ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หารือเรื่องบัตรเครดิตเกษตรกร และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึงเครดิตและลดต้นทุนในการผลิต
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้ได้ยื่น กระทู้ถามสดเพื่อจะเรียนถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องบัตรเครดิต เกษตรกร ซึ่งบัตรเครดิตเกษตรกรเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่บอกว่าเมื่อพรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาลแล้วจะมีบัตรเครดิตเกษตรกรให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งตอนนี้เราคงได้ยิน และได้ทราบเสมอครับว่ารัฐบาลไหนก็แล้วแต่ที่จะมาเป็นรัฐบาลก็บอกว่าชาวนา เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติมานานแล้วครับ วันนี้พรรคเพื่อไทย ได้มีนโยบายที่จะมีบัตรเครดิตเกษตรกรให้กับพี่น้องประชาชน บัตรเครดิตเกษตรกรนี้จะเป็น ประโยชน์อย่างไรให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งวันนี้รัฐบาลมีนโยบายบอกว่าลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส วันนี้ถ้าบัตรเครดิตเกษตรกรถึงมือเกษตรกรได้ก็จะลดต้นทุน ในการผลิตก็คือลดรายจ่าย เขาจะได้มีเงินไว้ซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง ซื้อพันธุ์ข้าว จ้างรถไถนา ในต้นฤดูการผลิต ต่อจากนั้นเสร็จแล้วก็จะสามารถเพิ่มรายได้โดยพี่น้องเกษตรกรจะได้ขายข้าว ได้ขายมันสำปะหลังในราคาที่แพงที่รัฐบาลประกาศว่าจะมีนโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งข้าวหอมมะลิ รัฐบาลประกาศบอกว่าปีนี้จะซื้อที่กิโลกรัมละ ๒๐ บาท แถวบ้านผมเขาเรียกว่าแสนละ ก็คือ แสนละ ๒,๔๐๐ บาท ข้าว กข. ๖ ก็อยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๖ บาท ข้าวเจ้าพันธุ์ปทุมธานี ข้าวเจ้า พันธุ์ชัยนาทก็กิโลกรัมละ ๑๕ บาท ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ขยายโอกาส ในการขยายโอกาสนั้นก็ให้เกษตรกรได้เข้าถึงโรงสี เข้าถึงพ่อค้าประชาชน ที่สามารถที่จะมีเงินไปจับจ่ายใช้สอยในการซื้อพืชผลการเกษตรเขาก็จะได้มีโอกาส ซึ่งเดิม ๆ เกษตรกรทำนาขาดทุนครับ ถ้าจดบัญชีฟาร์มลงทุนไป ๑๙,๐๐๐ บาท อาจจะขายข้าวได้สัก ๑๔,๐๐๐ บาท แต่เกษตรกรก็ต้องทำนาต่อไป วันนี้รัฐบาลนะครับ ผมคิดว่าเป็นแนวนโยบาย ที่ดีแล้วว่าจะมีบัตรเครดิตเกษตรกร ซึ่งสมมุติว่านะครับ ก็ขอถือโอกาสนี้บอก พี่น้องประชาชนว่าวันนี้สมมุติ ผม นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ได้ทำนาได้ขึ้นทะเบียนกับ เกษตรอำเภอว่าผมเป็นเกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวหอมมะลิ ๑๐ ไร่ ข้าวหอมมะลิ ๑๐ ไร่ ก็จะได้ข้าวประมาณ ๔ ตัน ถ้านโยบายรับจำนำข้าวก็อยู่ที่กิโลกรัมละ ๒๐ บาท ๔ ตัน ผมก็จะมีเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ซึ่งวันนี้ ธ.ก.ส. ก็จะเอาเงินเข้าในบัตรเครดิตเกษตรกรให้ผม ในจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท เสร็จแล้วมีข้อตกลงกันว่าเมื่อเงินเข้า ๘๐,๐๐๐ บาทให้ผมใช้ร้อยละ ๖๐ ก็คือประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าบาท เมื่อทำนาเสร็จแล้วผมก็จะเอาข้าวไปส่งที่โรงสีเพื่อจะใช้หนี้ ในวันที่ผมเอาเงินมาเริ่มฤดูการผลิต ปุ๋ยที่ผมเคยซื้อกระสอบละ ๑,๑๐๐ บาท เพราะว่า ไปเชื่อพ่อค้ามานี่ วันนี้ผมก็จะสามารถเอาบัตรนี้ไปรูดในราคา ๘๐๐ บาท ต้นทุนการผลิต ของผมก็จะลดลงกระสอบละ ๓๐๐ บาท สมมุติผมซื้อปุ๋ย ๑๐ กระสอบ ๑๑,๐๐๐ บาท ผมก็จะมาซื้อในวันนี้ ๘,๐๐๐ บาท ก็จะสามารถลดต้นทุนในการซื้อปุ๋ยลงมา ๓,๐๐๐ บาท ก็คือลดรายจ่ายแล้วก็เพิ่มรายได้ เมื่อในอดีตในรัฐบาลที่ผ่านมามีการประกันราคาก็คือ ข้าวหอมมะลิประกันราคาที่กิโลกรัมละ ๑๕ บาท แต่ไปขายจริง ๆ ได้ ๑๓ บาท รัฐบาล ก็ชดเชยส่วนต่างกิโลกรัมละ ๑.๕๐ บาทให้กับเกษตรกร เกษตรกรหลายคนก็เข้าใจว่าได้เงินฟรี แต่จริง ๆ แล้วก็คือเงินขายข้าวไม่พอที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ว่าจะประกันราคาข้าวหอมมะลิ ที่ ๑๕ บาท ถ้าผมทำนาตอนรัฐบาลก่อน ๔ ตันผมก็จะได้เงินประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาท แต่ไปขายจริง ๆ ได้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าบาทแล้วได้รับเงินชดเชยอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท รวมแล้วก็ประมาณเกือบ ๖๐,๐๐๐ บาท แต่วันนี้พรรคเพื่อไทยบอกว่าผมทำนา ๔ ตัน ผมได้เงินกิโลกรัมละ ๒๐ บาท ผมก็จะได้เงินประมาณ ๘๐,๐๐๐ บาท วันนี้ก็เป็นโอกาสของพี่น้องประชาชนที่จะได้เข้าถึง คือลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ก็อยากจะฝากเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าขณะนี้ มีพี่น้องเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับโครงการบัตรเครดิตเกษตรกรมีจำนวนกี่ราย ๒. เกษตรกรที่เข้าโครงการแล้วจะสามารถนำบัตรนี้ไปรูดซื้อสินค้าอะไรได้บ้าง ก็อยากจะฝาก เรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าเมื่อเราเริ่มโครงการนี้แล้วใช้บัตรนี้รูดซื้ออะไรได้บ้าง และมี เกษตรกรกี่รายที่เข้าร่วมโครงการและเหลือกี่ราย แล้วก็ท่านรัฐมนตรีตอบแล้วผมจะขอถาม ท่านอีกคำถามหนึ่ง ขอบคุณครับ