สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๓ กันยายน ๒๕๕๕

สาธิต ปิตุเตชะ บอกว่าความจริงแล้วการเมืองไม่สกปรก แต่คนเล่นการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่ดี จึงทำให้การเมืองมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดี และไม่เห็นบทบาทของสภาพัฒนาการเมืองในการชี้แจงหรือตำหนิเรื่องนี้

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขอเรียนว่าวันนี้ก็ดีใจนะครับได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของสภาพัฒนาการเมือง ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องของผมโดยตรง แล้วก็เป็นเรื่องของเพื่อนสมาชิก ในสภานิติบัญญัติแห่งนี้ อาจจะรวมไปถึงนักการเมืองท้องถิ่น นักการเมืองทั่วประเทศ ผมเรียนกับทางสภาพัฒนาการเมืองผ่านท่านประธานนะครับว่าความจริงผมก็ยังไม่ได้เห็น บทบาทหน้าที่ แล้วก็มีความประทับใจในตัวสภาพัฒนาการเมืองเท่าที่ควร ผมทราบดีถึง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ภารกิจ ที่อยากจะทำให้การเมืองมีการพัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้น คือถ้าพูดภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ก็อยากจะพูดว่าสภาพัฒนาการเมืองมีขึ้นมาเพื่อต้องการ พัฒนาการเมืองในบ้านเราเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านผู้มาชี้แจงได้เลยว่ามันสวนทางกันอย่างชัดเจนครับ ความจริงก็ไม่ใช่เป็นเรื่องภารกิจ ของสภาพัฒนาการเมืองฝ่ายเดียว เป็นเรื่องของพวกเราในสภาแห่งนี้ที่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง ก่อนว่าต้องเป็นนักการเมืองที่ดี เป็นเรื่องของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศต้องติดตาม ต้องมีจิตสำนึกในการรับทราบข้อมูลทางการเมือง เป็นเรื่องของคนทุกคนในประเทศนี้ครับ แต่ว่าในขณะเดียวกันผมไปที่ไหนหรือว่าคนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเบื่อหน่ายการเมือง การเมืองเป็นเรื่องสกปรก ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ สภาพัฒนาการเมืองอธิบายให้เขาฟังไหมครับว่า คำว่าการเมืองมันไม่มีชีวิต มันเป็นสถาบัน มันเป็นสิ่งที่ขาวสะอาด และมันอยู่กับทุกประเทศ แต่สิ่งที่มันสกปรก สิ่งที่ไม่ดีมันคือคนที่มาเล่นการเมืองและมีพฤติกรรมที่ไม่ดี วันนี้ประชาชน แยกไม่ออกครับ ประชาชนที่แยกออกผมคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์น้อยมากครับ สัก ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เขาติดตามการเมือง ยิ่งเบื่อการเมืองเท่าไรแล้วเขาห่างจากการเมืองเท่าไร เขาก็ไม่ทราบครับว่าคนนี้ชั่ว คนนี้นักการเมืองดี หรือคนนี้เป็นนักการเมืองที่ควรที่จะ สนับสนุน ก็ต้องถามกลับไปว่าสภาพัฒนาการเมืองได้ทำหน้าที่ชี้แจงบ้างหรือยังว่า สิ่งไหนที่ควรที่จะยกย่อง สิ่งไหนที่ควรจะประณาม ดูจากงบประมาณทั้งหมดของการใช้ ไม่ว่าจะไปทำในหน่วยงาน ของภาครัฐก็ตาม หรือหน่วยงานของสภาพัฒนาการเมืองเองก็ตาม ผมก็ให้กำลังใจนะครับ โดยในฐานะที่เป็นนักการเมืองก็เริ่มต้นที่ตัวเองก่อนว่าจะต้องเป็นนักการเมืองที่ดี ไม่ซื้อเสียง ผมสะท้อนให้ฟังนิดหนึ่งว่าสมัยก่อนนี้ถ้าทางสภาพัฒนาการเมืองผู้ที่มาชี้แจงได้ติดตาม การเมืองย้อนหลังกลับไป ภาพของนักการเมืองในสภาแห่งนี้เป็นภาพของตัวแทนประชาชน อย่างแท้จริง ขออนุญาตยกตัวอย่างสัก ๒-๓ คนที่ผมพอจะทันนะครับ ที่จังหวัดอุบลราชธานี นายเลียง ไชยกาล อันนี้เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนภาคอีสาน เป็นสัญลักษณ์ นายขุนทอง ภูผิวเดือน เป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดกับการศึกษา เป็นตัวแทนของ คนภาคอีสานเหมือนกัน มีผู้แทนขี่ควายเข้าสภา ผมอาจจะจำชื่อไม่ได้ นามสกุลวงศ์วานิช ผู้แทนบ้านผม ครูหอม ทองประเสริฐ เป็นตัวแทนของชาวไร่อ้อย เป็นตัวแทนของอาชีพครู อันนี้มันสะท้อนว่าประชาชนได้เลือกคนที่มาเป็นตัวแทนเขามาพูดในสภา แต่วันนี้ มันเปลี่ยนไป ท่านประธานที่เคารพ ผ่านไปยังสภาพัฒนาการเมือง มันเปลี่ยนเป็นนักธุรกิจ รับเหมาก็มี ทั้ง ๆ ที่กฎหมายห้าม หากินบนงบประมาณก็มีเยอะ จะโทษนักการเมืองทั้งหมด ก็ไม่ได้ เพราะว่าประชาชนตอบโพลว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติธรรมดา มันขึ้นอยู่กับ การทำความเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันทำไม่ได้ในคนเป็นนักการเมือง นักการเมืองคือ เป็นตัวแทนที่จะมาบอกปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน นักการเมืองคือคนที่เป็น ตัวแทนหรือเป็นนักการเมืองอาชีพที่ไม่ต้องมีต้นทุนมากนัก มันสะท้อนว่าตราบใดที่ นักการเมืองมีต้นทุนเมื่อไร มันมีนายทุนมาครอบงำแล้วมันจะเห็นผิดเป็นถูก หลักการมันจะ เสียหาย หลักประเทศมันจะไม่มี สภาพัฒนาการเมือง ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก ที่พูดมาว่าจะต้องมีบทลงโทษเพราะไม่ใช่หน้าที่ท่าน มันมีคณะกรรมการจริยธรรม มันมี พ.ร.บ. มันมีกฎหมาย มันมีกฎระเบียบอยู่ว่าอันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมอยากเห็นสภาพัฒนาการเมืองออกมาพูดตำหนิ หรือออกมาให้ความเห็นได้ไหมว่าสิ่งนี้ มันไม่ดี ผมขออนุญาตเสียมารยาท ยกตัวอย่าง ด้วยความเคารพท่านประธาน ความเป็นกลาง ของประธานสภาผู้แทนราษฎรชัดเจนเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นประมุขของสภานิติบัญญัติ ซึ่งเป็นประมุข ๑ ใน ๓ ของอำนาจของประเทศนี้ ๑. อำนาจบริหาร ๒. อำนาจตุลาการ และ ๓. อำนาจนิติบัญญัติ ความเป็นกลางที่พูดถึงนี่เขาจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไหน ไม่สำคัญ แต่ว่าถ้ามานั่งเป็นประมุขในที่ประชุมแห่งนี้เขาต้องมีความเป็นกลาง วันนี้ประมุข ของสภานิติบัญญัติไปพูดในที่รโหฐาน พูดถึงการบริหารพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัด พูดถึงพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามว่าหมดท่า อย่างนี้ความเป็นกลางในสภาผู้แทนราษฎร หรือความเป็นกลางในรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้มันใช้ได้ไหมครับ ท่านจะตำหนิได้ไหมครับ โอเค (OK) มันมีกฎหมายก็ว่าไปตามกระบวนการ แต่สภาพัฒนาการเมืองจะทำสิ่งเหล่านี้ ได้ไหมครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากเห็นการตีกรอบที่ชัดเจน ตีกรอบการเมือง ผมยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลเขาจะทำนั่น รัฐบาลเขาจะทำนี่ ทำไมฝ่ายค้านจะถ่วงจะไปค้านอย่างเดียว อย่างนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีสภานิติบัญญัติ ความจริงเพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลเองก็มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลนะครับ ในการใช้จ่ายเงินภาษีอากร ในการใช้อำนาจในการบริหารประเทศ แต่ว่าหน้าที่หลักในการตรวจสอบคือฝ่ายค้านครับ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ในการเสนอข้อมูลอีกฝ่ายหนึ่งให้กับพี่น้องประชาชน ประชาชนบางคน บอกว่าทำไม ส.ส. ไม่ช่วย ความจริงทั้งหมดมันเป็นเรื่องของรัฐบาลครับ เพราะมีทั้ง งบประมาณ มีทั้งอำนาจสั่งการข้าราชการ ฝ่ายค้านก็มีหน้าที่นำเสนอข้อคิดเห็นที่อาจจะ แตกต่างหรือตรงกัน แต่กลับถูกตำหนิจากสังคมว่าทำไมค้านอย่างเดียว อย่างนี้สภาพัฒนาการเมือง ต้องไปอธิบายให้เขาเข้าใจครับว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมีฝ่ายค้าน ก็มีสภาแห่งเดียวเป็นเผด็จการ ไปเลย ต้องให้ประชาชนได้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจนครับ และเขาจะได้ ติดตามตรวจสอบว่าเวลาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายค้านก็ทำ หน้าที่อย่างหนึ่ง เวลาไปเป็นรัฐบาลนั่งในตำแหน่งบริหารก็ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง ทำให้กลไก ของรัฐสภามันเดินไปด้วยความถูกต้อง ถึงแม้จะมีเพื่อนสมาชิกพูดถึงบางเรื่อง เรื่องโพล การเมืองก็เกี่ยวกับโพลครับ วันนี้โพลบางสำนักออกมาถามประชาชนว่าการทำแบบนี้ ผิดกฎหมายหรือไม่ สภาพัฒนาการเมืองมีหนังสือไปถึงโพลได้ไหมว่าไปถามความรู้สึก ของประชาชนว่าสิ่งนี้ผิดกฎหมายหรือไม่มันไม่ได้ มันไม่สมควร เพราะผิดกฎหมาย หรือไม่มีองค์กรที่ต้องตรวจสอบอยู่แล้วครับว่าอันนี้ผิดหรือไม่ผิดอย่างไร โพลไม่มีหน้าที่ครับ ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่บอกว่าไม่ผิดกฎหมายมันก็จะทำให้ความรู้สึกของคนทั้งประเทศบอกว่า เอาละถ้าเสียงส่วนใหญ่บอกอันนี้ไม่ผิดกฎหมายก็ควรทำอย่างนั้นหรือครับ ความจริง การเมืองของเราที่ผมบอกว่ามันสวนทางกัน เพราะว่าทั้งความเข้าใจของพี่น้องประชาชน ทั้งบทบาทหน้าที่ของนักการเมืองเองมันเริ่มที่จะไม่มีหลักครับ หลักของมันคือเสียงข้างมาก ชนะทั้งหมดซึ่งมันไม่ถูก แต่เสียงข้างมากมีอำนาจเด็ดขาดที่จะบริหารเงินงบประมาณ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และต้องอยู่ภายใต้กรอบจริยธรรมและความถูกต้อง อันนี้แหละครับต้องไปทำความเข้าใจอย่างมาก ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งหมด และเพื่อนนักการเมืองเองก็ต้องปรับปรุงตัวเอง เริ่มต้นด้วยตัวเอง ไปว่าคนอื่นก็ไม่ได้ ความจริงผมอยากจะใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งนะครับ แต่ว่าถ้าท่านประธานให้โอกาสผม ผมก็จะพูดสั้น ๆ นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากโพลก็มีเรื่องสื่อ สื่อก็เป็นกลไกหนึ่ง ของการเมืองเช่นกัน สภาพัฒนาการเมืองเคยสัมมนาสื่อไหมครับ เอาที่ชัดเจนเลยครับว่า ข้อมูลอันเป็นเท็จ ข้อมูลนั่งเทียนเขียน สื่อไปวิจารณ์ฝ่ายค้านทั้ง ๆ ที่ข้อมูลนั้นมันเป็นข้อมูล ที่คลาดเคลื่อน มันไม่มีหน่วยงานไหนมาตรวจสอบสื่อ และวันนี้เกิดอะไรขึ้นครับ ก็มีสื่อเทียม มีดาวเทียม และดาวเทียมก็ไม่มีใครไปควบคุม พูดคำหยาบเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับพี่น้องเยาวชน ปัญหามันก็ลุกลามบานปลายครับ ทั้งหมดนี้มันเป็นกลไกของการเมืองทั้งสิ้น ผมกำลังจะย้ำว่า สภาพัฒนาการเมืองตีกรอบได้ไหมครับ ไปทำวิจัย ไปอบรมเขาแล้ว ไปบอกเขาว่าอย่างนี้ แต่เวลาท่านไปอบรม เวลาเขามาสัมมนาเขาก็บอกว่าอันนี้ถูก อันนั้นดี แต่เวลาเขากลับไปบ้าน หรือไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนฝูงเขาก็ปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง แต่สภาพัฒนาการเมืองชี้นำให้เห็นภาพ ตีกรอบความชัดเจนว่าการเมืองที่ดี การเมืองที่โปร่งใส การเมืองที่ใสสะอาด ผ่านสื่อไปยัง พี่น้องประชาชนให้เขาทราบว่าการเมืองอันไหนเป็นการเมืองที่ควรที่จะทำสนับสนุน ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงผมมีข้อมูลจะอภิปรายอีกมาก ผมให้กำลังใจสภาพัฒนาการเมือง ถึงแม้ว่าการมารายงานสภาครั้งนี้เป็นการรายงานประจำปี ๒๕๕๓ ก็ตาม แต่ว่าอีกปีถัดไป ปี ๒๕๕๔ หรือปี ๒๕๕๕ ผมหวังอย่างยิ่งจะเห็นการพัฒนาเป็นไปในทิศทางที่ทำให้เห็นภาพ ชัดเจนของพันธกิจและวิสัยทัศน์ของสภาพัฒนาการเมือง ที่ผมไปตั้งความหวังก็เพราะว่าชื่อมันชัดว่าเป็นสภาพัฒนาการเมือง ที่สำคัญเขาได้รับ เงินงบประมาณพอสมควร ผมอยากให้สถาบันพัฒนาการเมืองแห่งนี้เป็นสถาบันหลัก ที่จะออกมาชี้กำหนดทิศทางการเมืองที่ถูกต้อง ชี้กำหนดทิศทางความเป็นไปของความรู้สึก ของพี่น้องประชาชนในความเข้าใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และประชาชนเขาจะได้ตรวจสอบ เขาจะมีข้อมูลครบว่าเวลาเขากลับไปเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ผมฝันอยากจะเห็นว่ารัฐบาลอยู่ ๔ ปีให้โอกาส แต่ว่าให้ประชาชนได้ติดตามข้อมูลว่า สิ่งที่รัฐบาลทำ ๑ ๒ ๓ ๔ เก็บข้อมูลไปเรื่อย ๆ แล้ว ๔ ปีไปเลือกตั้ง เขาก็เอาข้อมูลนั้นมาตัดสิน อันนั้นละครับจะเป็นกลไกของการพัฒนาการเมืองที่เดินไปสู่ระบบและเห็นตัวอย่างที่ดี ตัวอย่างที่ไม่ดี ผมก็เลยยังฝากความหวังไว้กับท่านนะครับว่าขอให้ท่านได้เป็นกำลังหลัก ในการที่จะชี้นำตีกรอบการเมืองที่น่าจะสนับสนุนการเมืองที่จะทำอย่างไรไม่ให้การเมืองไปสู่ การชุมนุมที่ใช้อาวุธ การชุมนุมที่ล้มล้างรัฐบาล ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็ขอฝากความหวังไปยัง สภาพัฒนาการเมืองผ่านท่านประธานไป แล้วก็ขอให้กำลังใจขอให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอบคุณครับ