นคร มาฉิม เห็นแย้งกับมาตรา ๑๐ ของกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสภา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๖ กันยายน ๒๕๕๕

นคร มาฉิม เห็นแย้งกับมาตรา ๑๐ ของกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสภา เนื่องจากเห็นว่าข้อกำหนดเรื่องความยินยอมจากเจ้าของเอกสารส่วนบุคคลทำให้รัฐไม่สามารถเข้าถึงและบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญได้ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ประวัติศาสตร์เป็นความจริงตรงไปตรงมาโดยไม่บิดเบือน และเกรงว่าหากไม่แก้ไขอาจทำให้เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์สูญหายหรือถูกปิดกั้นไม่ให้เผยแพร่สู่สาธารณะ

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นค่อนข้างที่จะคล้ายคลึงกันกับที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านอภิชาต ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่ได้อภิปรายแสดงเหตุผลทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไข ของวุฒิสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนในประเด็นและข้อคิดเห็นในส่วนตัวของกระผม ต่อท่านประธาน เพื่อกราบเรียนต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้พิจารณา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในหมวด ๑ เอกสารจดหมายเหตุ

มาตรา ๖ เพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาเอกสารจดหมายเหตุ ให้กรมศิลปากร มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๔) ความเดิมที่ทางสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านความเห็นชอบไป ก็คือ (๔) พัฒนาระบบการให้บริการเอกสารจดหมายเหตุ ส่วนทางวุฒิสภาได้เพิ่มเติมมาว่า พัฒนาระบบการจัดเก็บเอกสารและการให้บริการเอกสารจดหมายเหตุ ที่ประชาชนรวมถึง คนพิการและผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ อันที่จริงแล้วการเขียนกฎหมายนั้น เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปซึ่งเป็นหลักพื้นฐานว่ายิ่งเขียนให้สั้น กระชับก็สามารถที่จะมองเห็น ถึงเจตนารมณ์ได้ไม่คลุมเครือ แต่ถ้าเกิดว่ายิ่งขยายมากเท่าไรข้อกฎหมายนั้นก็จะยิ่งแคบลง เท่านั้น แน่นอนครับการพัฒนาระบบการให้บริการเอกสารจดหมายเหตุผมว่าค่อนข้าง ที่จะมีความกว้างแล้วก็สามารถที่จะให้ทางกรมศิลปากรนั้นสามารถที่จะพัฒนาระบบต่าง ๆ ทั้งเอกสาร ทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์หรืออื่น ๆ เพื่อให้ครอบคลุม แล้วก็ประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไป คนด้อยโอกาส หรือว่าผู้พิการ ก็สามารถที่จะเข้าถึงได้อย่างรอบด้าน ครบถ้วน แล้วก็ตามเจตนารมณ์อยู่แล้ว อันนี้ยิ่งขยายข้อความมากไปผมเองก็เห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้ก็ยิ่งแคบเข้ามาทุกขณะ อันนี้เป็นในส่วนของมาตรา ๖ นะครับ

ในส่วนของมาตรา ๑๐ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าความเดิม ที่ทางสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบและผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วก็คือเฉพาะมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏแก่กรมศิลปากรว่าเอกสารส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ในความครอบครองของบุคคล อาจมีคุณค่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุ ให้กรมศิลปากรขอตรวจสอบและประเมินคุณค่าของเอกสาร นั้น ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้หมายถึงว่านัยสำคัญก็คือรัฐหรือว่าหน่วยงานของรัฐถ้าเห็นว่าเอกสารใด ๆ ก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารส่วนบุคคล หรือเอกสารสาธารณะ หรือเอกสารทั่วไป ถ้าเห็นว่าเอกสารนั้นมีความสำคัญต่อการที่จะบ่งบอกถึงเหตุการณ์อันสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง ของประเทศ รัฐก็สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบเพื่อปกป้อง เพื่อรักษาหรือเผยแพร่เอกสารนั้น ๆ ให้สู่สาธารณะ เพราะเป็นเอกสารที่สำคัญและสื่อนัยสำคัญถึงประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่กำหนดถึงความเป็นมาความเป็นไปของประเทศได้ แต่ถ้าเกิดว่าทางวุฒิสภาเพิ่มเติมคำว่า เมื่อปรากฏแก่กรมศิลปากรว่าเอกสารส่วนบุคคลซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ในความครอบครอง ของบุคคล อาจมีคุณค่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุ ให้กรมศิลปากรขอตรวจสอบ และประเมิน คุณค่าของเอกสาร เพิ่มเข้ามาว่า โดยได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น ก็จะยิ่งแคบลงเลย ก็คือเห็นถึงเจตนารมณ์ของทางวุฒิสภา ด้วยความเคารพต่อเจตนารมณ์ของท่านก็คือว่า ท่านให้สิทธิความเป็นส่วนบุคคลนั้นสำคัญมากยิ่งกว่าสิทธิของสาธารณะที่ควรที่จะบันทึก เป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไว้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเลยกราบเรียนถาม ท่านประธาน กราบเรียนต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่าแล้วถ้าเกิดว่าเขาไม่ยินยอมล่ะ คุณค่าของเอกสารฉบับนั้นควรที่จะบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของชาติหรือว่าสื่อนัย ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ แล้วสิทธิส่วนบุคคลก็หายไป แล้วถ้าเกิดว่ากาลเวลา เปลี่ยนไปผู้ที่เก็บรักษาหรือว่าคนที่สร้างเอกสารส่วนบุคคลฉบับนั้นขึ้นมาเขาเสียชีวิตแล้ว ทายาทของเขาไม่ยินยอมหรือว่าถูกจำหน่ายจ่ายโอนออกไปทั้งในหรือว่าต่างประเทศ คุณค่าของเอกสารฉบับนั้น ๆ ก็สูญหายไปเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ผมกราบเรียน ท่านประธาน ครั้งหนึ่งในขณะพิจารณาวาระที่หนึ่งว่าผมต้องการให้ประวัติศาสตร์ทุกอย่าง เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องการให้ผู้ชนะเท่านั้นเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ แต่ต้องการให้ ประวัติศาสตร์บันทึกความจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการบิดเบือนและให้ความเป็นธรรม กับทุกฝ่ายทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ ทั้งเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย ผมว่าประวัติศาสตร์ อันนั้นจะทรงคุณค่าเพราะยืนอยู่บนความเป็นจริงครับ เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่ น่าเสียดาย ถ้าเกิดทางวุฒิสภาบอกว่าต้องได้รับความยินยอมจากเอกชนก่อน แล้วส่วนใหญ่ ของประเทศก็เสียโอกาส อันนี้เป็นมาตรา ๑๐ ในส่วนที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตเห็นแย้ง กับความเห็นของทางวุฒิสภา

ประเด็นสุดท้ายครับ มาตรา ๑๓ หอจดหมายเหตุแห่งชาติมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๗) จัดทำบันทึกประวัติศาสตร์บอกเล่าในทุกความเห็น ซึ่งความเห็นของผม ค่อนข้างที่จะสอดคล้องกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายไปก่อนจะไม่ขออภิปรายซ้ำ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการเพิ่มบอกว่าทุกความเห็นจะเป็นภาระต่อหอจดหมายเหตุ แล้วถ้าเกิดว่าบันทึกทุกความเห็นไม่ได้ ประวัติศาสตร์หรือหอจดหมายเหตุมีอำนาจหรือว่า มีสิทธิในการที่จะบันทึกประวัติศาสตร์บอกเล่าอันนั้นให้เป็นบันทึกอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือไม่ แล้วถ้าเกิดว่ามีความเห็นแย้งท่านจะบันทึกอย่างไร มีความเห็นต่างท่านจะบันทึกอย่างไร เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ยิ่งเพิ่มก็ทำให้กรอบแคบลง เพราะฉะนั้นก็ขอถือโอกาสนี้ยังไม่เห็นพ้องด้วย กับการเพิ่มเติมของทางวุฒิสภาด้วยความเคารพยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ