑๖,๐๐๐ ไร่ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีพื้นที่และประโยชน์ท้ายอ่างอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ นั่นก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการใช้ที่ดิน แล้วก็เป็นการยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรซึ่งมีราษฎรอยู่จ้านวนทั้งหมด ประมาณ ๑๔,๐๐๐ ครัวเรือน แล้วก็นอกจากนั้นแล้วยังมีผลผลิตสัตว์น้าต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น เมื่อมีอ่างเก็บน้าก็สามารถแก้ไขปัญหากรณีเกิดไฟป่าเกิดขึ้นซึ่งพบว่าในปี ๒๕๔๒ มีไฟป่า เกิดขึ้นถึง ๑๐๘ ครั้ง

นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของเศรษฐกิจสังคม ประชาชนก็ได้รับประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการที่เรามีอ่างเก็บน้า ด้านสาธารณสุข ด้านโภชนาการ ประชาชนในพื้นที่ชลประทานก็จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้อีกด้วย ส่วนด้านลบซึ่งจะเห็นว่า ด้านลบนี้ผลการศึกษาผลที่ผมเรียนเมื่อสักครู่พื้นที่อุทยานประมาณ ๑๒,๓๐๐ ไร่ หรือประมาณร้อยละ ๒.๒ ของพื้นที่อุทยาน เรื่องกระทบต่อหน่วยพิทักษ์อุทยาน ๑ แห่ง แล้วก็มันมีแหล่งโบราณคดีอยู่เพียง ๖ จุดอยู่ในอ่าง ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวก็คือ มีแก่งลานนกยูง แก่งท่าตาแสง แก่งท่าตาไท นอกจากนั้นก็เรื่องที่ดินของราษฎร ที่ได้รับผลกระทบเมื่อสักครู่นะครับ

ส้าหรับในเรื่องของเศรษฐศาสตร์นั้นการก่อสร้างเขื่อนทั้งหมด รวมทั้ง การแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยก็ใช้งบประมาณอยู่ที่ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งผลศึกษาออกมาว่าค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๑๒ นอกจากนั้น ถ้ามาดูในเรื่องของเอ็นพีวี (NPV) ก็เป็นบวกอยู่ที่ประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาทเศษ แล้วก็ บีซี เรโช (BC Ratio) ก็เกิน ๑ นี่คือทั้งหมดของผลการศึกษาครับ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ